บทที่ 9 ความสงบก่อนพายุมา
ชัยชนะใน "าน้ำและสบู่" ได้สถาปนาตำแหน่งของมู่หลันในกองทัพพยัคฆ์อุดรให้มั่นคงดุจขุนเขา ชื่อของที่ปรึกษามู่หลัน ไม่ได้เป็เพียงตำแหน่งลอยๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็สัญลักษณ์แห่งปัญญาและความหวัง เหล่าทหารมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความศรัทธา ทุกครั้งที่นางเดินผ่านค่ายทหาร เสียงทักทาย "คารวะท่านที่ปรึกษา!" จะดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงและจริงใจ
่เวลาหลังจากนั้นจึงเป็่เวลาที่สงบสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างน้อยก็บนพื้นผิว
มู่หลันใช้่เวลานี้ในการวางรากฐานระบบสาธารณสุขในค่ายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นางทำงานร่วมกับหมอโม่อย่างเข้าขา ความรู้ข้ามยุค ของนางผสมผสานกับ ประสบการณ์นับสิบปี ของหมอโม่ได้อย่างลงตัวราวกับหยินหยาง
ภายในค่ายพยาบาลที่บัดนี้สะอาดสะอ้านและเป็ระเบียบ
มู่หลันกำลังสอนเหล่าผู้ช่วยให้รู้จักวิธีการแยกประเภทผู้ป่วย
“คนที่ป่วยเป็โรคติดต่อ เช่น โรคท้องร่วง หรือโรคิั จะต้องถูกแยกไปรักษาในกระโจมเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังผู้ป่วยที่มีาแ” นางอธิบายพลางชี้ไปยังแผนผังที่วาดขึ้นอย่างง่ายๆ “ส่วนผู้ป่วยที่มีาแเปิด จะต้องอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทและสะอาดที่สุด การป้องกันดีกว่าการรักษาฉันใด การแยกผู้ป่วยก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่ใหญ่กว่าตามมาฉันนั้น”
หมอโม่ยืนลูบเคราขาวของตนเองพลางพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “หลักการของแม่นางช่างล้ำลึกนัก... ข้ารักษาคนมาทั้งชีวิต คิดแต่จะรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่เคยคิดจะป้องกันโรคที่ยังไม่เกิดมาก่อนเลย ฟังคำพูดของท่านเพียงวันเดียว ดีกว่าอ่านตำราสิบปีโดยแท้”
‘ั้แ่ท่านที่ปรึกษาเข้ามา ค่ายพยาบาลของเราก็ดูไม่เหมือนแดนปะาอีกต่อไปแล้ว ยอดเยี่ยมจริงๆ!’ ผู้ช่วยหมอคิด
นอกจากการพัฒนาระบบสาธารณสุขแล้ว มู่หลันยังใช้เวลาว่างในการศึกษาตำราแพทย์ที่หมอโม่มอบให้และเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ให้มากขึ้น นางพบว่าตัวอักษรในยุคนี้ไม่ได้แตกต่างจากตัวอักษรจีนที่นางเคยเรียนมามากนัก ทำให้นางสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
ทว่า มีสิ่งหนึ่งที่นางไม่สามารถเข้าใจได้เลย...
นั่นคือแม่ทัพเว่ยหลง
ชายผู้นั้น เ็าและคาดเดายากเสียยิ่งกว่าสภาพอากาศที่ชายแดนเสียอีก
นับั้แ่วันที่เขาประกาศชัยชนะให้นางในาน้ำและสบู่ เขาก็แทบจะไม่ได้พูดคุยกับนางอีกเลย เขาให้เกียรติ ให้อำนาจ และให้การสนับสนุนทุกอย่างที่นาง้า แต่ก็เว้นระยะห่างราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นกลางอยู่
บางครั้ง ขณะที่นางกำลังเดินอยู่ในค่าย สายตาของนางก็จะประสานเข้ากับสายตาของเขาที่มองมาจากบนหอสังเกตการณ์โดยบังเอิญ สายตาคู่นั้น ลึกล้ำและซับซ้อนเกินกว่าที่นางจะอ่านออก มันมีความชื่นชม ความสงสัย และ บางสิ่งบางอย่างที่นางไม่กล้าตีความ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว เขาก็จะเบือนหน้าหนีไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
‘ท่านแม่ทัพเอาอีกแล้ว แอบมองท่านที่ปรึกษาอีกแล้ว ทำไมไม่เดินลงไปคุยกับนางดีๆ เล่า! ผู้ชายปากแข็งก็เป็แบบนี้แหละนะ... เฮ้อ!’เหล่าอู่ที่ยืนอยู่ข้างกายเว่ยหลงเหลือบตามอง
วันหนึ่ง ขณะที่มู่หลันกำลังนั่งอ่านตำราอยู่หน้ากระโจมของตนเอง ทหารนายหนึ่งก็เดินนำตะกร้าผลไม้ป่าสีสันสดใสมามอบให้
“ท่านที่ปรึกษาขอรับ ท่านแม่ทัพให้ข้านำมาให้ขอรับ”
มู่หลันมองผลไม้ในตะกร้าด้วยความประหลาดใจ มันมีทั้งผลซานจา (พุทราจีน) สีแดงสด ผลหยางเหมย (เอี่ยบ๊วย) สีม่วงเข้ม และผลไม้หน้าตาแปลกๆ ที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน “ท่านแม่ทัพให้มาหรือ?”
“ขอรับ! ท่านบอกว่า... ท่านที่ปรึกษาทำงานหนัก สมควรได้รับของบำรุงบ้างขอรับ!” ทหารนายนั้นกล่าวพลางยิ้มกว้าง
นี่เป็การแสดงออกถึงความห่วงใยครั้งแรกของเขาที่ไม่ได้มาในรูปแบบของคำสั่งหรือคำพูดประชดประชัน มันทำให้หัวใจของมู่หลันรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด นางหยิบผลซานจาขึ้นมาลูกหนึ่ง... รสเปรี้ยวอมหวานของมันทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
นางไม่รู้เลยว่า ผลไม้ตะกร้านั้น คือผลไม้ป่าหายากที่เว่ยหลงและหน่วยลาดตระเวนของเขาต้องบุกเข้าไปในหุบเขาที่อันตรายเพื่อเก็บมาด้วยตนเอง
...
ความสงบสุขดำเนินไปได้ประมาณครึ่งเดือน
จนกระทั่งวันหนึ่ง สัญญาณเตือนภัยก็ดังกระหึ่มขึ้นจากหอสังเกตการณ์!
“ข้าศึก! ข้าศึกบุก!!!”
เสียงะโที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกนั้น ปลุกให้ทั้งค่ายทหารที่กำลังสงบสุขตื่นขึ้นจากภวังค์ในทันที!
มู่หลันรีบวิ่งออกมาจากกระโจม สิ่งที่นางเห็นคือความโกลาหลวุ่นวาย เหล่าทหารที่เคยผ่อนคลายต่างรีบวิ่งไปคว้าอาวุธและสวมชุดเกราะกันอย่างลนลาน เสียงฝีเท้านับหมื่น เสียงเกราะกระทบกัน และเสียงะโสั่งการดังผสมปนเปกันจนฟังไม่ได้ศัพท์
นางรีบวิ่งขึ้นไปยังกำแพงค่ายที่ทำจากดินอัดและท่อนซุง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของนางคือ... กองทัพ!
กองทัพขนาดมหึมาที่แผ่ขยายไปทั่วทุ่งหญ้าจนสุดลูกหูลูกตา!
พวกเขาคือ เผ่าทูเจวี๋ย อนารยชนจากทุ่งหญ้าทางเหนือ ศัตรูคู่แค้นของต้าถัง!
นักรบทุกคนขี่ม้าที่แข็งแรงปราดเปรียว สวมเกราะหนังสัตว์และขนสัตว์ที่ดูน่าเกรงขาม ในมือของพวกเขาถือดาบโค้งและคันธนูพิฆาต สายตาของทุกคนเต็มไปด้วยจิตสังหารที่โเี้และกระหายเื เสียงโห่ร้องเอาชัยของพวกเขาดังะเืเลื่อนลั่นราวกับเสียงคำรามของอสูรร้ายจากขุมนรก!
‘์! นี่มัน มากกว่าที่เราคาดการณ์ไว้หลายเท่า! นี่มันไม่ใช่แค่การปล้นชิงตามชายแดน นี่มันคือการบุกใหญ่! พวกเราจะต้านไหวได้อย่างไร!’ ทหารใหม่ที่เพิ่งเคยเห็นข้าศึกครั้งแรกถึงกับหนาวะเื
มู่หลันรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว นี่คือครั้งแรกที่นางได้เห็นา ของจริงด้วยตาของตัวเอง มันแตกต่างจากในภาพยนตร์หรือเกมโดยสิ้นเชิง ความน่ากลัวและความตายที่จับต้องได้นั้น ทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนก แม่ทัพเว่ยหลงกลับยังคงสงบนิ่งราวกับภูผา!
เขายืนอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของกำแพงค่ายในชุดเกราะพยัคฆ์เต็มยศ สายลมที่พัดกรูเกรียวพัดให้เสื้อคลุมสีดำของเขาสะบัดพริ้วไหวอย่างองอาจ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปยังกองทัพข้าศึกเบื้องล่างด้วยแววตาที่เ็าและไร้ซึ่งความหวาดกลัว
“อย่าได้แตกตื่น!” เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วทั้งค่าย มีพลังอำนาจบางอย่างที่สามารถสะกดความหวาดกลัวของเหล่าทหารให้สงบลงได้ “พวกมันมีเพียงจำนวนที่มากกว่า! แต่พวกเรามีกำแพงและวินัยที่เหนือกว่า!”
เขาชักดาบยาวประจำตัวออกมา ชูขึ้นเหนือศีรษะ คมดาบสะท้อนแสงอาทิตย์จนเป็ประกายเจิดจ้า
“พี่น้องทหารพยัคฆ์อุดร! เื้ัของพวกเราคือบ้านเกิด คือครอบครัว คือแผ่นดินต้าถัง! วันนี้ เราจะให้เืของพวกมันย้อมทุ่งหญ้าแห่งนี้ให้เป็สีแดง! ปกป้องเกียรติยศของเรา! ฆ่า!!!”
“ฆ่า!!!”
เสียงขานรับของทหารหลายหมื่นนายดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกันราวกับเสียงฟ้าผ่า ขวัญกำลังใจที่เคยตกต่ำพลันพุ่งสูงขึ้นเสียดฟ้าในทันที!
มู่หลันมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย นางเห็นแล้ว เหตุผลที่ชายผู้นี้สามารถเป็ผู้นำของคนนับหมื่นได้ เขาคือจิติญญา คือเสาหลักของกองทัพแห่งนี้โดยแท้!
แต่แล้ว พลังวิเศษของนางก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรง!
นางไม่ได้เพียงแค่เห็นกองทัพข้าศึก แต่นางรู้สึกถึงกระแสพลังงานบางอย่างที่ผิดปกติ!
มันเป็กระแสพลังงานที่เย็นเยียบและชั่วร้าย แฝงตัวอยู่ในกลุ่มของกองทัพทูเจวี๋ย มันไม่ใช่จิตสังหารของทหารธรรมดา แต่มันคือ อาคม!
ในสายตาของมู่หลัน นางเห็นหมอกสีดำจางๆ ลอยวนอยู่เหนือกลุ่มแม่ทัพของฝ่ายศัตรู และเมื่อนางเพ่งสมาธิไปที่นั่น นางก็เห็นภาพลางๆ ของชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท เขากำลังทำพิธีกรรมบางอย่างที่ดูน่าขนลุก!
‘นี่มันอะไรกัน? เวทมนตร์งั้นรึ?’ ความคิดนี้ทำให้มู่หลันใจนแทบสิ้นสติ! นี่มันไม่ใช่แค่าธรรมดา! ศัตรูไม่ได้มีเพียงแค่นักรบ แต่ยังมีผู้วิเศษอยู่ด้วย!
“ท่านแม่ทัพ!” มู่หลันรีบวิ่งเข้าไปหาเว่ยหลงทันที “การบุกครั้งนี้ไม่ธรรมดาเ้าคะ! ข้าััได้ถึงพลังงานที่ชั่วร้ายบางอย่างในกองทัพของพวกมัน!”
เว่ยหลงหันมามองนางด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นแววตาที่ตื่นตระหนกและจริงจังของนาง เขาก็ขมวดคิ้วแน่น “พลังงานชั่วร้าย? เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าอธิบายไม่ได้! แต่ได้โปรดเชื่อข้าเถิดเ้าคะ! พวกมันไม่ได้มาแค่ทหาร! พวกมันมีบางสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นซ่อนอยู่!”
ยังไม่ทันที่เว่ยหลงจะได้ซักถามอะไรต่อ... เสียงกลองศึกของฝ่ายศัตรูก็ดังขึ้น!
ตูม! ตูม! ตูม!
กองทัพทูเจวี๋ยเริ่มเคลื่อนพล! ทหารม้าแนวหน้าควบทะยานเข้ามาดุจคลื่นสึนามิสีดำสนิท! ลูกธนูจำนวนนับไม่ถ้วนถูกยิงขึ้นฟ้าจนมืดมิดราวกับฝูงตั๊กแตน!
“พลธนู! ยิง!” เว่ยหลงะโสั่ง
า ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
ลูกธนูจากทั้งสองฝ่ายยิงสวนกันกลางอากาศจนเกิดเป็ภาพที่น่าสะพรึงกลัว ทหารที่โชคร้ายถูกยิงร่วงตกจากกำแพงและจากหลังม้าส่งเสียงร้องโหยหวน บันไดพาดและหอคอยโจมตีเคลื่อนที่ถูกเข็นเข้ามาประชิดกำแพงอย่างรวดเร็ว
การต่อสู้ระยะประชิดเกิดขึ้นในทันที! เสียงดาบกระทบกัน เสียงโล่ปะทะกัน และเสียงร้องแห่งความเ็ปดังระงมไปทั่ว! เืสาดกระเซ็นไปทุกหนทุกแห่ง!
มู่หลันถูกเหล่าอู่ดึงตัวลงจากกำแพงเพื่อความปลอดภัย นางถูกนำตัวกลับไปยังค่ายพยาบาลที่บัดนี้ได้แปรสภาพเป็โรงงานนรกไปแล้ว!
ทหารที่าเ็ถูกหามเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย! เสียงครวญครางดังระงมจนฟังไม่ได้ศัพท์! มู่หลันต้องรีบตั้งสติแล้วเริ่มลงมือช่วยเหลือทันที! นางต้องลืมเื่อาคมประหลาดนั่นไปก่อน เพราะตอนนี้ การช่วยชีวิตคนที่อยู่ตรงหน้าสำคัญที่สุด!
นางวิ่งวุ่นไปทั่วค่ายพยาบาล สั่งการผู้ช่วย จัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วย ทำการผ่าตัดเล็กๆ เพื่อเอาเศษลูกธนูออก และเย็บาแด้วยความเร็วและแม่นยำ
แต่แล้ว สิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น!
ทหารนายหนึ่งถูกหามเข้ามา าแของเขาไม่ได้ลึกมากนัก แต่ลูกธนูที่ปักอยู่กลับมีสีดำสนิทผิดปกติ! และเมื่อมู่หลันใช้พลังของเธอัั นางก็รู้สึกได้ถึงพลังงานชั่วร้ายแบบเดียวกับที่นางรู้สึกจากกองทัพข้าศึก!
“ธนูอาบยาพิษ!” หมอโม่ร้องออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ไม่ใช่ยาพิษธรรมดา แต่เป็พิษคุณไสย! ข้า ข้ารักษาไม่ได้!”
ทหารนายนั้นเริ่มชักกระตุก น้ำลายฟูมปาก ดวงตาเหลือกขึ้น และสิ้นใจไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา!
ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนในค่ายพยาบาลถึงกับขวัญเสีย! นี่คือาที่คุณธรรมและวิชาแพทย์ อาจจะใช้ไม่ได้ผล!
มู่หลันยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ นางมองไปยังการสู้รบอันดุเดือดที่นอกกำแพง แล้วมองกลับมายังร่างไร้ิญญาของทหารที่เพิ่งสิ้นใจไป
นางตระหนักได้ในทันทีว่า ความรู้ทางการแพทย์ที่นางมี อาจจะช่วยให้คนไม่ตายจากเชื้อโรคได้ แต่ไม่สามารถช่วยให้คนรอดจากอาคมได้!
ในสนามรบแห่งนี้ นางอาจจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง!
ความรู้สึกสิ้นหวังและไร้ค่าถาโถมเข้าใส่หัวใจของนางอย่างรุนแรง นี่คือบททดสอบที่ใหญ่หลวงที่สุดที่นางไม่เคยเตรียมใจจะรับมือมาก่อนเลย
