บทที่ 1
ฉู่ชิงชวนคือท่านเซียนชิงเหยียนกลับชาติมาเกิดจริงๆ หรือ...
หนาว
ความหนาวเย็นเสียดกระดูกราวกับคมมีดที่ค่อยๆ กรีดลงบนิัทุกตารางนิ้ว
มือของ ซูว่านฉี ที่ยันอยู่บนพื้นเริ่มไร้ความรู้สึก แต่เธอยังคงนิ่งสนิทไม่ไหวติง ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากขยับ แต่เธอไม่กล้าขยับ และขยับไม่ได้ต่างหาก
เธอััได้ถึงความทรงจำแปลกปลอมที่พรั่งพรูเข้ามาในหัว จึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมลมหายใจให้คงที่ ไม่กล้าให้ใครสังเกตเห็นว่าร่างนี้ได้เปลี่ยน "ไส้ใน" ไปเสียแล้ว
ที่นี่ไม่ใช่โลกสมัยใหม่ที่เธอคุ้นเคย แต่เป็โลกในนิยายเื่ 《เส้นทางเซียนฝืนลิขิต》
《เส้นทางเซียนฝืนลิขิต》 คือหนึ่งในนิยายแนวบำเพ็ญเพียรยอดนิยมที่พระเอกเก่งกาจเหนือใคร ตัวเอกของเื่คือ ฉู่ชิงชวน ทายาทที่ถูกทอดทิ้งของตระกูลที่ตกต่ำ เขาบังเอิญได้รับวิชาและสมบัติล้ำค่าที่ ท่านเซียนชิงเหยียน ทิ้งไว้ จากนั้นก็ฝ่าฟันอุปสรรคจนสุดท้ายได้บรรลุเป็เซียนด้วยความช่วยเหลือของนางเอก เจียงชิวหนิง และผู้มีพระคุณอีกนับไม่ถ้วน
ส่วนเธอ... ดันทะลุมิติมาเป็ตัวประกอบหญิงใจทรามที่มีชื่อเหมือนกันเป๊ะ ตัวประกอบคนนี้หลงรักพระเอก จึงคอยวางแผนทำร้ายนางเอกครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดทำให้นางเอกาเ็สาหัส
บทสรุปคือเธอถูกผู้าุโแห่งตำหนักคุมกฎทำลายวรยุทธ และถูกกักขังไว้ในแดนโกลาหลอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ยอมให้ตาย
ตอนที่เธอทะลุมิติมา เื่ที่เ้าของร่างเดิมแอบทำร้ายนางเอกเพิ่งถูกเปิดโปง และถูกฉู่ชิงชวนจับตัวมาส่งที่ตำหนักคุมกฎ เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะถึงจุดจบอันอนาถตามต้นฉบับแล้ว
คำบรรยายถึงจุดจบของตัวประกอบหญิงในนิยายทุบลงกลางใจเธอราวกับค้อนปอนด์ นี่คือทางตัน เป็สถานการณ์ที่สยดสยองยิ่งกว่าความตายเสียอีก
เธอััได้ถึงสายตาของพระเอกที่จ้องมองมาเหมือนอยากจะฉีกเนื้อเธอออกเป็ชิ้นๆ ซูว่านฉีบังคับตัวเองให้ลดจังหวะหัวใจที่เต้นรัวลง สมองเร่งขุดความทรงจำจากเนื้อเื่ต้นฉบับเพื่อหาหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียว
ในขณะที่เธอก้มหน้าใช้ความคิดอย่างหนัก ในที่สุดฉู่ชิงชวนก็ละสายตาไป แม้เขาจะชินกับการเก็บงำอารมณ์ แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ซูว่านฉีทำ เขาก็ไม่อาจสะกดกลั้นความโกรธแค้นไว้ได้
เขาคำนับไปยังทิศทางของแท่นพิพากษาอย่างนอบน้อม แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความโกรธที่พยายามกดไว้
“ในฐานะศิษย์สำนักไท่ชิง ซูว่านฉีนั้นใจคออำมหิต ถึงขั้นใช้เหตุการณ์สัตว์อสูรคลุ้มคลั่งเพื่อทำร้ายชิวหนิง... คุณหนูตระกูลเจียง หากไม่ลงโทษให้หนัก ย่อมไม่อาจคลายความโกรธแค้นของมหาชนได้”
ฉู่ชิงชวนเหลือบมองซูว่านฉีที่นอนอยู่บนพื้นด้วยแววตารังเกียจสุดซึ้ง “ขอผู้าุโทั้งสองโปรดตัดสินด้วย”
บนแท่นพิพากษา ผู้าุโใหญ่และผู้าุโรองมีสีหน้าเ็า พวกเขามองซูว่านฉีราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง แม้แต่ความเกลียดชังก็ยังไม่มีให้
การลอบทำร้ายคุณหนูตระกูลเจียงเพียงข้อเดียวก็เพียงพอที่จะพิพากษาโทษตายให้เธอได้แล้ว
ส่วนเื่การปลอบโยนตระกูลเจียงนั้นย่อมเป็หน้าที่ของเ้าสำนัก ตำหนักคุมกฎมีหน้าที่เพียงตัดสินตามความยุติธรรม
ผู้าุโใหญ่ที่เป็ผู้นำปรายตามองซูว่านฉีพร้อมแผ่แรงกดดันมหาศาลทับถมลงบนร่างของเธอ “ซูว่านฉี บัดนี้พยานหลักฐานครบถ้วน เ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
ซูว่านฉีรู้สึกถึงความเ็ปที่ทวีคูณขึ้นทันที เธอกัดฟันข่มเสียงครางไว้ในลำคอ หาก้าจะบิดเบือนตอนจบที่น่าสิ้นหวังนั้น ความเ็ประดับนี้เธอต้องทนให้ได้ และทำได้เพียงแค่ทนเท่านั้น
เธอนึกถึง "การตั้งค่า" ในนิยายที่โผล่มาเพียงครั้งเดียวที่เพิ่งแวบขึ้นมาได้ แล้วค่อยๆ หลับตาลงเพื่อปกปิดความบ้าคลั่งในแววตา
หากคิดจะหลอกยอดฝีมือเหล่านี้ ขั้นแรกเธอต้องหลอกตัวเองให้ได้ก่อน
ในวินาทีนั้น ร่างกายที่ตึงเครียดจากความเ็ปก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง เธอก้มหน้าลงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาที่ราบเรียบจนผิดปกติ
“ข้ามีเพียงคำถามเดียว”
ผู้าุโใหญ่ฟังแล้วสีหน้าก็ยังไม่เปลี่ยน เขาเคยเห็นคนมากมายที่พยายามดิ้นรนหนีจากตำหนักคุมกฎ ทั้งพวกที่ร้องขอชีวิตอย่างบ้าคลั่ง สาปแช่งด้วยความแค้น ขี้ขลาดจนตัวสั่น หรือพวกที่แสร้งทำเป็สงบ ซูว่านฉีก็แค่หนึ่งในนั้น
จะมีก็เพียงผู้าุโรองผู้ละเอียดอ่อนที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงนี้มันราบเรียบเกินไป... ราบเรียบจนเกือบจะดูว่างเปล่า มันไม่ใช่น้ำเสียงที่คนใจอำมหิตที่เพิ่งลอบทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักควรจะมี และที่สำคัญ... กลิ่นอายบนตัวเธอทำไมถึงไม่มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่นิด? แม้แต่จังหวะหัวใจยังดูสุขุมเกินไป?
แต่เมื่อนึกถึงหลักฐานที่เพิ่งเห็น ผู้าุโรองก็สลัดความคิดทิ้ง สีหน้ากลับมาเ็าดังเดิม ก็แค่คนบาปที่ต้องตาย จะไปสนใจทำไม
ในตอนนั้นเอง ซูว่านฉีที่ทุกคนมองว่าเป็ศพไปแล้วก็เงยหน้าขึ้น เธอจ้องมองไปที่ฉู่ชิงชวนที่อยู่ข้างกาย แววตาเต็มไปด้วยอารมณ์นับหมื่นก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความเงียบงัน
ฉู่ชวนสบตาเธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานความรังเกียจในตาเขาก็เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม การที่มีคนอย่างซูว่านฉีมาหลงรัก มีแต่จะทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียน
เขายังไม่ทันได้พ่นคำด่าทอ เธอก็หันหน้าไปทางแท่นพิพากษาเสียก่อน วินาทีต่อมา น้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยก็พลันดังเข้าหูทุกคน
“ฉู่ชิงชวน... คือท่านเซียนชิงเหยียนกลับชาติมาเกิดจริงๆ หรือ?”
ฉู่ชิงชวนหันขวับไปมองซูว่านฉีด้วยความตกตะลึง ซูว่านฉีหมายความว่าอย่างไร?
ผู้าุโทั้งสองบนแท่นพิพากษาใจกระตุกวูบ สีหน้าที่เคยเรียบเฉยพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ท่านเซียนชิงเหยียน?!
ภาพของบุรุษผู้สง่างามและเยือกเย็นพลันปรากฏขึ้นในหัวของทั้งสองคน ผู้ที่มีวรยุทธยากจะหยั่งถึง ผู้ที่เสียสละตนเพื่อกอบกู้ความล่มสลายของวิถี์และช่วยโลกจากกองเพลิง แม้ท่านเซียนจะล่วงลับไปนับร้อยปีแล้ว แต่เพียงได้ยินชื่อก็ยังทำให้จิตใจสั่นคลอนได้
ผู้าุโใหญ่ได้สติก่อนใคร เขาขมวดคิ้ว แววตาฉายแววเฉียบคม เื่ราวของท่านเซียนชิงเหยียนถูกสำนักไท่ชิงเก็บงำเป็ความลับสุดยอด ความเชื่อมโยงระหว่างฉู่ชิงชวนกับท่านเซียนนั้น
ทางสำนักเพิ่งจะเริ่มระแคะคายตอนที่พบ "คัมภีร์หลอมเทพ" ซึ่งเป็กึ่งศัสตราวุธเทพบนตัวเขา แล้วซูว่านฉีที่เป็เพียงศิษย์ธรรมดาไปรู้เื่นี้ได้อย่างไร? หรือเธอจะเคยแอบดูความลับของสำนัก? หรือว่าเป็สายลับจากสำนักอื่น?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้าุโใหญ่จึงถามเสียงต่ำ “เหตุใดเ้าถึงมีความคิดเช่นนั้น?”
สิ้นคำพูด แรงกดดันระดับ "่ผ่านด่านเคราะห์" ที่แฝงไปด้วยจิตสังหารก็โอบล้อมรอบตัวซูว่านฉีจนแทบไม่มีอากาศหายใจ พร้อมที่จะปลิดชีพเธอได้ทุกเมื่อ
ซูว่านฉีทำราวกับไม่รู้สึกถึงจิตสังหารรอบข้าง แม้แต่จังหวะหัวใจก็ไม่เร็วขึ้นสักนิด เธอเพียงจ้องมองเขาเขม็ง เธอฟังเสียงของเขาแล้วกะพริบตาช้าๆ เหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามคำถามนี้ น้ำเสียงของเธอเบาบางมาก แต่กลับมีความดื้อรั้นอย่างประหลาด ราวกับกำลังพยายามปลอบใจตัวเอง
“ฉู่ชิงชวนเกิดหลังจากเขา... เป็วันที่เก้า ฝึกวิชา 'คัมภีร์หมื่นโอสถ' ที่เขาเป็ผู้คิดค้นขึ้น สมบัติในมือคือ 'คัมภีร์หลอมเทพ' ที่เขาหลอมขึ้นมาเอง และที่ข้อมือซ้ายของฉู่ชิงชวน... ก็มีปานแดงอยู่เม็ดหนึ่ง...”
ยิ่งพูด เสียงเธอก็ยิ่งเบาลง ซูว่านฉีมองดูความเงียบงันของผู้าุโทั้งสองแล้วจู่ๆ ก็เงียบเสียงไป เธออ้าปากเหมือนลำคอแห้งผากเกินไป จึงทำได้เพียงถามอย่างไร้เสียงออกมาหนึ่งประโยค “ไม่ใช่หรือ?"
คำสามคำนี้เหมือนใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของเธอไป เธอก้มหน้าลงเหมือนเพิ่งนึกถึงความสงสัยทั้งหมดในอดีตได้ น้ำเสียงเหนื่อยล้าถึงขีดสุด “ที่แท้... ก็ไม่ใช่จริงๆ สินะ”
แม้ผู้าุโทั้งสองจะยังคงรักษาท่าทีสงบไว้ได้ แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นั์ พวกเขารู้เพียงว่าอาวุธเทพบนตัวฉู่ชวนมาจากท่านเซียน แต่ไม่นึกเลยว่าวิชาที่ฝึกก็เป็ท่านเซียนที่คิดค้นขึ้น! ความลับระดับนี้ อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ต่อให้เป็คนทั้งโลกบำเพ็ญเพียรก็ไม่มีใครล่วงรู้
ในตำหนักคุมกฎมี "ศิลาจรัสสัจจะ" (ศิลาจับเท็จ) ซูว่านฉีไม่มีทางพูดโกหกได้ สิ่งที่เธอพูดมาทั้งหมดคือความจริง! แต่เื่ราวเกี่ยวกับท่านเซียนชิงเหยียน ขนาดพวกเขายังรู้ไม่มากเท่านี้เลย— แล้วซูว่านฉีคนนี้เป็ใครกันแน่?
ทำไมถึงรู้ความลับของท่านเซียนมากมายขนาดนี้? หรือว่าเธอคือคนรู้จักเก่าแก่ของท่านเซียนจริงๆ?!
ผู้าุโทั้งสองเริ่มสับสนและลังเล ตอนนี้พวกเขาลืมเื่ที่เธอทำร้ายคุณหนูตระกูลเจียงไปเสียสนิท
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้าุโใหญ่ที่ได้สติก็กระแอมไอออกมา น้ำเสียงไม่มีจิตสังหารที่เยือกเย็นเหมือนเมื่อครู่ แต่กลับแฝงไปด้วยท่าทีหยั่งเชิง
“ท่านเซียนเมื่อร้อยปีก่อนได้เสียสละร่างเพื่อ์ จิติญญาแตกสลายเพื่อช่วยโลก... หากเ้าเคยรู้จักกับท่านเซียนละก็...”
เขายังพูดไม่จบ ซูว่านฉีที่ก้มหน้าอยู่ก็พลันเงยหน้าขึ้นมาทันที นี่เป็ครั้งแรกที่ผู้าุโใหญ่เห็นความตื่นตระหนกและว้าวุ่นใจอย่างชัดเจนบนใบหน้าเธอ
เธอหันมองไปทางศิลาจรัสสัจจะโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นศิลานั้นไม่มีปฏิกิริยาเธอเหมือนเพิ่งจะตระหนักอะไรบางอย่างได้ จึงหันไปมองแท่นพิพากษาช้าๆ
“คำว่า... จิติญญาแตกสลาย หมายความว่าอย่างไร?”
เมื่อเห็นทุกคนเงียบงัน เธอทำตัวราวกับเด็กที่สูญเสียทุกอย่าง ในดวงตาไม่มีความพังทลาย แต่มีความสับสนมึนงง เธอถามเสียงแหบพร่าเพื่อขอคำยืนยัน
“วิถี์มีตั้งสามพันทาง... มิใช่ว่าจะต้องมีหนทางรอดเหลืออยู่สักสายหนึ่งหรอกหรือ?”
ผู้าุโใหญ่ไม่ตอบ ผู้าุโรองที่อยู่ข้างกายเมื่อสบกับแววตาที่ผสมปนเประหว่างความสิ้นหวังและความหวังของซูว่านฉี ก็รู้สึกเหมือนถูกแผดเผาจนต้องหลบสายตาไป เธอถอนหายใจออกมาแ่เบา ความสงสัยที่มีต่อซูว่านฉีมลายหายไปสิ้นเพียงเพราะแววตานั้น
ในตอนนี้ซูว่านฉีดูเหมือนจะกลับมามีสติแล้ว เพียงแต่แสงสว่างอันริบหรี่ในดวงตาเธอนั้นค่อยๆ ดับวูบลง ผู้าุโรองกำลังจะเอ่ยปากบางอย่าง แต่ก็ได้ยินเสียงที่สงบนิ่งอย่างผิดปกติของซูว่านฉีเสียก่อน
“ข้าเป็คนทำเอง”
เธอกล่าวต่อทีละคำ “ข้าเกิดความอิจฉาริษยา ใจคออำมหิต จึงได้ทำร้ายเจียงชิวหนิง”
น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด และรอยยิ้มที่เหมือนการปล่อยวาง “ขอผู้าุโทั้งสองโปรดลงโทษเถิด”
สิ้นคำพูด ตำหนักคุมกฎก็ตกอยู่ในความเงียบงัน หากซูว่านฉีมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับท่านเซียนจริง แม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิด... พวกเขาก็ไม่มีทางลงมือกับเธอเด็ดขาด!
ไม่ใช่เพียงเพราะบารมีของท่านเซียนชิงเหยียนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่เพื่อตัวพวกเขาเองด้วย เพราะหลังจากท่านเซียนเสียสละเพื่อโลก เหล่าเซียนทั้งโลกบำเพ็ญเพียรต่างติดค้างหนี้บุญคุณต่อเขา และการจะบรรลุเซียนได้นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการชดใช้หนี้บุญคุณนี้
ส่วนความโกรธแค้นของตระกูลเจียงนั้น จะเทียบอะไรได้กับโอกาสในการบรรลุเซียนเล่า?
อีกอย่าง ถึงเจียงชิวหนิงจะเจ็บหนัก แต่หากประโคมสมบัติล้ำค่าเข้าไป อย่างไรตระกูลเจียงก็ได้คุณหนูที่กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้าุโทั้งสองก็สบตากัน ผู้าุโใหญ่ที่ขึ้นชื่อเื่ความยุติธรรมถอนหายใจเงียบๆ แล้วละสายตาไป ไม่เอ่ยปากสั่งลงโทษ ผู้าุโรองเห็นดังนั้นจึงก้าวออกมาสะบัดชายแขนเสื้อและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ซูว่านฉี ในฐานะศิษย์สำนักไท่ชิง ไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ไม่ควรทำร้ายเซียนท่านอื่น”
เื่การลอบสังหารคุณหนูตระกูลเจียง ถูกเธอบิดเบือนให้กลายเป็เพียงการ "ทำร้ายเซียน" อย่างเบามือ
เธอเหลือบมองมือซ้ายของซูว่านฉีที่เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะจากการยันพื้นเย็นเฉียบ จึงแอบลดอุณหภูมิในห้องให้กลับมาอบอุ่นขึ้นก่อนจะพูดต่อ
“เห็นแก่ที่เ้ามีมูลเหตุจูงใจ และได้รับาเ็สาหัสจนถือเป็การลงโทษไปแล้ว ถือว่าทั้งสองอย่างหักล้างกันไปก็แล้วกัน... ต่อไปห้ามทำผิดเช่นนี้อีก”
