“หลี่โหย่วฉายจะโอหังเกินไปแล้ว? มีสิทธิ์อะไรไม่ให้พวกข้าเข้าร่วมด่านจิตใจ?”
“พวกข้าไม่ได้เดิมพันกับเ้า และไม่ได้ทำอะไรเ้าเลยด้วย มีสิทธิ์อะไรมาตัดสินไม่ให้พวกข้าเข้าร่วมด่านจิตใจ? เป็เพราะเ้ารอคนที่ยังไม่มาอย่างนั้นหรือ?”
“ช่างโอหังจริงๆ หลี่โหย่วฉายกล้าจะมารับการทดสอบด่านจิตใจ หรือเ้ากำลังคิดท้าทายผู้มีอำนาจทั้งแดนต้าโหมวเทียน? หรือเ้าคิดว่ามีผู้เฒ่าร้องไห้อยู่ข้างเ้าแล้วจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ?”
ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกตนบนถนนหรือจะเป็ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบนอกต่างก็เริ่มอดทนไม่ไหว และก่นด่ากันอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็เสียงที่ดังรบกวนเหมือนเสียงยุง ในเวลานี้ ผู้คนที่มาถึงด่านจิตใจนั้นมีจำนวนมากกว่าเจ็ดพันถึงแปดพันคนแล้ว ดูเหมือนว่าผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมการท้าประลองซึ่งยังรอดชีวิตอยู่ ต่างมาถึงด่านจิตใจกันเกือบทั้งหมดแล้ว และคนพวกนี้ต่างก็ถูกฉินอวี่กักตัวไว้ในระยะห่างไปห้าพันจ้าง
ฉินอวี่นั่งขัดสมาธินิ่งไม่ไหวติงอยู่ในระยะหกพันจ้าง ราวกับเป็เทพเ้าศักดิ์สิทธิ์ และมีคนเพียงเกือบห้าร้อยคนที่มาถึงระยะห้าพันจ้าง แต่คนเหล่านี้ต่างต้องดิ้นรนอย่างหนัก ไม่มีใครกล้าเดินไปข้างหน้าแม้ครึ่งก้าว ทางด้านหลังของพวกเขา มีผู้ฝึกตนจำนวนนับพันคนกำลังกระซิบกระซาบถ้อยคำที่เต็มไปด้วยคำก่นด่าเบาๆ เช่นกัน
และมีผู้ฝึกตนอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดไว้แล้วว่าฉินอวี่จะต้องไม่ปล่อยพวกเขาผ่านไปแน่นอน แต่ก็ไม่ยินดีที่จะกลับออกไปเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่คอยส่งเสียงด่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบายความโกรธและความอัดอั้นในใจ
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เป็เพราะคำพูดที่ดุดันของฉินอวี่เพียงประโยคเดียว “ใครก็ตามที่ย่างกรายเข้ามาในระยะห้าพันจ้าง อย่ามาหาว่าข้าโเี้”
และเมื่อได้เห็นการใช้เรือนไม้เพื่อสกัดกั้นการโจมตีของผนึกยันต์ระดับเต๋า อีกทั้งได้เห็นฉินอวี่สังหารเหลยเฉียนหลงได้อย่างง่ายดาย ผู้ฝึกตนเหล่านี้ยังจะกล้าดูถูกฉินอวี่ได้อย่างไรอีก? อีกทั้งในด่านจิตใจ พวกเขาต่างต้องพบกับพลังกดดันอันยิ่งใหญ่ จึงทำให้เคลื่อนไหวได้ยากเป็พิเศษ เพียงแค่ประคองตัวให้ยืนได้อย่างมั่นคงก็นับว่าไม่เลวแล้ว แล้วจะกล้าไปมีเื่กับฉินอวี่ได้อย่างไรอีก? ดังนั้น เมื่ออยู่ในด่านจิตใจ พวกเขาจึงเหมือนปลาบนเขียงไม้ ความเป็ความตายของพวกเขาขึ้นอยู่กับฉินอวี่ทั้งสิ้น
แต่พวกเขาต่างไม่ยินดีที่จะยอมออกไปจากการท้าประลอง ยิ่งไปกว่านั้น ฉินอวี่ก็เคยบอกแล้วเขากำลังรอคน ดังนั้น ผู้ฝึกตนเหล่านี้ จึงได้แต่หวังว่าคนที่ฉินอวี่รออยู่จะปรากฏตัวโดยเร็ว เมื่อถึงเวลานั้น ฉินอวี่ก็จะเข้าไปยังด่านที่สอง และก็จะไม่สามารถมายุ่งกับพวกเขาได้อีก
“หลี่โหย่วฉาย คนที่เ้ากำลังรอยังต้องรออีกนานเท่าไร?” ในที่สุดก็มีคนเริ่มหมดความอดทน อัจฉริยะหนุ่มที่ใส่ชุดสีม่วงซึ่งยืนอยู่ในระยะห้าพันจ้างได้พูดขึ้น แต่ในใจของเขายังพูดเสริมไปในใจอีกว่า “หรือไม่แน่สหายของเ้าคงตายอยู่ในป่าแล้ว พวกข้าคงต้องรอจนจบการท้าประลองเลยหรือ?” แต่เขาก็พูดได้เพียงในใจเท่านั้น
เขามีชื่อว่าหยวนเทียนหลง เป็หลานทวดใต้การนำของหยินหยางเต้าจวิน มีสถานะที่สูงส่งอย่างมาก โดยปกติแล้วไม่ว่าเขาจะไปที่ใดมักจะมีแต่ผู้คนห้อมล้อมเยินยอ แต่ตอนนี้... หยวนเทียนหลงเต็มไปด้วยความโกรธ ราวกับจะคลุ้มคลั่งให้ได้
หากไม่ใช่เพื่อการทดสอบสามสิบหกขุนพล์ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า หยวนเทียนหลงก็คงจะเดินจากไปนานแล้ว แต่เป็เพราะตำแหน่งสามสิบหกขุนพล์ เขาจึงต้องอดทนเอาไว้ก่อน แม้ว่าพละกำลังและจิตใจของเขาจะไม่ธรรมดา แต่ในก้นบึ้งของหัวใจแล้ว หยวนเทียนหลงรู้สึกเหยียดหยันและดูถูกฉินอวี่เป็อย่างมาก ในความคิดของเขา ฉินอวี่ก็เป็เพียงคนที่โชคดีเท่านั้น อีกอย่าง ก่อนหน้านี้เขาก็ยังไม่เคยเห็นการต่อสู้ระหว่างฉินอวี่และเหลยเฉียนหลง ได้แต่เพียงรับฟังมาเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใมากมายอะไรขนาดนั้น
อย่างน้อยที่สุด หยวนเทียนหลงก็ไม่เชื่อว่าเรือนไม้เพียงหลังเดียวจะสามารถสกัดขวางการโจมตีของผนึกยันต์ระดับเต๋าได้ อย่าว่าแต่หยวนเทียนหลงเลย ไม่ว่าใครได้ยินเื่นี้ต่างก็ไม่เชื่อทั้งสิ้น คงจะมีแต่คนโง่เท่านั้นที่หลงเชื่อเื่เช่นนี้ และที่เขายังต้องรออยู่ที่นี่ เหตุผลหลักก็มาจากเื่ที่ฉินอวี่สังหารเหลยเฉียนหลงเสียมากกว่า
ฉินอวี่ที่นั่งขัดสมาธิอยู่นั้นทำหูทวนลม และยังคงปิดตาทำสมาธิอยู่ สิ่งนี้ทำให้ดวงตาของหยวนเทียนหลงลุกเป็ไฟ เขาอยากจะก้าวออกไป และลองดูว่าฉินอวี่จะทำอะไรกับเขาได้ แต่ฉินอวี่ก็เคยสังหารแม้แต่เหลยเฉียนหลง แล้วจะเกรงกลัวเขาหยวนเทียนหลงหรือ?
ต้องบอกเลยว่าการสังหารเหลยเฉียนหลงของฉินอวี่ ยังเป็เื่ที่ดูมีน้ำหนักและเชื่อถือได้ มากเสียกว่าเื่พละกำลังที่แข็งแกร่งด้วยการใช้เรือนไม้สกัดกั้นการโจมตีของผนึกยันต์ระดับเต๋า ท้ายที่สุด ในบรรดาพวกเขาทั้งหมดก็ไม่มีใครมีสถานะที่สูงกว่าเหลยเฉียนหลง อีกทั้งเมื่อเห็นว่าอินหยางและหลัวอวิ๋นทุนต่างก็ไม่เคลื่อนไหว เขาจึงยิ่งไม่กล้าเข้าไปใหญ่
“สหายหลี่ สหายของเ้าคนนั้นคิดจะล่วงเกินทุกคนอยู่ใช่หรือไม่? เ้าทำเช่นนี้... เท่ากับว่าเ้ากำลังยั่วยุเหล่าผู้มีอำนาจทั้งแดนต้าโหมวเทียน” ชายหนุ่มคนหนึ่งเริ่มหมดความอดทน จึงพูดจาโน้มน้าวออกไป หากไม่ใช่เพื่อด่านจิตใจ สหายของฉินอวี่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา? ในเวลานี้ จะแข็งข้อใส่เขาก็ไม่กล้า จึงได้แต่อ่อนเข้าไว้
ขณะเดียวกันนี้ มีเด็กชายผิวคล้ำกำลังยืนมองอยู่จากด้านนอกของด่านจิตใจ ดวงตาทั้งสองเป็ประกาย เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายของเขาก็สั่นเทา กำหมัดทั้งสองแน่นด้วยพละกำลังที่แข็งแกร่ง เขาคนนี้คือโหมวชิงเฟิง
โหมวชิงเฟิงเชื่อมโยงความเห็นจากคำดุด่าของแต่ละคน แต่ไม่รู้เพราะอะไร เมื่อได้ยินว่าฉินอวี่กำลังรอคอยใครบางคน โหมวชิงเฟิงก็แน่ใจว่าฉินอวี่กำลังรอตนเอง ความรู้สึกเช่นนี้เป็สิ่งที่แปลกมาก
ฉินอวี่ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ยังคงเหมือนไม่ได้ยินอะไร ราวกับว่าได้เข้าสู่โลกแห่งการฝึกฝนไปแล้ว
“มีใครกล้าจะเป็สหายกับหลี่โหย่วฉายด้วยหรือ? ต่อไปจะตายอย่างไรก็คงไม่รู้นะ!”
“นั่นสิ หลี่โหย่วฉายกล้าจะยั่วยุก่อกวนเหล่าผู้มีอำนาจทั่วทั้งแดนต้าโหมวเทียน มีผู้เฒ่าร้องไห้อยู่ด้วยเขาจึงไม่ต้องเกรงกลัวอะไร แต่สหายของเขา... เหอๆ...”
“ไม่รู้ว่าคนประเภทไหนกันจึงจะสามารถเป็สหายกับหลี่โหย่วฉายได้...”
ผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมา แม้ว่าจะเป็การเย้ยหยัน แต่คำพูดของพวกเขาก็แฝงไปด้วยความอิจฉา ใครกันจะไม่อยากให้มีเพื่อนสักคนที่รอตนเอง อีกทั้งยังกล้ายั่วยุเหล่าอัจฉริยะทั่วทั้งแดนต้าโหมวเทียน?
เมื่อโหมวชิงเฟิงได้ยินคำพูดจากรอบด้าน และหันไปมองทางฉินอวี่ ในใจของเขาก็ซาบซึ้งอย่างเหลือประมาณ เขาและฉินอวี่ได้พบกันเพียงครั้งเดียว แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าฉินอวี่กล้าจะแตะต้องกฎของการท้าประลอง หากเื่นี้แพร่ออกไป ฉินอวี่ต้องตกเป็ที่วิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนหมู่มากเป็แน่
โหมวชิงเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และก้าวขึ้นไปบนถนนเส้นนั้น มองตรงออกไปเบื้องหน้า แม้ว่าจะมีระดับฝึกฝนไม่สูง แต่จิตใจของโหมวชิงเฟิงกลับเหนือกว่าคนโดยทั่วไป ทั้งนี้เขาเป็คนระแวดระวัง จึงไม่เปิดเผยอะไรออกไป เขาค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างช้าๆ ด้วยใบหน้าที่เ็ป และก้าวไปอย่างเงียบๆ
เพียงพริบตา ก็เป็เวลาอีกครึ่งเดือน
ระยะเวลาทั้งหมดในการท้าประลองจำกัดอยู่ที่ครึ่งปี จนถึงตอนนี้ ก็เป็เวลาสามเดือนแล้ว และการทดสอบจิตใจก็มีระยะห้าพันจ้าง เมื่อถึงเวลาที่ฉินอวี่ยอมให้เข้าร่วมด่านจิตใจ คนที่อยู่นอกระยะห้าพันจ้างจะต้องใช้เวลาเดินทางกันอีกกี่เดือนเชียว
คนที่ยืนอยู่นอกระยะห้าพันจ้างมีอยู่มากกว่าแปดร้อยคน และในจำนวนนั้นก็มีคนจำนวนมากที่เริ่มหมดเรี่ยวแรงแล้ว พวกเขาต่างกัดฟันแน่น ไม่ว่าจะเป็ใคร เมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนต่างเริ่มอดทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
แม้แต่หยางเต้าและหยางซานก็เริ่มร้อนใจ ถึงอย่างไรก็ยังมีระยะทางอีกห้าพันจ้าง
หากไม่กลัวว่าจะเป็ที่จับตามองของทุกคน หยางซานก็อยากจะออกปากให้ฉินอวี่ปล่อยเขาไป เพราะเขาเชื่อแน่นอนว่าฉินอวี่จะไม่ปฏิเสธ แต่หากตนเองเข้าไปโดยลำพัง คนอื่นจะต้องอิจฉาตาร้อนอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น ก็จะกลายเป็ที่วิจารณ์ของผู้คน เช่นนั้นก็จะยิ่งยุ่งยาก แต่หากไม่เป็เช่นนี้... ก็ไม่รู้เลยว่าคนที่เหลาอู่กำลังรอจะมาถึงเมื่อใด?
หยางเต้าก็คิดไม่ต่างจากหยางซานมากนัก เพียงแต่ ในใจของหยางเต้ากลับสงสัยว่าฉินอวี่เป็ใครกันแน่
ในขณะที่ทุกคนกำลังร้อนใจ ฉินอวี่ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ได้ลืมตาขึ้น ทอดสายตามองไปทางศิษย์อัจฉริยะกว่าแปดร้อยคนที่อยู่ไกลออกไปหนึ่งพันจ้าง และค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
“หลี่โหย่วฉาย คนที่เ้ากำลังรอมาถึงหรือยัง?” อินิที่หมดความอดทนมานานแล้วได้พูดขึ้นมาทันที เมื่อเห็นหลี่โหย่วฉายลุกขึ้นยืน
ฉินอวี่เหลือบตามองอินิ และพูดอย่างเฉยเมย “ใครก็ตามที่เดิมพันเอาไว้ หากกล้าเข้ามาในระยะห้าพันจ้าง ข้าจะฆ่าให้หมดไม่มีปรานี!” พูดจบ ฉินอวี่ก็เดินไปทางยอดเขาเจ็ดสิบสองอสูรธรณีโดยไม่หันกลับมามอง
อินิ หลัวอวิ๋นทุน และอัจฉริยะผู้เข้าร่วมการเดิมพันได้ยินดังนั้น ก็หน้าซีดกันทันที พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่อย่างเชื่อฟัง หวังว่าฉินอวี่จะปล่อยพวกเขาไป แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเมื่อถึงเวลา หลี่โหย่วฉายกลับเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง...
หากกล้าเข้ามาในระยะห้าพันจ้าง ข้าจะฆ่าให้หมดไม่มีปรานี?
เวรเอ๊ย!
ในเวลานี้ คนที่ร่วมเดิมพันเอาไว้แทบอยากจะหั่นฉินอวี่ออกเป็ชิ้นๆ แต่ด้วยพลังกดดันของด่านจิตใจ ทำให้พวกเขาไม่อาจผยองได้... มีบางคนได้แต่คิดอยากจะด่าให้ถูกโคตรเหง้าบรรพบุรุษของฉินอวี่ แต่ก็กลัวจะไปยั่วโมโหเขา ไม่เช่นนั้นใครจะต้องรับผลที่ตามมาเล่า
ในเวลานี้ เหล่าอัจฉริยะผู้สูงศักดิ์และได้รับการปรนเปรอมานานที่อยู่ในที่แห่งนี้แต่ละคนต่างกำลังคลุ้มคลั่ง จะสู้ก็สู้ไม่ได้ จะด่าก็ด่าไม่ได้ ทำให้ในใจของพวกเขารู้สึกอึดอัดเป็อย่างมาก
พวกเขาทั้งหมดต่าง้าพูดจารุนแรงออกไป อย่างเช่น หากจบการท้าประลองจะทำให้หลี่โหย่วฉายไม่เหลือแม้ที่ฝังศพ แต่ตอนนี้... ใครจะกล้าพูด? เหลยเฉียนหลงเป็ตัวอย่างมาแล้ว
เมื่อมองฉินอวี่ที่กำลังไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ทุกคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเดิมพันก็เดินหน้าต่อไป ส่วนพวกอินิต่างมีสีหน้าที่มืดมน เหมือนกำลังตกอยู่ในาใหญ่ แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นึกไม่ถึงว่าก็ยังไม่มีใครกล้าขยับ
เ้าคนบ้านี่กล้าสังหารเหลยเฉียนหลงเชียวนะ
“โว้ย อ๊าก!” มีอัจฉริยะบางคนเริ่มทนไม่ได้และแหงนหน้าะโไปบนฟากฟ้า เพื่อระบายความโกรธและความแค้นใจจนอย่างมากออกมา สีหน้าของแต่ละคนดูดุร้าย ดวงตาแดงก่ำ ทุกคนต่างอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งแล้วทั้งสิ้น
“หลี่โหย่วฉาย! ข้าจะ... เ้า...” อินิเริ่มหมดความอดทนแล้ว จึงะโไปอย่างโกรธเกรี้ยว แต่เมื่อฉินอวี่หยุดเดิน อินิก็รีบหยุดพูดทันที ใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความมืดมน
ฉินอวี่ยิ้ม เมื่อเห็นว่าอินิกลืนคำพูดนั้นกลับเข้าไป เขาจึงเดินต่อไปข้างหน้า
โหมวชิงเฟิงยืนมองแผ่นหลังของฉินอวี่ และพึมพำกับตนเอง “พี่หลี่ ขอบคุณมาก!” แม้ว่าฉินอวี่จะลืมตาขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ส่งสายตามาทางเขา
แต่โหมวชิงเฟิงก็รู้ดี ว่าฉินอวี่กำลังปกป้องเขา!
