สัญชาตญาณของคนเถื่อนไวต่อความรู้สึกที่เป็อันตราย และที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนที่สัญชาตญาณนี้จะผิดพลาดเลยสักครั้ง ถึงแม้ว่า เขาจะไม่สามารถมองเห็นคนคนนั้นได้แต่ซุนเฟย ก็กล้าแน่ใจว่ามีคนสะกดรอยตามเขามาจริงๆ
และคนที่สะกดรอยตามเขามานั้นก็เป็คนที่แข็งแกร่งมาก
ปัจจุบันนี้ตัวละครคนเถื่อนของซุนเฟยเลเวล 46 เทียบเท่ากับนักรบเจ็ดดาวระยะต้น ทักษะในโลก Diablo หลายๆ อย่างก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ถึงแม้ว่าซุนเฟยอาจจะดูเหมือนเดินไปเรื่อยเปื่อย แต่ความจริงแล้วเขาแอบเดินให้ช้าลงเพื่อจะจับััว่ามีใครเดินตามหลังมาไหม
หลายครั้งที่ซุนเฟยคิดว่าเขาสามารถสลัดคนที่สะกดรอยตามหลังมาได้แล้ว แต่เพียงครู่เดียวเขาก็กลับมารู้สึกเหมือนมีใครเดินตามหลังเหมือนเดิม
ซุนเฟยไม่คิดว่าตัวเองประสาทหลอนไปเองแน่
มีเพียงคำอธิบายเดียว นั่นก็คือ คนที่ตามเขามานั้นแข็งแกร่งกว่าเขามาก มากกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
ซุนเฟยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เพียงมดตัวน้อยๆ ที่พยายามหลบหนีจากสายตาของพระเ้าที่กำลังมองลงมาจาก์...กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาทั้งสองคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน
หรือว่าคนคนนี้จะเป็นักฆ่าลึกลับที่พยายามจะฆ่าเขามาก่อนหน้านี้?
ซุนเฟยรู้สึกกลัวเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเื่นี้
เพราะหนังสือทักษะสีม่วงที่บรรพบุรุษของ 'ค่ายโร้ก' ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน ทำให้เขาสามารถปิดบังตราประทับที่นักฆ่าคนนั้นทิ้งเอาไว้ในร่างของเขาได้ บวกกับซุนเฟยรู้ว่า นักฆ่าที่แข็งแกร่งคนนั้นได้รับาเ็หนักในระหว่างการต่อสู้กับคนอื่นที่เทือกเขามอร์โร ทำให้ซุนเฟยไม่กังวลว่านักฆ่าคนนั้นจะกลับมาไล่ฆ่าตัวเองเร็วนัก แต่คาดไม่ถึงว่า...
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้างก็คือ การที่คนคนนี้ไม่ได้มีความคิดจะเริ่มโจมตีเขา เพียงสะกดรอยตามมาเฉยๆ
ซุนเฟยเดินเล่นไปรอบๆ ค่ายทหารอาณาจักรบริวารอย่างเงียบๆ จากนั้นเขาก็แอบส่งข้อความให้กับคนในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดว่าคืนนี้เขาจะไม่กลับ เพื่อไม่ให้แองเจล่ากับคนอื่นๆ เป็ห่วง ซุนเฟยเดินเอ้อระเหยไปรอบๆ ค่ายเพื่อรอจนกว่ายามราตรีจะมาเยือน ทันทีที่ความมืดเข้าปกคลุม ซุนเฟยก็รีบเปลี่ยนเป็ 'โหมดมือสังหาร' ทันที ฉับพลันร่างของเขาก็กลายเป็หมอกควันกลุ่มหนึ่งลอยหายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน
ซุนเฟยเลือกจะไม่กลับไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด เขากังวลว่า หากนักรบที่สะกดรอยตามเขามาเกิดคิดจะโจมตีตัวเองกะทันหันขึ้นมา ในระหว่างที่พวกเขาปะทะกัน มันจะต้องส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างแน่นอน โดยเฉพาะแองเจล่ากับเจ็มม่าและเหล่าหญิงสาวที่อ่อนแอ พวกนางไม่ใช่นักรบ ไม่มีคลื่นพลังในการป้องกัน แค่ลูกหลงเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างอันตรายต่อชีวิตของพวกนางได้
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไปเทือกเขามอร์โร
ความเร็วของซุนเฟยใน 'โหมดมือสังหาร' รวดเร็วมากจนดูเหมือนกลุ่มควันรางๆ ไม่ช้าเขาก็มาถึงซากปรักหักพังที่สองผู้แข็งแกร่งระดับจันทราเคยปะทะกันในเทือกเขามอร์โร
ซุนเฟยเปลี่ยนกลับมาเป็ 'โหมดคนเถื่อน' และยืนอยู่เงียบๆ
ด้วยไพ่ตายและน้ำยาวิเศษจำนวนมากที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างของตัวเอง ทำให้ซุนเฟยรู้สึกมั่นใจร้อยส่วนว่าต่อให้เขาพบกันนักฆ่าที่ไล่ตามตัวเองเมื่อหลายวันก่อน เขาก็สามารถหลบหนีจากนักฆ่าคนนั้นได้ ที่ซุนเฟยเลือกที่จะมายังเทือกเขามอร์โรเพราะ้าให้คนลึกลับผู้นี้แสดงตัวออกมา
ด้วยความแข็งแกร่งของโหมดคนเถื่อนที่พัฒนาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ขอบเขตในการรับรู้ของซุนเฟยสามารถขยายออกเป็วงกว้างมากขึ้นกว่าเดิม
แต่มันก็ยังไม่มากพอสำหรับความคิดของซุนเฟย ซุนเฟยใช้แรงกดดันจากการต่อสู้ที่เอาชีวิตเป็เดิมพันมากระตุ้นศักยภาพของตัวเอง เพื่อขยายขอบเขตการรับรู้
หลังจากรอได้สักพักหนึ่ง ซุนเฟยก็เริ่มขมวดคิ้ว
เพราะเขาค้นพบว่า คนที่สะกดรอยตามเขามาตลอดได้หายไปแล้ว เขาไม่รู้สึกอะไรอีกเลย
“ััของคนเถื่อนไม่เคยพลาด...หรือว่าข้าสามารถสลัดคนคนนั้นทิ้งไปได้?”
ซุนเฟยรออีกครึ่งชั่วโมงแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาแน่ใจว่าความรู้สึกของการถูกตามและเฝ้ามองได้หายไปแล้ว
และนั่นทำให้ซุนเฟยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เขาหวังว่านักฆ่าลึกลับคนนั้นจะปรากฏตัวออกมาและโจมตีเขา ซุนเฟย้าต่อสู้เป็ตายกับมัน หลังจากวันนั้น เขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาความแข็งแรงของตัวเอง ซุนเฟยเชื่อว่าครั้งนี้เขาจะไม่หนีแบบหัวซุกหัวซุนเหมือนคราวก่อนแน่ๆ
“ช่างมันเถอะ! ในเมื่อเ้าสตอล์คเกอร์นั่นก็ไปแล้ว ข้าควรฉวยโอกาสนี้เพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองต่อก็แล้วกัน!”
ซุนเฟยกะพริบร่าง เพียงไม่นานเขาก็มาปรากฏตัวที่ด้านหน้าหลุมั์
วงเวทที่เหล่านักเวทแห่งราชอาณาจักรเซนิทติดตั้งไว้รอบๆ หลุมั์นี้ยังคงทำงานอยู่ ซุนเฟยใช้รูปแบบการเดินข้ามวงเวทที่มีแค่ตัวเองเท่านั้นที่สามารถทำได้เดินผ่านวงเวทพวกนี้ไป ด้วยเส้นทางที่แปลกประหลาดและจังหวะที่พิเศษ ทำให้ซุนเฟยสามารถเดินผ่านวงเวทเหล่านี้ไปได้โดยที่ไม่ไปกระตุ้นการทำงานของวงเวทพวกนี้ ไม่ช้า ซุนเฟยก็มาถึงหลุมั์ที่เกิดจากการประลองกันระหว่างนักรบระดับจันทรา
ภายในหลุมขนาดั์ยังคงมีคลื่นพลังที่ส่องประกายระยิบระยับและลอยอยู่รอบๆ พวกมันเหมือนดอกไม้ไฟที่สวยงามในท้องฟ้ายามราตรี
พวกมันคือรอยประทับจิติญญา
ในตอนที่สองยอดฝีมือต่อสู้กัน พวกเขาได้ะเิพลังที่แข็งแกร่งออกมา พลังที่น่าเกรงขามถูกตรึงไว้อยู่ที่นี่ ไม่อาจกระจายไปไหนได้ หากนักรบระดับห้าดาวไม่ทันระวังหลงเข้ามาในนี้ และัักับรอยประทับจิติญญาที่มองไม่เห็นนี้เข้า ร่างของเขาคงะเิกระจุยจนกลายเป็ซากเนื้อกองหนึ่ง
แม้จะผ่านมายี่สิบกว่าวันแล้วนับั้แ่วันที่ต่อสู้กัน พลังของรอยประทับที่ยังคงเหลืออยู่ในอากาศก็เบาบางลงไปบางส่วนบ้างแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น พลังทำลายล้างของมันก็ยังคงน่ากลัวอยู่ดี
รอยประทับจิติญญาที่ลอยอยู่ในอากาศเหล่านี้ ทำให้ซุนเฟยได้เกิดแรงบันดาลใจมากมาย และทำให้ซุนเฟยได้ััถึงเส้นทางพลังใหม่ๆ วันนี้ที่ซุนเฟยสามารถสร้างรอยดาบที่ยิงคลื่นดาบโปร่งแสงออกมาได้ที่หน้าประตูค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด ความจริงแล้วมันเป็ผลมาจากความเข้าใจในรอยประทับจิติญญา ซุนเฟยเพียงแค่สามารถเลียนแบบมันขึ้นมาได้ ซึ่งอาจดูคล้ายคลึงกันแต่มันไม่ใช่แต่มันรอยประทับจิติญญาจริงๆ และมันก็ไม่ได้หมายความว่าซุนเฟยได้กลายเป็นักรบระดับจันทราแล้ว
หลังซุนเฟยได้เดินผ่านวงเวทเข้ามาแล้ว สิ่งแรกที่เขาทำก็คือ การนั่งขัดสมาธิและฝึกพลังจิตตามวิธีใน 'หนังสือทักษะสีม่วง' เพื่อฟื้นฟูพลังจิตที่เสียไป
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและถอนหายใจ หลายวันมานี้ซุนเฟยพยายามฝึกฝนพลังจิตอย่างหนักจนทำให้ตอนนี้พลังจิตของซุนเฟยมาถึงสามร้อยแต้มแล้ว นับว่าเป็ความก้าวหน้าที่เล็กน้อยนัก
เมื่อพลังจิตของเขาเพิ่มขึ้น เขาก็สามารถอยู่ในโลก Diablo ได้นานขึ้น
นั่นก็หมายความว่า ซุนเฟยมีเวลาในการฆ่ามอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวลมากขึ้น และความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เมื่อสิ้นสุดการฝึกพลังจิต ซุนเฟยก็ลุกขึ้นยืนและเตรียมวิ่งฝ่ารอยประทับจิติญญาที่สองนักรบผู้ยิ่งใหญ่ทิ้งไว้ในอากาศ นั่นคือวิธีที่เขามักจะใช้ในการเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาอีกทางหนึ่ง แต่เมื่อเขายืนขึ้นและมองไปข้างหน้า ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น ก่อนที่ร่างจะแข็งทื่ออยู่กับที่
เขาไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรกัน ที่มีร่างเงาของใครบางคนยืนอยู่อย่างเงียบๆ ท่ามกลางรอยประทับจิติญญา
คนคนนี้เป็คนที่มีรูปร่างผอม
ถึงแม้เขาจะเตี้ย แต่กลับองอาจสง่างาม คนคนนั้นยืนนิ่งอยู่กับที่ประหนึ่งหอกที่ถูกปักไว้กับดิน ซุนเฟยเห็นใบหน้าของคนคนนั้นไม่ชัดเจนนัก อาศัยเพียงแสงสว่างร่ำไรจากดวงจันทร์เห็นเพียงเสื้อคลุมสีน้ำตาลและเข็มขัดผ้าที่คนคนนั้นสวม ชายคนนั้นผมยาวราวกับน้ำตกที่ปลิวไสวไปในอากาศและการปรากฏตัวของชายคนนี้ก็ดูโดดเดี่ยวและเหนือกว่าทุกสิ่ง
สิ่งที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกประหลาดใจมากที่สุดก็คือ ความแข็งแกร่งของชายคนนี้ ซุนเฟยไม่อาจมองเห็นขอบเขตความแข็งแกร่งของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งเลย
ซุนเฟยมั่นใจว่า ก่อนที่ตัวเองจะหลับตาฝึกพลังจิต ในหลุมั์แห่งนี้ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดปรากฏอยู่เลยนอกจากตัวเอง ไม่ถึงสามสิบนาที ชายคนนี้สามารถเดินผ่านวงเวทเข้ามาในหลุมั์อย่างเงียบๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้น ชายคนนี้ยังยืนอยู่ห่างจากซุนเฟยไปแค่สิบเมตรเท่านั้นและเขาก็ไม่รู้เลยว่าชายคนนี้ยืนอยู่ตรงนั้นมานานแค่ไหนแล้ว
เขาสามารถเดินผ่านวงเวทที่แข็งแกร่งเหล่านี้เข้ามาได้อย่างง่ายดายโดยไม่ััวงเวทพวกนั้น...ชายคนนี้แข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ?
ซุนเฟยยิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้น
ชายคนนั้นสามารถยืนอยู่ท่ามกลางรอยประทับจิติญญาโดยที่ไม่แม้แต่จะโคจรคลื่นพลังมาปกป้องกายตัวเองหรือปลดปล่อยกลิ่นอายใดๆ ออกมา รอยประทับจิติญญานั่นสามารถฉีกกระชากร่างของนักรบระดับห้าดาวออกเป็ชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่มันกลับไม่ส่งผลกระทบใดๆ กับชายคนนี้เลย
ดวงตาของซุนเฟยพลันหดแคบลง
ในที่สุดเขาก็ค้นพบเงื่อนงำบางอย่าง รอยประทับจิติญญาที่น่าเกรงขามที่ลอยอยู่กลางอากาศถูกตรึงให้หยุดอยู่ห่างจากร่างเขาประมาน1นิ้ว ราวกับว่ามีพลังบางอย่างกำลังต้านทานมันอยู่ ก่อนที่มันจะที่ค่อยๆ ละลายหายไปราวกับหิมะในวันฤดูร้อนอย่างไร้ร่องรอย
ในขณะที่สายลมเย็นๆ พัดมา ซุนเฟยจึงหลุดออกจากภวังค์ของตัวเอง
“ท่านเป็ใคร?”
าาถามในขณะที่ปลดปล่อยพลังของคนเถื่อนออกมา ซุนเฟยเรียก 'บูลแคทโตส ชิลเดร้น' ออกมาถือไว้ในมือ ถึงแม้ว่าชายตรงหน้าจะยังไม่ปลดปล่อยพลังของตัวเองออกมา แต่ซุนเฟยก็รู้สึกถึงอันตรายรุนแรงอย่างมากที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา ความรู้สึกนี้แข็งแกร่งกว่านักฆ่าลึกลับที่เขารู้สึกเสียอีก
“าาเมืองแซมบอร์ด?” น้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึกก็ดังออกมา
“ใช่”
“ดี หากเ้าสามารถรับการโจมตีของข้ามากกว่าสิบครั้งได้ ข้าจะไม่สังหารเ้า!”
ทันทีที่พูดจบ ซุนเฟยก็เห็นเงาที่ทะยานเข้ามาหาพร้อมๆ กับััได้ถึงพลังที่น่าเกรงขามที่ชายคนนั้นปลดปล่อยออกมา คลื่นพลังที่ปล่อยออกมากลายเป็ดาบสีฟ้าที่ยาวประมาณสิบเมตร ราวกับว่าดาบเล่มนี้ถูกดึงออกมาจากมิติที่ว่างเปล่าในอากาศ มันค่อยๆ เผยตัวเองออกมา ตัวดาบสั่นเบาๆ ในขณะที่มันพุ่งไปข้างหน้า พริบตาเดียว ดาบนี้ก็ห่างจากซุนเฟยเพียงสิบเิเเท่านั้น
เร็ว!
เร็วเกินไป!
เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ!
-----------------
