ไป๋หยุนเฟยก็ถูกดึงดูดความสนใจด้วยเช่นกันหลังจากได้ยินคำว่า‘นครหลวง’ “เทียนิ” มันเอ่ยขึ้น “หรือว่า‘สี่คุณชายนครหลวง’ก็เป็บุตรชายของสี่ตระกูลใหญ่เช่นกัน? เ้าพอจะเล่าเื่ของพวกมันได้หรือไม่?”
“เหลือเชื่อ! พวกท่านกลับไม่เคยได้ยินชื่อของสี่คุณชาย? เหล่าผู้เยาว์เช่นเราล้วนยึดถือพวกเขาเป็แบบอย่างทั้งสิ้น!” เทียนิกล้าวด้วยความเทิดทูน คล้ายกับว่ามันให้การยกย่องแก่‘สี่คุณชายนครหลวง’ไว้อย่างสูง
“สี่คุณชายนครหลวง สุรา นารี โลภะและโทสะ!”
เทียนิกล่าวคำทั้งแปดด้วยความภาคภูมิ หากไม่รู้จักกันดีพอคงต้องคิดว่าเทียนิเองเป็หนึ่งในคุณชายทั้งสี่แล้ว
“คำเรียกขานเหล่านี้หมายถึงถึงวีรบุรุษอายุเยาว์ทั้งสี่จากสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ตระกูลเจิ้ง ตระกูลเฉิน ตระกูลจินและตระกูลหวง ในทั้งสี่ตระกูลนั้น ตระกูลเจิ้งนับว่าโดดเด่นที่สุดเนื่องเพราะเป็ที่รู้จักว่าเป็หนึ่งใน‘ห้าตระกูลใหญ่’ ที่เหลืออีกสามตระกูลแม้ไม่ได้เป็หนึ่งใน‘ห้าตระกูลใหญ่’แต่ก็นับได้ว่ามีบารมีอันยิ่งใหญ่ทั้งยังมากด้วยอิทธิพล”
ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นยามได้ยินคำกล่าวถึงตระกูลเจิ้ง แต่แทนที่จะขัดจังหวะเทียนิ ไป๋หยุนเฟยกลับปล่อยให้อีกฝ่ายกล่าวต่อ
“เฉินเชียนถาน ‘คุณชายสุรา’ แห่งบ้านตระกูลเฉิน ตามตำนานกล่าวว่ายามที่เขาถือกำเนิดก็ถูกแช่ในบ่อสุรานับพันขวด เขารักสุรายิ่งกว่าชีวิตและไม่เคยหยุดกรอกสุราเข้าปาก เขาดื่มจนกระทั่งเมามายอยู่ตลอดเวลา วิชาลับของตระกูลเฉิน‘วิชาหมัดเมา’เป็ที่ทราบกันดีว่าเป็เคล็ดิญญาที่‘ไร้เทียมทาน’ในด้านหมัดมวย”
“ตระกูลเจิ้ง ‘คุณชายนารี’ เจิ้งไค ในตระกูลเจิ้งเขาเป็บุตรชายคนรอง และบางครั้งเป็ที่รู้จักกันในนาม‘คุณชายรองเจิ้ง’ เขากล่าวว่าตนเองเป็ดั่ง‘ต้นไม้หยกต้านลม งามเหนือพานอัน’ทั้งยังคู่ควรให้‘ดอกลี่ฮัวโน้มหาไห่ถัง’ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเขาเรียกตนเองว่าเป็‘หัตถ์วิเศษปลิดบุปผา’ แม้จะฉายา‘คุณชายนารี’แต่กลับไม่ได้มีความหมายในทางเหยียดหยาม แม้จะเป็ที่รู้จักว่าชอบเด็ดดมบุปผา แต่ก็ไม่เคยบังคับจิตใจสตรี พวกนางล้วนติดตามเขาด้วยความยินยอม กล่าวได้ว่าเป้าหมายสูงสุดในชีวิตเขาก็คือ‘เชยชมสาวงามทั่วหล้าโดยไม่เหลือให้ผู้อื่นได้เชยชม’ ด้วยเหตุนี้จึงสมควรให้บุรุษทุกคนตั้งตัวเป็ศัตรูกับเขา แต่ในขณะเดียวกันทุกคนก็ล้วนอิจฉาเลื่อมใสในตัวคุณชายรองเจิ้ง”
“ตระกูลจิน ‘คุณชายโลภะ’ จินหม่านโหลว ด้วยวัยเยาว์เพียงยี่สิบก็สามารถเป็ผู้ดูแลทรัพย์สินทั้งตระกูลได้แล้ว --- ทั้งยังทำกำไรได้ดียิ่งกว่ารุ่นก่อนด้วยซ้ำ ทำให้ความมั่งคั่งของตระกูลเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมายจนเทียบได้กับทั้งอาณาจักร มิหนำซ้ำยังใช้จ่ายราวกับสายน้ำ ตราบใดที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยเงินทอง ก็ไม่ถือเป็ปัญหาให้ต้องกังวล ไม่เพียงเท่านั้น จินหม่านโหลวยังเป็คนใจบุญสุนทานที่สุดในอาณาจักรอีกด้วย ไม่ว่าจะไปทำการค้าที่ใด ที่นั่นก็จะปราศจากคนยากไร้”
“และสุดท้าย ‘คุณชายโทสะ’ หวงปิน แห่งบ้านตระกูลหวง ด้วยความที่เป็คนเที่ยงตรงถือคุณธรรม วีรกรรมของเขาจึงขจรขยายทะลุเมฆ ด้วยเป็คนตรงไปตรงมาและยึดถือคุณธรรมโดยไม่ถือตัวว่าร่ำรวยคอยให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้ ในคุณชายทั้งสี่เขาจึงได้รับความเคารพที่สุด มีสหายนับไม่ถ้วนและผู้มาพึ่งพิงอีกนับพัน --- หลายคนในนั้นยังเป็ผู้เข้มแข็งในเส้นทางของตน แต่ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าก็คือพร์ของเขา นั่นเป็พร์ที่ร้อยปีจะพบพานได้สักครั้ง! ด้วยอายุเพียงยี่สิบสี่ก็สามารถบรรลุถึงด่านบรรพิญญาได้แล้ว!”
“ในเมืองหลวง ทั้งสี่คนล้วนโดดเด่นเหนือคนวัยเดียวกัน ดังนั้นคุณชายทั้งหลายในเมืองหลวงจึงใช้ทั้งสี่เป็แบบอย่าง จะยกเว้นก็แต่เหล่าองค์ชายเชื้อพระวงศ์ สุดท้ายแล้วองค์ชายทั้งหลายก็ไม่ใช่ผู้ที่จะ‘เอ่ยถึง’โดยพร่ำเพรื่อได้”
เทียนิกล่าวด้วยความมั่นใจขณะบอกเล่าถึงเื่ของ‘สี่คุณชายแห่งเมืองหลวง’ให้แก่ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงได้รับทราบ ดูไปคล้ายกับว่าการ‘บรรยาย’แก่พี่ชายทั้งสองเป็เื่น่ายินดีอย่างที่สุด
“เจิ้งไค...” ไป๋หยุนเฟยก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยท่าทีกังขา มันไม่คาดคิดว่าจะได้ยินชื่อของอีกฝ่ายที่นี่ แต่ทว่า... “คุณชายนารี? หรือมันจะเป็คุณชายเ้าชู้กรุ้มกริ่มจริงๆ?” ไป๋หยุนเฟยไม่อาจหาจุดเชื่อมโยงระหว่างคุณชายลึกลับที่ช่วยเหลือตนเองจากสมรภูมิเดรัจฉานที่เมืองลั่วซีเมื่อครั้งกระโน้นกับ‘คุณชายนารี’ที่เทียนิกล่าวถึงได้จริงๆ “อาจบางทีจะเป็เื่บังเอิญที่ทั้งคู่มีนามเดียวกันก็ได้?”
“เพ้ย! ‘สี่คุณชายนครหลวง’อะไรนั่น ไฉนข้าจึงรู้สึกว่าขวางหูขวางตานัก? โดยเฉพาะ‘คุณชายนารี’อะไรนั่น! ไม่ทราบเพราะหตุใดข้าจึงอยากทุบตีมันนัก...” ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยกำลังพึมพำ จิ้งิเฟิงก็โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ช่างหัวพวกมันเถอะ พวกมันก็แค่ผู้เยาว์ที่พึ่งพาอำนาจของตระกูลและบิดามารดาเท่านั้น! พี่น้องทั้งสอง หากข้าคิดจะโด่งดัง ป่านนี้ข้าคงเป็ที่รู้จักไปทั้งแผ่นดินแล้ว! ด้วยฉายาที่ยิ่งใหญ่ไม่ด้อยไปกว่าพวกมันด้วยซ้ำ!”
ไป๋หยุนเฟยไม่อาจห้ามตนเองไม่ให้เย้าแหย่มันได้ “มิผิด ถูกต้องที่สุด ไม่มีใครจะเหนือกว่าเ้าซึ่งใบหน้าหล่อเหลาเป็ที่สุดไปได้ ไม่ใช่ว่าเ้าเป็โจรผู้ดีหรอกหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าคิดว่าฉายาเ้าควรจะเปลี่ยนเป็‘ขุนโจร*’แทน”
อันที่จริง ไป๋หยุนเฟยเพียงคิดจะหยอกล้อเื่ที่จิ้งิเฟิงมีนิสัยชอบเปลี่ยนโฉมหน้าบ่อยครั้ง บ่อยจนกระทั่งแม้แต่ไป๋หยุนเฟยเองก็ไม่แน่ใจว่าใบหน้าไหนของจิ้งิเฟิงถึงจะเป็ใบหน้าที่แท้จริง แต่คล้ายกับมันไม่ได้ยินคำพูดเป็นัยของไป๋หยุนเฟย หรือบางทีอีกฝ่ายจะเพียงมุ่งความสนใจต่อคำพูดท้ายประโยคเกินไป
“‘ขุนโจร’? บัดซบ เหล่าไป๋ เ้าช่างฉลาดล้ำเลิศจึงได้นึกฉายาอันยอดเยี่ยมเช่นนั้นออกมาได้!” จิ้งิเฟิงใคร่ครวญอย่าง‘จริงจัง’อยู่ชั่วครู่ มิคาดว่ามันจะเอ่ยประกาศออกมาหน้าตาเฉย “ข้าตัดสินใจแล้ว! วันหน้าเมื่อนายน้อยของเ้าเดินทางท่องโลก ข้าจะใช้ฉายานี้!”
และดังนั้น ฉายา‘ขุนโจร’ที่ะเืทั้งแผ่นดินก็ถือกำเนิดขึ้นจากที่ไป๋หยุนเฟยโพล่งคำพูดล้อเล่นเปะปะเช่นนี้เอง... แน่นอนว่า หากจิ้งิเฟิงต้องอธิบายฉายาของตน มันต้องกล่าวว่า --- “ที่จริงนี่เป็เพียงงานอดิเรกของข้า...”
เมื่อได้เห็นจิ้งิเฟิงสีหน้าจริงจังไป๋หยุนเฟยก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ มันจึงได้แต่สั่นศีรษะอย่างอับจนปัญญาก่อนจะหันไปหาเทียนิ “อา เทียนิ เ้าบอกว่า‘สี่คุณชายนครหลวง’อ้างอิงจาก ‘สุรา นารี โลภะและโทสะ’ ถ้าเช่นนั้น‘สี่คุณชายเมืองเกายี่’เล่ามีฉายาว่าอะไร? ”
“กิน ดื่ม เล่นและรื่นรมย์”
ไป๋หยุนเฟยเหม่อมองอีกฝ่ายอย่างซึมเซา มันนึกไม่ออกว่าจะเอ่ยปากอะไรดี ในขณะที่จิ้งิเฟิงซึ่งกำลังเพ้อฝันว่าจะกลายเป็‘ขุนโจร’ผู้โด่งดังทั่วแผ่นดิน ก็แทบจะสะดุดล้มใส่อ้อมอกของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง
จิ้งิเฟิงมองดูเทียนิด้วยตาที่เบิกกว้าง “เ้าว่าอะไร? บอกให้ข้าฟังอีกครั้ง... กิน ดื่ม เล่นและรื่นรมย์?”
“มิผิด...” เทียนิตอบด้วยความกระดาก “นั่น... ที่จริงก็ไม่ได้น่าฟังเท่า‘สุรา นารี โลภะและโทสะ’ แต่พวกเราก็เพียงแค่นึกสนุกตั้งขึ้นเท่านั้น...”
จิ้งิเทียนมองดูเทียนิด้วยแววตาชื่นชม “เหอะ เหอะ ข้าคิดว่าเ้าและสหายช่างน่าสนใจนัก เล่ามา ไม่ใช่ว่าเ้าบอกว่าตนเองเป็‘เ้าแห่งการเล่น’ หนึ่งในสี่คุณชายหรอกหรือ?”
“ถูกแล้ว ที่ผ่านมา ข้าใช้เวลาทั้งวันเล่นสนุกทั้งยังทุ่มเทความสนใจต่อการละเล่นที่น่าสนุกทั้งหลาย ดังนั้นสุดท้ายข้าก็ได้รับฉายานี้มา” เทียนิอธิบายอย่างประหม่า
“’เ้าแห่งการกิน’ หมายถึงเ้าคนอ้วนจากตระกูลจ้าว จ้าวเหลียง คนผู้นี้มักจะกินอาหารรสเลิศแปลกใหม่ไม่ก็ราคาแพงทุกครั้งที่มีโอกาส คราหนึ่งมันรับประทานลูกหมูย่างหนักร่วมร้อยชั่งลงไปทั้งตัว... เหลาที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองเกายี่“เหลาเลิศโอชา”ก็เป็ของมันเอง”
“‘เ้าแห่งการดื่ม’ คือคุณชายสามแห่งบ้านตระกูลหลิว หลิวซุน มันก็เป็เช่นเดียวกับ‘คุณชายสุรา’แห่งเมืองหลวง มันมักจะดื่มและรักที่จะเมามาย ไม่ว่าจะสุราดีสุราเลวมันก็ดื่มทั้งสิ้น ครั้งหนึ่งมันวิ่งเปลือยกายบนถนน แต่จากนั้นจึงถูกผู้คุ้มกันของมันคนหนึ่งหยุดไว้ได้...”
“‘เ้าแห่งความรื่นรมย์’ คือบุตรชายคนที่สองของเ้าเมือง โจวฮุย เป็คนหยาบช้ามากตัณหา มันเป็ลูกค้าประจำแห่ง‘หอวสันต์รื่นรมย์’ ตลอดทั้งวันมันคิดแต่หาหนทางเสพสุขกับสตรี ด้วยวัยยี่สิบหกปีมันก็รับนางบำเรอไว้ถึงเจ็ดคนแล้ว”
ไป๋หยุนเฟยนิ่งงันไร้คำพูดอีกครั้งเมื่อได้ยินเทียนิแนะนำคนทั้งสาม --- พวกมันเป็ตัวอะไรกันแน่?
มันลอบยินดีที่เทียนิเป็เพียงตัวแทนของ‘การเล่น’ในสี่คน หากทั้งสี่คนมีฉายา ‘กิน ดื่ม คณิกาและพนัน’ คงจะน่ารันทดแล้ว...
จิ้งิเฟิงเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะยกนิ้วให้เทียนิ “พวกเ้านี่ช่างเหลวไหลไร้สาระจริงๆ”
-------------------------------------------
*ขุนโจร ในภาษาจีนใช้ 盗帅 โดยที่ 帅 แปลได้สองความหมายคือ หล่อเหลาและหัวหน้า มีที่มาจากฉายาของชอลิ้วเฮียง ตัวละครในนิยายชื่อดังของโก้วเล้ง
หมายเหตุ – ฉายาของสี่คุณชายเมืองหลวงคือ “สุรา นารี โลภะและโทสะ” เป็สำนวนหมายถึงความชั่วร้ายทั้งสี่ประการ ส่วนฉายาของคุณชายเมืองเกายี่มาจากสำนวน “กิน ดื่มและรื่นรมย์” หมายถึงลืมเลือนทุกสิ่งแล้วใช้ชีวิตอย่างสุขสม และที่ไป๋หยุนเฟยนึกถึงว่าโชคดีที่พวกมันไม่ได้ฉายา “กิน ดื่ม คณิกาและพนัน” ก็มาจากสำนวนที่หมายถึงการใช้ชีวิตเหลวแหลก
