บทที่ 157 คนหลอกลวง
เจตจำนงกระบี่ระดับสาม...บนกายฉินชูมีเจตจำนงกระบี่ระดับสามปะทุขึ้น!
เื่นี้ทำให้สายตาเหล่าผู้ฝึกกระบี่ที่มุงดูอยู่นอกศิลาจารึกตกตะลึงทันที ผู้ฝึกกระบี่ที่มีเจตจำนงกระบี่ระดับสามนั้นมีจำนวนน้อยมาก แต่ใช่ว่าไม่มี ทว่าไม่มีผู้ใดอายุน้อยกว่าฉินชู คนที่อายุน้อยที่สุดก็อายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกแล้ว ส่วนฉินชูนั้นเห็นได้ชัดว่าอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ
“แม่เ้า! เป็คนที่เก่งกาจยิ่งนัก!” ชายหนุ่มในชุดหรูที่ถูกฉินชูแย่งชิงเกวียนไปพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดคาด ตอนที่โดนแย่งเกวียน เขาเพียงรู้สึกว่าพลังต่อสู้ของฉินชูนั้นแข็งกร้าว ไม่ได้รู้สึกว่าเขาจะเก่งกาจสักเท่าไร แต่เท่าที่ดูในตอนนี้ ไม่ใช่แบบนั้นเลย ตอนนั้นเป็เพราะฉินชูไม่ได้ลงมือรุนแรงกับเขาและองครักษ์ของเขาเท่านั้น
“อายุเท่านี้กลับมีเจตจำนงกระบี่ระดับสาม ช่างน่าอัศจรรย์นัก! เขาไม่ใช่เ้าทึ่ม แต่เขามีพลังความสามารถ” ผู้ฝึกกระบี่อีกท่านหนึ่งเอ่ยปาก แสดงสีหน้าละอายใจเล็กน้อย
ดูแคลนฉินชู?
เพราะสายตายังไม่เฉียบแหลมพอเสียมากกว่า ที่ฉินชูกล้าเข้าเขตเขาเทียนเจี้ยน นั่นเพราะมีพื้นฐานเพียงพอแล้วต่างหาก
ฉินชูนั่งลงบนพื้น ลองััรับรู้ถึงแรงกดดันจากเจตจำนงกระบี่ของเขาเทียนเจี้ยน เขาตั้งใจใช้เจตจำนงกระบี่ของตนต่อกรกับเจตจำนงกระบี่ของเขาเทียนเจี้ยน ระหว่างต่อกรก็ขัดเกลาและพัฒนาเจตจำนงกระบี่ไปด้วย เขาเพิ่งประจักษ์ในเจตจำนงกระบี่ระดับสามเพียงไม่นาน ดังนั้นเดินลึกไปคงไม่ดี
ชายหนุ่มในชุดหรูหรานั่งลง สายตาทั้งคู่จ้องมองฉินชูอยู่ตลอด คอยเฝ้าสังเกตเจตจำนงกระบี่บนกายฉินชู คนอื่นก็เช่นเดียวกัน ในยามนี้ผู้ฝึกกระบี่ที่เข้าสู่เขตเขาเทียนเจี้ยน เจตจำนงกระบี่ของฉินชูอ่อนแอที่สุด การเฝ้าสังเกตและทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ของฉินชูนั้นง่ายกว่า เพราะค่อนข้างใกล้เคียงกัน
ไร้ความเกรงกลัว ไร้ความหวาดหวั่น ไร้ซึ่งตัวตน สิ่งที่แฝงเร้นอยู่ในเจตจำนงกระบี่ทั้งสามระดับ ฉินชูล้วนเข้าใจ ตอนอยู่ที่สำนักชิงหยุน เขาเข้าใจถึงจิตใจที่ไร้ความเกรงกลัว ความกล้าหาญที่ไร้ความหวาดหวั่น ฉินชูประจักษ์ถึงความไร้ซึ่งตัวตนจากท่ากระบี่คือทุกสิ่งของอี้เฟิง นี่คือรากฐานของเจตจำนงกระบี่ระดับสาม
เจตจำนงกระบี่กวัดแกว่งฟาดฟันไม่หยุด ระหว่างที่ปะทะกัน เจตจำนงกระบี่ของฉินชูก็แข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ
ในจังหวะนี้เอง บนกายชายหนุ่มชุดหรูหราที่อยู่นอกศิลาจารึกพลันเกิดเสียงกระบี่ดังขึ้น จากนั้นจึงปล่อยเจตจำนงกระบี่ระดับสามออกมา
บรรลุแล้ว เพราะเฝ้าสังเกตเจตจำนงกระบี่บนกายฉินชู เจตจำนงกระบี่ของชายหนุ่มชุดหรูจึงบรรลุ
เขามองดูแผ่นหลังของฉินชู แววตาของชายหนุ่มชุดหรูฉายประกายซับซ้อน เขากับฉินชูเคยปะทะกัน ทั้งยังถูกปล้นชิง แต่มาบัดนี้เขาติดหนี้บุญคุณฉินชู เื่นี้เขาจำต้องยอมรับ
ชายหนุ่มชุดหรูสูดลมหายใจทีหนึ่ง แล้วเริ่มคงสภาพเจตจำนงกระบี่ หลังจากเจตจำนงกระบี่มั่นคงแล้วเขาจะสามารถเข้าไปภายในเขตศิลาจารึก เพื่อขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ของตนเอง
ฉินชูจมดิ่งเข้าสู่สภาวะนั่งสมาธิ ไม่เพียงแต่ขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ ทั้งยังกินโอสถฝึกพลังปราณ หากรู้สึกหิว ฉินชูจะกินโอสถอาหารทิพย์หนึ่งเม็ด
โอสถอาหารทิพย์ถือเป็โอสถกระแสหลัก แบ่งตามระดับที่แตกต่างกัน มีทั้งขั้นสามและขั้นสี่ แต่ฉินชูหลอมได้ทั้งหมด
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน เมื่อััได้ว่าเจตจำนงกระบี่ที่ปล่อยออกมาจากเขาเทียนเจี้ยนสร้างแรงกดดันให้ตนเองได้ไม่มากนัก ฉินชูจึงลุกขึ้นยืนก่อนเดินขึ้นเขา ครั้นเมื่อััได้ว่าต้านไม่ค่อยไหว จึงหยุดลง เริ่มฝึกฝนครั้งที่สอง
แววตาของผู้คนที่เฝ้ามองตกตะลึงอีกครา เพราะความลึกที่เข้าสู่เขตเขาเทียนเจี้ยน เป็ตัวบ่งชี้ถึงความแข็งกร้าวของเจตจำนงกระบี่ ภายใน่เวลาสั้นๆ ฉินชูก็เดินขึ้นหน้าได้ระยะหนึ่ง เป็ข้อพิสูจน์ว่าพัฒนาขึ้นเป็อย่างมาก
เมืองเทียนเจี้ยน ภายในจวนเ้าเมือง บุรุษชุดเขียวผู้หนึ่งกำลังรายงานสถานการณ์ให้ผู้สูงอายุที่นั่งตรงตำแหน่งหลักฟัง
“เ้าหมายความว่า วิถีกระบี่ของคนหนุ่มสองคนนั้นมีรากฐานหยั่งลึกมาก?” ผู้สูงอายุที่นั่งตรงตำแหน่งหลักเอ่ยถาม
“ขอรับ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่เข้าไปก่อน ดูจากท่าทางอายุเพียงสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีเท่านั้น แต่กลับมีเจตจำนงกระบี่ระดับสามที่แท้จริง” บุรุษชุดเขียวกล่าว
“ในเมื่อเป็ผู้มีความสามารถ เช่นนั้นต้องเฝ้าจับตาให้ดี พวกเขาออกมาจากเขตเขาเทียนเจี้ยนเมื่อไร ก็เชิญพวกเขามายังจวนเ้าเมือง สำนักยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ของเรา้าผู้มีความสามารถ” ผู้สูงอายุกล่าวกำชับ
กลุ่มอิทธิพลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็สำนัก หรือราชวงศ์ แม้กระทั่งกลุ่มอิทธิพลของตระกูล ล้วนต้องรับผู้มีความสามารถไว้ เพราะผู้มีความสามารถก็คืออนาคตของกลุ่มอิทธิพลนั้นๆ ถึงแม้สำนักยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์จะกล้าแกร่ง ก็ต้องเตรียมความพร้อมด้านกำลังพลเสมอ
ฉินชูหลับตาฝึกฝน เมื่อััได้ว่าโอสถสิ้นฤทธิ์ ก็จะโยนอันใหม่เข้าปากเพิ่ม หากเขาััได้ว่าตำแหน่งที่อยู่นั้นขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ได้ไม่มากพอ ก็จะขยับที่เคลื่อนขึ้นหน้าอีก
เ้าตำหนักจันทราเงินกับฉินหลิงซีมาถึงแคว้นจงโจว จากการสืบข่าวของสายสืบ พวกเขาพบเบาะแสของฉินชู รู้ว่าฉินชูเคยไปที่เขาฉิงชาง
“น้องหญิงหลิงซี แม้ว่าเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงของพวกเ้าเก็บตัวจากโลกภายนอก แต่ยังคงมีความสามารถสูงมาก ขนาดกลุ่มอิทธิพลทั่วไปคิดอยากตามหาตัวคนผู้หนึ่งนั้นยังยากเกินไป” เ้าตำหนักจันทราเงินกล่าวด้วยความชื่นชม ในแคว้นจงโจวแห่งนี้ คิดจะหาตัวคนผู้หนึ่ง ไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทร แต่เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงกลับสืบจนรู้ข่าว
“ในตอนนั้นเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงพ่ายแพ้ สมาชิกที่สำคัญต่อสู้จนตัวตายไปจำนวนมาก อีกส่วนหนึ่งถอยร่นเก็บซ่อนตัวจากโลกภายนอก แต่กลุ่มอิทธิพลรอบนอกนั้นยังคงอยู่ เื่อย่างการสืบข่าวไม่ถือว่ายากเท่าไร” ฉินหลิงซีกล่าว
หลังเ้าตำหนักจันทราเงินและพวกฉินหลิงซีมาถึงเขาฉิงชาง ก็พบกับอี้เฟิงเข้า
เมื่อพบฉินหลิงซี แววตาของอี้เฟิงเต็มไปด้วยแววประหลาดใจ รีบโค้งตัวคารวะ “องค์หญิง ยามนี้ท่านจะปรากฏตัวไม่ได้ บริเวณโดยรอบแดนศักดิ์สิทธิ์มีสายสืบของอีกฝ่าย เขาฉิงชางอยู่ใกล้แดนศักดิ์สิทธิ์เกินไป”
“ข้ารู้ แต่ข้าต้องตามหาคนผู้หนึ่ง” ฉินหลิงซีนำม้วนภาพหนึ่งออกมายื่นส่งให้อี้เฟิง คนบนภาพวาดคือฉินชู เ้าตำหนักจันทราเงินเป็คนวาด นางเคยพบกับฉินชู ดังนั้นจึงวาดได้เหมือนจริงมาก
“เ้าหมอนี่... องค์หญิงตามหาเขาหรือ เขาเป็คนหลอก...” อี้เฟิงกล่าวไปได้นิดหนึ่ง ก็กล่าวต่อไปไม่ได้อีก เพราะแววตาของฉินหลิงซีดูไม่ค่อยดีนัก
“ตัวเขาอยู่ที่ใด?” ฉินหลิงซีมองอี้เฟิงพลางเอ่ยถาม
“หนีไปแล้วขอรับ เื่เป็แบบนี้...” อี้เฟิงบอกเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นภายหลังที่ฉินชูปรากฏตัวโดยคร่าว
“สถานการณ์ในตอนนั้น อี้เฟิงไม่มีหนทางอื่น คนเฝ้าสังเกตของเผ่าศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาวค่อนข้างแข็งแกร่ง หลังจากถูกพวกเขาต่อสู้ยืดเยื้อ ยามอี้เฟิงไปตามหาอีกครั้ง เขาก็หายไปไม่เห็นแม้แต่เงานานแล้ว เบาะแสก็หาไม่พบอีกเลยขอรับ” อี้เฟิงกล่าว
“อี้เฟิง ที่นี่ไม่มีคนนอก ข้าเองก็ไว้ใจเขาฉิงชาง ข้าไว้ใจเ้า ฉินชูคือผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ต้องหาตัวเขาให้พบ” ฉินหลิงซีกล่าวกับอี้เฟิง
เขาฉิงชางเคยเป็หนึ่งในกลุ่มอิทธิพลที่จงรักภักดีต่อเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ฉินหลิงซีจึงวางใจให้อี้เฟิงทำงานให้
แววตาของอี้เฟิงเต็มไปด้วยความตะลึงงัน เขาคิดไม่ถึงว่าเ้าหนุ่มที่ทำให้ตัวเองลำบาก จะเป็ทายาทเพียงคนเดียวของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง
“องค์หญิงโปรดวางใจ คนของเขาฉิงชาง จะค้นหาคุณชายน้อยเต็มกำลัง เช่นนั้นจะให้สังหารคนเฝ้าแดนศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ขอรับ?” อี้เฟิงเอ่ยถาม เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติ หากสมาชิกสายหลักของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงปรากฏตัว ก็จะไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง สังหารผู้เฝ้าสังเกตที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาวและเผ่าศักดิ์สิทธิ์อัสนีเดชส่งมา
“พวกเขาเคยพบฉินชูปรากฏตัว เช่นนั้นจะปล่อยให้พวกเขามีชีวิตต่อไม่ได้ คืนนี้จัดการพวกเขาเสีย ข้าเองก็ต้องไปเซ่นไหว้ท่านลุงและท่านอาเช่นกัน!” ฉินหลิงซีพยักหน้า
ในเขตูเาไม่แบ่ง่เวลากลางวันหรือกลางคืน ฉินชูขยับตัวเปลี่ยนตำแหน่งมาหลายครั้ง เขาใช้เจตจำนงกระบี่ระดับสามได้อย่างช่ำชอง คราวนี้เขามาถึงหน้าศิลาจารึกอีกแผ่นหนึ่ง
ตำแหน่งของศิลาจารึกคือเส้นแบ่งเขตแดนเจตจำนงแต่ละระดับของเขาเทียนเจี้ยน ทั้งยังถือเป็จุดวิกฤติ ยามนี้ตำแหน่งที่ฉินชูอยู่คือภายในเขตแดนเจตจำนงกระบี่ระดับสาม หากข้ามผ่านเขตแดนศิลาจารึก เช่นนั้นก็จะเข้าสู่พื้นที่ที่เจตจำนงกระบี่ระดับสี่เข้าปะทะ
