อวิ๋นไห่มองดวงหน้าที่คล้ายคลึงกับคนในความทรงจำของตนเอง เขาเงียบขรึมไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นเรียบๆ “ชายาหนิงอ๋อง แท้จริงแล้วตัวท่านกับชายาอวี๋อ๋องรู้เื่ทุกอย่างแล้วใช่หรือไม่”
อวิ๋นซียิ้มขึ้นมาทันที “รู้เื่อันใด? ”
“รู้ว่า มารดาแท้ๆ ของท่านเป็ใคร” อวิ๋นไห่พูดตรงๆ “จ้าวลี่เจียไม่ใช่มารดาที่แท้จริงของท่าน เื่เหล่านี้ท่านล้วนทราบดี”
ตอนนั้นที่เขาได้เห็นใบหน้าของอวิ๋นซีที่อารามข้ามิญญา เขาก็ตัดสินใจกลับมาเมืองหลวงทันที หลังจากเสียเวลาสืบหาอยู่นาน ในที่สุดก็ค้นพบเื่บางอย่าง “ก่อนที่ท่านจะกล่าวปฏิเสธ โปรดฟังผู้น้อยแซ่อวิ๋นพูดให้จบก่อน”
“พี่หญิงสามของผู้น้อยแซ่อวิ๋นตัดสินใจหนีไปกับคนคนหนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานก่อนพิธีแต่งงาน ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ข้ากับนางสนิทกันมากที่สุด ดังนั้น ระหว่างทางที่นางจากไป นางเคยเขียนจดหมายถึงข้า ทั้งยังบอกว่าชายคนนั้นมีนามว่า อวิ๋นซาน”
เมื่ออวิ๋นซีได้ฟังก็อึ้งไป นางคิดไม่ถึงเลยว่า ในตอนนั้นท่ามกลางสถานการณ์เช่นนั้นหลิงเยว่เซวียนจะเขียนจดหมายถึงอวิ๋นไห่ด้วย หากเื่นี้เป็เื่จริง ตอนนี้จวนอวิ๋นอานโหวก็ย่อมต้องรู้ถึงการมีอยู่ของตัวนางแล้วใช่หรือไม่ มิหนำซ้ำอาจถึงขั้นสงสัยว่า แท้จริงแล้วหลิงเยว่เซวียนก็คือมารดาที่แท้จริงของนาง คือคุณหนูสามจากตระกูลอวิ๋นที่หนีการแต่งงานไปในตอนนั้น
พวกเขาเริ่มสงสัยั้แ่เมื่อไร แล้วเหตุใดถึงเพิ่งมาหาถึงประตูบ้านเอาป่านนี้?
ไม่รู้เพราะเหตุใด ยิ่งคิด อวิ๋นซีก็ยิ่งรู้สึกกลัว ตอนนั้นท่านโหวอวิ๋นและบิดาเฉียวล้วนเป็ทหารกล้าแห่งหนานเย่า พวกเขาทั้งกล้าหาญและรู้จักวางแผน เพียงแต่เมื่อเทียบกับบิดาอวิ๋นที่ตรงไปตรงมา ท่านโหวอวิ๋นกลับเป็คนที่มีความคิดซับซ้อน อีกทั้ง ในตอนนั้นบิดาเฉียวเองก็เคยบอกนางว่า ท่านสามตระกูลอวิ๋น นิสัยคล้ายท่านโหวอวิ๋นเป็อย่างมาก
“ท่านมาพูดเื่เหล่านี้กับข้า แล้วจะมีประโยชน์อันใด? ข้าและจวนอวิ๋นอานโหวของพวกท่านไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย หากท่านสามอวิ๋นคิดอยากจะเล่าเื่พี่หญิงของตน ข้าคิดว่าท่านก็ควรจะหาคนที่อยากจะรับฟังท่านจริงๆ ไม่ใช่มาหาเปิ่นเฟย” น่าตายนัก ถ้าพูดกันตามสายเื ชายตรงหน้าผู้นี้ก็ถือเป็ท่านน้าของนาง แต่เผอิญนางไม่ชอบคนที่มีความคิดและจิตใจที่ซับซ้อนเกินไปเยี่ยงเขา
ทว่า จู่ๆ นางก็เพิ่งค้นพบว่า เมื่อเทียบท่านน้าหานอี้ที่นางคิดถึงอยู่เสมอกับคนตรงหน้าผู้นี้แล้วก็ยังนับว่าคล้ายจิ้งจอกเฒ่ามากยิ่งกว่า ทำให้อวิ๋นซีได้แต่มองฟ้าอย่างหมดคำจะพูด ในใจคิดว่าข้างกายของตนมีบรรดาจิ้งจอกเฒ่าระดับใดแฝงตัวอยู่บ้าง
อวิ๋นไห่ยิ้มเรียบๆ “สายสัมพันธ์ทางสายเืไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะบอกว่า ให้ตัดก็ตัดได้”
“สัมพันธ์ทางสายเือะไร เปิ่นเฟยไม่เชื่อในสิ่งนี้มากที่สุด ใจคนเราจะดีชั่วไม่ใช่ดูที่สายเื เพราะคนบางคนที่มีสัมพันธ์ทางสายเืกับท่านก็อาจแทงข้างหลังท่านได้ และไม่แน่ว่า คนบางคนที่ไม่ได้มีสัมพันธ์ทางสายเืกับท่านก็อาจเต็มใจรับคมดาบแทนท่านก็ได้เช่นกัน นี่คือเื่จริง ดังนั้น ท่านสามอวิ๋นก็อย่าได้พูดถึงเื่สัมพันธ์ทางสายเือันใดนี้กับเปิ่นเฟยอีกเลย เพราะมีบางเื่ที่ข้าเชื่อว่า ท่านและท่านโหวอวิ๋นเองก็คงจะมองออกอย่างชัดเจน หลังจากที่ข้าและท่านออกไปจากห้องอบอุ่นนี้ อันใดควรพูด อันใดไม่ควรพูด หวังว่าท่านสามอวิ๋นจะทราบดี”
อวิ๋นไห่มองสตรีดื้อรั้นตรงหน้า เขาพูด “เื่บางเื่หาได้เรียบง่ายและง่ายดายดังที่พวกท่านเห็น อีกประการ ท่านก็อย่าได้คิดว่า การที่ท่านไม่ยอมรับในความสัมพันธ์ระหว่างตัวท่านกับนาง จะทำให้ท่านสามารถตัดสัมพันธ์กับจวนอวิ๋นอานโหวได้”
อวิ๋นซีขมวดคิ้ว ถามเสียงขรึม “ท่านสามกล่าวเช่นนี้จะหมายความว่าเช่นไร? ”
“ความหมายก็คือ ไม่ว่าท่านจะเป็ลูกของใคร ในร่างท่านก็ยังคงมีเืของตระกูลอวิ๋นไหลเวียนอยู่” อวิ๋นไห่ไม่ปิดบัง เขาพูดออกไปอย่างตรงไปตรงมา “สิ่งนี้ถือเป็เชือกร้อยรัดที่ตัดไม่ขาด เป็สิ่งที่ตัดสินเื่ระหว่างท่านกับตระกูลอวิ๋น ต่อให้จะต้องเสียเวลาไปทั้งชีวิตก็แยกออกจากกันไม่ได้”
อวิ๋นซีหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อยแล้ว แม้แต่สีหน้าก็กลายเป็ไม่น่ามอง “ท่านสามอวิ๋นพูดมาเช่นนี้ คิดจะมาเสียเวลากับอาซีแล้ว” เดิมทีนางก็ไม่ได้มีความทรงจำที่ดีต่ออวิ๋นไห่มากนัก หากนับั้แ่เื่ของหลิ่วหว่านหรง และในตอนนี้คนยังจะมาพูดนู่นนี่อยู่ที่นี่อีก
อวิ๋นไห่แค่ร่างกายไม่แข็งแรง แต่ไม่ใช่สมองใช้การไม่ได้ แน่นอนว่าเขาย่อมมองออกว่าสตรีตรงหน้านี้ไม่ชอบตนนัก เขาทำเพียงยิ้มน้อยๆ ไม่ว่าอาซีจะพูดกับเขาเช่นไร เขาก็ไม่มีทางโกรธ ยิ่งกว่านั้น สำหรับเขาแล้ว สตรีนางนี้ก็คือญาติสนิทของเขาที่เดิมทีควรจะสนิทกันเสียยิ่งกว่าเซ่าหลันอีก
“คำพูดนี้ของพระชายาไม่น่าฟังนัก ไม่ใช่ว่าผู้น้อยแซ่อวิ๋นคิดจะเสียเวลาไปกับท่าน แต่เป็์ที่อยากให้ท่านและตระกูลอวิ๋นได้เจอกันอีกครั้ง ในเมื่อยามนี้ท่านเลือกกลับมาเมืองหลวง ท่านก็น่าจะรู้ว่า ใบหน้านี้ของท่านจักต้องนำพาปัญหามากมายมาให้แน่นอน อีกประการ ข้าเองก็รู้ดีว่า ท่านและบิดาของท่านมีอคติต่อตระกูลอวิ๋น แต่ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ แท้จริงแล้วยังมีเื่อีกมากที่บิดามารดาข้าเองก็ทำอันใดไม่ได้ ตอนนั้นที่มารดาท่านจากไปเช่นนั้นถือเป็การกระทำที่ส่งผลร้ายแรงเพียงใดต่อตระกูลอวิ๋นและท่านยายของท่าน? เพราะเื่นี้ นางเกือบจะต้องเสียชีวิต ด้วยเป็ห่วงบุตรสาวที่รักใคร่ที่สุด นางร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนจนต้องเสียดวงตาไป”
เมื่อคิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นในอดีต ในใจของอวิ๋นไห่ก็รู้สึกหนักอึ้ง หากเป็ไปได้ เื่ที่น่าอนาถเช่นนี้ เขาก็ไม่อยากให้อวิ๋นซีต้องมารับรู้จริงๆ เพราะเขาไม่อยากทำให้นางต้องมีความกดดันอันใด แต่ว่าหลานสาวของเขาผู้นี้กับลูกของพี่หญิงใหญ่ไม่เหมือนกัน นางมีความคิดเป็ของตนเอง และมีความสามารถมาก
อวิ๋นไห่รู้ดี ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่ต่างกัน ก็จำเป็ต้องใช้วิธีการที่ต่างกัน อุบายที่ดีที่สุดคือการโจมตีจิตใจคน
“ยี่สิบปีมานี้ท่านยายของท่านออกไปข้างนอกน้อยครั้ง แม้แต่งานเลี้ยงในวังก็ยังนับครั้งได้ ท่านลองคิดดูเถิด สตรีนางหนึ่งที่ถอยออกมาจากวงสังคมของสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงมาั้แ่เมื่อยี่สิบปีก่อน เพราะดวงตาโดนทำลาย จิตใจถูกทำร้ายจะต้องทุกข์ทนเพียงใด หลายปีมานี้ นางยังคงให้คนสืบหาร่องรอยของพวกท่านอยู่เสมอ ทุกปีล้วนต้องหาเวลาไปที่อารามฝอกวง และพำนักอยู่ที่นั่นนานครึ่งเดือน ทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่อสวดภาวนาให้พวกท่าน หวังว่าพี่หญิงสามของข้าจะสามารถให้กำเนิดบุตร ทั้งครอบครัวของนางได้มีชีวิตอยู่อย่างราบรื่น สงบสุข และหวังว่าพวกเราจะมีวันได้พบหน้ากันอีกครั้ง”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินก็อดใจสั่นหวั่นไหวไม่ได้ เดิมทีด้วยเื่นี้นางก็เคยสงสัยอยู่ว่า เหตุใดฮูหยินตระกูลอวิ๋นถึงได้ใช้ชีวิตอย่างต้อยต่ำเพียงนั้น อีกทั้ง ตระกูลอวิ๋นเองก็ไม่ค่อยจัดงานเลี้ยงที่ตระกูล หรือว่า ทั้งหมดนี้จะเป็เพราะตอนนั้นบิดานางพาบุตรสาวของผู้อื่นหนีไป ทำให้คนปวดใจปวดกายจนไม่อยากไปมาหาสู่กับใครอีก?
หากเป็เช่นนี้ ก็บาปกรรมแล้วจริงๆ
“ในเมื่อพวกท่านสืบเื่ในตอนนั้นได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นตัวข้าเองก็อยากรู้นัก เหตุใดตอนนั้นคนแซ่เจิ้งถึงได้รู้ว่าบิดามารดาข้าซ่อนตัวอยู่ในดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ? เมื่อครู่ท่านบอกว่ามารดาข้ามีความเกี่ยวข้องกับท่าน เช่นนั้นเื่ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกับพวกท่านด้วย ใช่หรือไม่? ”
อวิ๋นไห่ส่ายศีรษะ เขาตอบ “ตอนนั้นที่เจิ้งอวี้เชียนนำคนไปยังดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ พวกเราเองก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่า พี่หญิงสามอยู่ที่นั่น หลังจากที่บิดาข้าและพี่ใหญ่ทราบ พวกเราก็ให้คนเร่งเดินทางไปที่ดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือทันที แต่กว่าคนของเราจะไปถึง พี่หญิงสามก็ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ส่วนบิดาท่านก็ได้พาท่านที่เพิ่งจะคลอดออกมาได้ไม่นานหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ถึงกระนั้นคนของเราก็ได้แต่ค้นหามาตามเส้นทางที่กลับสู่เมืองหลวง และเฝ้ารอว่าจะได้ทราบข่าวใดมาบ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ไม่พบเบาะแสอะไรเลย”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินก็หัวเราะหึหึอย่างเ็า “ไม่แปลกที่ไม่พบอะไร เพราะตอนนั้นมารดาข้าถูกเจิ้งอวี้เชียนพาตัวไปแล้ว คนถูกบังคับให้ะโแม่น้ำฆ่าตัวตาย”
