“ท่านอาจารย์ อย่าได้โกรธไปเลย ข้ามาเพื่อแนะนำเขา”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยเดินเข้ามาด้วยท่าทางสงบนิ่ง บนตัวเขาั้แ่หัวจรดเท้านั้นปราศจากละอองฝุ่น ช่างสะอาดเป็อย่างยิ่ง ถ้าหากเขาแต่งตัวอีกสักเล็กน้อยคงไม่มีใครสามารถพูดได้ว่าเขาเป็ผู้ชายอย่างแน่นอน
“แม้ว่าในโลกภายนอกนั้น สำนักเทียนอี้จะไม่มีชื่อเสียงมากนัก แต่ถ้าเ้าสามารถเข้าสำนักนี้ได้ เ้าก็จะรู้ถึงความแตกต่างเลยทีเดียว สำนักนี้จะช่วยพัฒนาพร์ของเ้าและเพิ่มความแข็งแกร่ง สำหรับเ้าแล้วมันไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ทำไมเ้าถึงปฏิเสธกัน?”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวถามหลินเฟิง ขณะมองไปที่หลินเฟิงด้วยั์ตาอันงดงามพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“เพราะข้าเห็นว่าศิษย์รวมไปถึงเหล่าอาจารย์ของสำนักเทียนอี้ต่างก็เป็เช่นนี้”
หลินเฟิงตอบกลับไปอย่างเรียบเฉย ทำให้ผู้คนต่างพากันงงงวย ลูกหลานของชนชั้นสูงคนนั้นมีสีหน้าบิดเบี้ยวดูน่าเกลียด ทำไมหลินเฟิงถึงกล่าวเช่นนั้น? เห็นได้ชัดเลยว่ามันหมายถึงพวกเขา นั่นจึงทำให้พวกเขาต่างต้องอับอายขายขี้หน้า
ชายชราก็งงงวยเช่นกัน เ้าเด็กหนุ่มนี่ไม่รู้เสียจริงว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร ช่างเป็การกระทำที่บุ่มบ่ามและใจกล้ายิ่งนัก
“สิ่งที่เ้าเห็นกับความจริงมันไม่เป็เช่นนั้น นอกจากนี้เ้ายังเห็นเพียงแค่ฝ่ายเดียวเท่านั้น”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวขณะส่ายหน้าเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามตอนนี้หลินเฟิงยังคงไม่มีกะจิตกะใจที่จะเข้าร่วมสำนักหรือนิกาย ถึงแม้ว่าจะมีแิที่แตกต่างกัน แต่ในความเป็จริงแล้วกลับมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
ประมุขของนิกายหยุนไห่ก็ได้จากไปแล้ว และแหวนหินของประมุขในตอนนี้ก็ได้อยู่มือของเขาแล้ว ตอนนี้เขามีภารกิจนั่นคือการฟื้นฟูนิกายหยุนไห่ อย่างไรก็ตามเขาก็สามารถกลายเป็ศิษย์ของสำนักเทียนอี้ได้
“เวิ่นอ้าวเสวี่ยพูดถูก เ้าเห็นเพียงแค่ส่วนเดียว ข้าหวังว่าเ้าจะเข้าร่วมสำนักเทียนอี้”
ในขณะนั้นได้มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น คนนั้นอยู่ไม่ไกลมากนักและก้าวออกมาร่างกายของเขาราวกับเงา เพียงชั่วพริบตาและเพียงก้าวเดียวก็สามารถก้าวได้ถึง 100เมตร
คนคนนี้คือชายชรา แต่เมื่อผู้คนเห็นคนคนนี้ก็ต่างพากันประหลาดใจ แต่แววตาพวกเขากลับเต็มไปด้วยความเคารพ
ชายชราผู้นี้คือรองเ้าสำนัก และรองเ้าสำนักถึงกับต้องมาเชิญหลินเฟิงด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้พวกเขาต่างรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก
“หรือว่าพร์ของหลินเฟิงจะแข็งแกร่งมาก แม้แต่รองเ้าสำนักเทียนอี้ก็ยังต้องสนใจเขา?”
ฝูงชนต่างตะลึงงัน หลินเฟิงนั้นไม่มีจดหมายแนะนำเหมือนกับจงหลิง จั่วชิวและคนอื่นๆ และหลินเฟิงก็ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับสำนักเทียนอี้เลย แม้จะมีคนมาเชื้อเชิญก็ตาม แต่คราวนี้รองเ้าสำนักถึงกับต้องมาเชื้อเชิญหลินเฟิงด้วยตัวเขาเอง
“ศิษย์ของสำนักเทียนอี้มีเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้เื่ และยังทำให้เ้าอับอายอีก ส่วนท่านอาจารย์ ข้าจะให้เขามาขอโทษเ้า”
รองเ้าสำนักกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย แล้วปรายตามองไปที่ชายชราผู้นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต่างทำให้ฝูงชนใเป็อย่างมาก
เพื่อหลินเฟิงแล้ว รองเ้าสำนักถึงกับ้าให้อาจารย์มาขอโทษหลินเฟิง?
แม้แต่หลินเฟิงยังต้องตะลึงงัน ถึงแม้พร์ของเขาจะไม่เลว แต่สำนักเทียนอี้ก็มีศิษย์ที่ไม่ดีมากมาย แล้วจั่วชิวและไป๋เจ๋อต่างก็มีพร์ที่ดีมาก นอกจากนี้การกระทำของชายชราที่ทำไม่ดีต่อหลินเฟิง รองเ้าสำนักจึงให้ชายชราไปขอโทษเขา?
“ท่านรองเ้าสำนัก” ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าแข็งทื่อ ขณะมองไปยังรองเ้าสำนัก แต่กลับเห็นรองเ้าสำนักขมวดคิ้ว จึงทำให้ชายชราสั่นเทาไปด้วยความกลัว
จากนั้นชายชราหันไปมองหลินเฟิงและกล่าวว่า “มันเป็เพราะความบุ่มบ่ามของข้า ข้าต้องขออภัยอย่างยิ่ง”
“พูดให้จริงใจกว่านี้”
ดูเหมือนว่ารองเ้าสำนักจะไม่พอใจกับท่าทีที่แข็งทื่อของชายชรา จึงทำให้ร่างกายของชายชราต้องสั่นสะท้าน และนั่นก็ได้ทำให้ฝูงชนต่างต้องผวาดผวา
หลินเฟิงมีสีหน้าแข็งทื่อ รองเ้าสำนักได้ทำสิ่งนี้เพื่อเขา?
หรือว่าหลิงเฟิงจะมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก? ฝูงชนได้แต่พึมพำ เพราะมันยากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้
อาจารย์ของสำนักเทียนอี้ต่างได้รับเชิญจากทางสำนัก และทุกคนนั้นล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่ง แม้แต่ในเมืองหลวงก็มีชื่อเสียงอย่างมากมาย อย่างไรก็ตามรองเ้าสำนัก้าให้ชายชราขอโทษหลินเฟิง แม้ว่าหลินเฟิงจะไม่ได้ขอก็ตาม แต่เป็รองเ้าสำนักที่ทำด้วยตัวเองต่างหาก เื่นี้เป็ไปไม่ได้เลยที่จะไม่ทำให้พวกเขาคิดได้
“ทำไมกัน?”
สีหน้าของชายชรานั้นดูแข็งทื่อเป็อย่างมาก แต่เมื่อเขาเห็นสายตาของรองเ้าสำนัก จึงต้องหันไปมองหลินเฟิงทันที และเขาได้โค้งตัวเล็กน้อยจากนั้นกล่าวว่า “ขออภัยที่ข้าไปท้าทายและล่วงเกินเ้า”
“เ้าคิดว่าอย่างไร?” รองเ้าสำนักหันไปถามหลินเฟิง แต่กลับเห็นดวงตาที่กะพริบปริบๆ ของหลินเฟิงที่กำลังจ้องมองมาทางรองเ้าสำนัก ดูเหมือนว่าั์ตาของอีกฝ่ายจะต้องมีบางอย่าง แต่ั์ตาของรองเ้าสำนักกลับเป็ปกติดี ไม่มีการสั่นไหวใดๆ และหลินเฟิงเองก็ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้
หลินเฟิงพยายามจะพูด แต่กลับต้องฟังรองเ้าสำนักอีกครั้ง “ถ้าเ้าไม่้าเข้าร่วมสำนักเทียนอี้ก็ย่อมได้ ข้าจะอนุมัติให้เ้าเป็ศิษย์ของสำนักเทียนอี้เป็กรณีพิเศษ เ้าออกไปได้ทุกเวลาและจะไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เมื่อใดที่เ้า้าออกจากสำนักเทียนอี้ก็ย่อมออกไปได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็ตามเ้าจะเป็ศิษย์ของสำนักเทียนอี้อย่างเป็ทางการ และสอนโดยอาจารย์เช่นเดียวกับศิษย์ และจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้นกับเ้าโดยเด็ดขาด”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของผู้คนต่างเต้นระรัว
เพียงแค่เพลิดเพลินไปกับผลประโยชน์และอำนาจ โดยไม่มีกฎมาขัดขวาง แม้กระทั่งสามารถออกไปจากสำนักเทียนอี้ได้ทุกเมื่อ สิ่งที่ดีเช่นนี้มันมีอยู่ในโลกด้วยเหรอ? นอกจากนี้รองเ้าสำนักก็ได้เป็คนพูดด้วยตัวเอง ซึ่งสัญญานี้เห็นได้ชัดว่ามันไม่มีปัญหาใดๆ
“หรือว่าเขาจะแซ่ต้วน หรือแซ่เยว่ หรือแซ่อวี่?” เหล่าผู้คนต่างคาดเดา ถ้าหากเป็แซ่ต้วนและยังมีพร์เช่นนี้ แต่พวกเขาก็เคยได้ยินมาว่าไม่ใช่ และคนของตระกูลเยว่มีความภาคภูมิใจเป็อย่างมาก และหยิ่งเกินไปที่จะเข้าร่วมสำนักเทียนอี้ มิหนำซ้ำความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ไม่สามารถเทียบได้กับระดับนิกาย
ในหัวของผู้คนเกิดความคิดมากมายและพยายามที่จะเข้าใจ แม้แต่หลินเฟิงที่มากไปด้วยพร์ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับอีกฝ่ายที่เสนอเงื่อนไขมาจำนวนมากมายเช่นนี้
หลินเฟิงนั้นไม่เข้าใจอีกฝ่าย เลยอดไม่ได้ที่จะกล่าวถาม “ข้าช่างโชคดียิ่งนัก ข้าอยากรู้ว่าทำไมกัน?”
“ในความเป็จริงเมื่อโชคดีได้บังเกิดขึ้น เ้าก็ไม่ควรที่จะปฏิเสธมันนะ” รองเ้าสำนักหัวเราะ และกล่าวต่อว่า “ข้าบอกเ้าได้เพียงเท่านี้ เพราะข้าก็ได้รับมอบหมายมาจากคนอื่น”
“ได้รับมอบหมายมาจากผู้อื่น?” เหล่าผู้คนต่างสับสนงงงวย ในเมืองหลวงเขาก็ไม่มีใครให้รู้จัก ทำไมรองเ้าสำนักแห่งสำนักเทียนอี้ถึงดีกับเขานัก?
อย่างไรก็ตามที่อีกฝ่ายพูดเช่นนั้นมันช่างประเสริฐอย่างมาก และเขาก็ไม่จำเป็ที่จะต้องปฏิเสธมัน
ไม่จำเป็ต้องเข้าร่วมสำนักเทียนอี้ แต่กลับสามารถเพลิดเพลินไปกับผลประโยชน์ทั้งหมดนั่นได้ เื่ที่ดีเช่นนี้ หลินเฟิงเองก็ไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ
นอกจากนี้ถ้าอีกฝ่ายมีเจตนาร้ายต่อเขา มันก็คงไม่ยุ่งยากเช่นนี้ แต่ในสายตาของหลินเฟิงแล้ว อีกฝ่ายสามารถจัดการผู้ที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิติญญาได้อย่างง่ายดาย
“บางทีอาจเป็เพราะคนที่มอบหมายให้ก็ได้” หลินเฟิงยิ้มและกล่าวว่า “ข้าและสหายของข้าจะต้องได้เข้าร่วมด้วยเช่นกัน”
“ไม่มีปัญหา เ้าสามารถพาสหายไปได้ และยังสามารถเข้าออกสำนักเทียนอี้ได้ตลอด แต่ข้าต้องบอกก่อนว่า นอกจากเ้าแล้ว สหายของเ้านั้นต้องทำตามกฎของสำนักเทียนอี้”
รองเ้าสำนักกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“แน่นอน” หลินเฟิงยิ้ม
“เยี่ยม งั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว” รองเ้าสำนักกล่าวขณะโบกมือไล่ ขณะนั้นได้มีวัตถุจากในมือของเขาถูกส่งมอบให้หลินเฟิง
ตอนนี้วัตถุนั้นได้มาอยู่ในมือของหลินเฟิงแล้ว ซึ่งทำให้ใครหลายๆ คนอยากจะรู้ว่ารองเ้าสำนักได้ให้อะไรกับหลินเฟิง
“ยินดีต้อนรับสู่สำนักเทียนอี้ ข้าจะพาเ้าไปเดินชมรอบๆ สำนัก”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวกับหลินเฟิง และหลินเฟิงก็พยักหน้า จากนั้นทั้งสี่คนและเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็ก้าวเข้าสู่สำนักเทียนอี้
พวกเขาเดินผ่านซุ้มประตูและปราสาทที่ราวกับพระราชวังขนาดเล็กที่ปรากฏอยู่ในสายตาของหลินเฟิง มันตั้งตระหง่านและสวยงดงามเป็อย่างมาก
“โอ้ พระเ้า”
หลินเฟิงมองไปที่ปราสาท มีทั้งสวนป่าและแม่น้ำ จึงอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา และตำหนักเหล่านี้มันช่างสมบูรณ์อย่างยิ่ง ซึ่งในแต่ละตำหนักล้วนมีลักษณะเฉพาะของแต่ละหลัง
“เ้าสามารถมองดูได้ทั้งระยะใกล้และไกล”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวขณะยิ้ม
เมื่อหลินเฟิงได้ยินคำพูดของเขา จึงประหลาดใจขึ้นมา
“เทียนอี้!”
กำแพงของตำหนักซึ่งประกอบไปด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่สองตัวคือ ‘เทียนอี้’ มันดูเหมือนเป็การประกาศอาณาเขต และนี่มีเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร
“เมื่อก้าวเข้าสู่เทียนอี้แล้ว เ้าจะไม่มีทางเสียใจอย่างแน่นอน” เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
หลินเฟิงจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่งดงามกว่าหญิงสาว และกล่าวถามว่า “ทำไมเ้าถึงต้องให้ข้าพูด หรือว่ามีคนมอบหมายให้กับข้า?”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยส่ายหน้าและกล่าวว่า “ถ้าบอกว่าข้าและรองเ้าสำนัก ทั้งหมดนั้นมันเป็แค่เื่บังเอิญ เ้าจะเชื่อหรือไม่?”
“เ้าไม่จำเป็ต้องหลอกข้า เ้ากับข้าต่างเป็คนแปลกหน้า ทำไมเ้าถึงช่วยข้า?”
“โชคชะตามักเป็สิ่งที่ยากจะเข้าใจ บางคนเห็นอาจจะรู้สึกถูกชะตา ซึ่งทำให้ผู้คนชอบ แต่ในสายข้า เ้าเป็คนประเภทนี้”
ใบหน้าที่สวยงามของเวิ่นอ้าวเสวี่ยไม่คิดว่าแก้มของเขาจะกลายเป็สีแดงระเรื่อ หลินเฟิงหยุดเดินและหันไปมองเวิ่นอ้าวเสวี่ยอย่างงงงัน
เมื่อเห็นหลินเฟิงหยุดเดิน เวิ่นอ้าวเสวี่ยจึงหันหลังกลับไป และเห็นหลินเฟิงมีสีหน้าแปลกๆ ขณะมองมาที่เขาั้แ่หัวจรดเท้า นั่นจึงทำให้ใบหน้าที่สวยงามเปลี่ยนไปในทันที
“บ้า ข้ามิได้มีงานอดิเรกเช่นนั้น”
จู่ๆ เวิ่นอ้าวเสวี่ยก็กล่าวขึ้นมา จึงทำให้หลินเฟิงหัวเราะ แน่นอนว่าอีกไม่นานจะมีบางคนไปมาหาสู่กัน ซึ่งจะทำให้ผู้คนชอบมาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็เป็คนประเภทนี้
…
ในขณะเดียวกันในซึ่งที่ห่างไกล รองเ้าสำนักได้เดินอยู่กับชายชราคนเดียวกับที่รองเ้าสำนักให้ไปขอโทษหลินเฟิง สีหน้าของชายชรายังคงดูไม่ค่อยดีนัก ใครกันจะชอบถูกบังคับให้ต้องขอโทษคนรุ่นเยาว์ต่อหน้าผู้คน มันไม่อาจมีความสุขได้
“เ้ายังโกรธอยู่?”
รองเ้าสำนักกล่าวกับชายชราด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“คำสั่งของรองเ้าสำนัก ข้ามิอาจกล้าขัดได้” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง เขาได้รับเชิญจากรองเ้าสำนักมาที่สำนักเทียนอี้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็ลูกน้องเขา
“ฮ่าๆ เ้าไม่จำเป็ต้องคิดเช่นนั้น เ้าควรจะรู้ว่าสิ่งที่ข้าทำไป มันไม่เคยมีหลักการเลย ไม่อย่างนั้นเ้าก็คงไม่ตามข้ามาหรอก” รองเ้าสำนักกล่าว “ในเมื่อข้าได้ทำเช่นนั้น แน่นอนว่ามีสาเหตุ ส่วนเ้า... เ้าเคยบอกเกี่ยวกับเคล็ดวิชานั้น ไปเอามัน และบอกว่าเป็คำสั่งของข้า”
ชายชราประหลาดใจ จากนั้นใบหน้าที่แข็งกระด้างได้หายในพริบพริบตา มันถูกแทนที่ด้วยความปีติยินดี!
