เซียงหยุนเฟยอ้าปากกว้าง ตามองหลิวจือโม่ จากนั้นมองหลี่ชิงหลิง ชายหนุ่มพูดตะกุกตะกัก "เ้า… อยู่กับคู่หมั้นหรือ” อยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน? เกิดอะไรขึ้น? นี่มันไม่แปลกเกินไปหน่อยหรือ?
หลิวจือโม่ตอบรับ "เข้ามานั่งก่อนสิ!" ก่อนจะเดินนำเข้าไปก่อน
เซียงหยุนเฟยหันมองหลี่ชิงหลิงอีกครั้ง จากนั้นจึงเดินตามหลิวจือโม่ไป
ทันทีที่เขาเข้าไปนั่งในห้องโถงก็แทบอดใจพูดไม่ไหว “คู่หมั้นเ้าสวยมาก” ใครบอกว่าผู้หญิงชนบทขี้เหร่กัน
คราวหน้าถ้าเขาได้ยินแบบนี้อีก เขาต้องให้คนคนนั้นกินขี้
หลอกลวงกันชัดๆ ...
หลิวจือโม่รินชาให้เซียงหยุนเฟย ฟังแล้วก็ตอบอืม รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย รู้สึกอยากซ่อนหลี่ชิงหลิงไม่ให้คนอื่นเห็น
เซียงหยุนเฟยไม่ได้รู้สึกว่าหลิวจือโม่อารมณ์ไม่ดี เขาถามหลิวจือโม่ด้วยความสงสัย "เ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าทำไมถึงอยู่กับคู่หมั้น? เ้าคงไม่ได้หลอกนางมาใช่ไหม”
ลองคิดดูแล้วก็อาจจะเป็อย่างนั้นจริงๆ...
หลิวจือโม่เห็นเซียงหยุนเฟยมีสีหน้าสงสัย จึงเล่าเื่ระหว่างเขากับหลี่ชิงหลิงไปคร่าวๆ
เมื่อได้ฟังจนจบเซียงหยุนเฟยก็นิ่งเงียบ หลิวจือโม่ที่อยู่ในสถานศึกษาเป็ศิษย์ที่เหล่าอาจารย์ให้ความสำคัญ และเป็ที่อิจฉาของเพื่อนร่วมชั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าประสบการณ์ชีวิตของเขาช่างน่าสงสารเช่นนี้
เขายิ่งชื่นชมหลิวจือโม่มากยิ่งขึ้น เด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองไม่เพียงแต่หาเลี้ยงครอบครัว แถมยังดูแลตัวเองได้ดีเลิศ
สุดยอดจริงๆ
เมื่อเปรียบเทียบกับหลิวจือโม่ เขาที่ถูกตามใจมาแต่เด็กรู้สึกละอายใจเล็กน้อย
เขารู้สึกว่าถ้าตัวเองสลับชีวิตกับหลิวจือโม่ เขาคงทำอย่างอีกฝ่ายไม่ได้
"เ้าเก่งมากจริงๆ"
หลิวจือโม่ไม่ตอบแต่หันมองที่ประตู เมื่อเขาเห็นหลี่ชิงหลิง แววตาก็เผยความอ่อนโยน "มีอะไรหรือ"
"อืม ข้าอยากจะถามว่าคุณชายเซียงชอบกินอะไร"
เซียงหยุนเฟยไม่รอให้หลิวจือโม่ตอบ รีบชิงบอกว่าเขากินอะไรก็ได้ เขาไม่ใช่คนจู้จี้จุกจิก
หลี่ชิงหลิงพยักหน้า ยิ้มให้เขาแล้วหันหลังจากไป
ทันทีที่หลี่ชิงหลิงจากไป เซียงหยุนเฟยก็ส่งเสียงจิ๊แกล้งหลิวจือโม่ "เลิกมองได้แล้ว นางไปไกลแล้ว”
หลิวจือโม่ถอนสายตาออก ถลึงตาใส่เซียงหยุนเฟย จากนั้นยกมุมปากแล้วลุกขึ้นยืน “เ้ามีหัวข้อที่ไม่เข้าใจอยู่ไม่ใช่หรือ เราไปคุยที่ห้องหนังสือกัน…”
"เดี๋ยวนะ เ้าปล่อยข้าไปสักคืนได้ไหม" เขามาเที่ยวเล่นจริงๆ ไม่ได้มาเพื่อเรียน
หลิวจือโม่เดินเข้าไปในห้องหนังสือโดยไม่สนใจเสียงร่ำไห้ของอีกฝ่าย
เซียงหยุนเฟยไม่มีทางเลือก นอกจากก้มหน้าเดินตามไป
หลี่ชิงหนิงเห็นภาพนั้นแล้ววิ่งหัวเราะไปที่ห้องครัว บอกหลี่ชิงหลิง "ท่านพี่ เพื่อนร่วมชั้นของพี่ใหญ่ต้องกลัวพี่ใหญ่มากแน่เลย พอบอกจะพาไปคุยการบ้านที่ห้องหนังสือ พี่เขาก็ตามไปอย่างเชื่อฟัง…” พี่ใหญ่ไม่ธรรมดา แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นก็ยังกลัว
นางจะต้องระวังไม่ไปทำให้โกรธ มิฉะนั้นนางจะถูกเขาจัดการแน่
หลี่ชิงหลิงกำลังสับไก่ เมื่อได้ยินหลี่ชิงหนิงก็เสียสมาธิเหลือบมองและดุพร้อมหัวเราะ "ถ้าเขารู้ว่าเ้าไปแอบฟัง เ้าแย่แน่ ถึงตอนนั้นอย่ามาขอความช่วยเหลือล่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่ชิงหนิงก็วิ่งเข้าไปกอดต้นขาของหลี่ชิงหลิง เงยหน้าขึ้นออดอ้อน “ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้ว คราวหน้าไม่กล้าทำแล้ว อย่าบอกพี่ใหญ่นะ" ถ้าพี่ใหญ่รู้ ชีวิตนางคงหาไม่จริงๆ
นางเรียนรู้ั้แ่ยังเด็กว่าพี่สาวจะไม่ช่วยเมื่อพวกนางถูกพี่ชายสั่งสอน
นางทำได้เพียงอ้อน ให้พี่ล้มเลิกความคิดจะฟ้อง
หลี่ชิงหลิงถูกอ้อนถูไปมาจนไร้ทางออก นางยื่นมือไปแตะหน้าผากน้องสาว "อย่าทำแบบนี้อีก จำไว้นะ” คนเราจะสามารถให้อภัยได้ครั้งหรือสองครั้ง แต่จะไม่เกินครั้งที่สาม
นี่คือหลักการของนาง
"อืม... ข้าจะจำไว้" หลี่ชิงหนิงรีบพยักหน้ารัวๆ บอกว่าตนจำได้แล้ว ไม่กล้าทำอีกแล้ว
หลี่ชิงหลิงหยุดทำให้น้องลำบากใจ ไล่น้องไปล้างผัก ส่วนตนยังคงหั่นเนื้อต่อไป
หลี่ชิงหนิงยกน้ำไปล้างผักด้วยท่าทางลำบาก หลิวจือโหรวเห็นก็วิ่งเข้ามาช่วย
"หนิงหนิง ไปนั่งเถอะ ข้าทำเอง” หลิวจือโหรวมีบุคลิกของความเป็พี่สาว คอยดูแลหลี่ชิงหนิงอยู่ตลอด
หลี่ชิงหลิงเห็นแล้วส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “โหรวโหรว ปล่อยให้นางทำเอง อย่าไปช่วย" นางปฏิบัติต่อเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จะไม่ตามใจจนเคยตัว
หลี่ชิงหนิงแลบลิ้นให้หลิวจือโหรว "โหรวโหรวไปนั่งเถอะ ข้าทำเองได้" ไม่ใช่ว่านางไม่เคยทำงานนี้สักหน่อย
หลิวจือโหรวเม้มปาก กำชับเล็กน้อย จากนั้นกลับไปนั่งบนเก้าอี้เพื่อจุดไฟ
หลังจากล้างผักและเก็บเข้าที่แล้ว หลี่ชิงหนิงก็วิ่งไปกระซิบกระซาบกับหลิวจือโหรว
"โหรวโหรว ข้าว่าเพื่อนร่วมชั้นของพี่ใหญ่หน้าตาดีไม่เท่าพี่ใหญ่” นางเจอคนมากมาย และคิดว่าพี่ใหญ่เป็คนที่หน้าตาดีที่สุด
“อย่าพูดไร้สาระ ถ้าพี่สาวได้ยินคงโดนดุอีกแน่”
เด็กคนนี้กล้าจริงๆ กล้าพูดไปเสียหมด…
หลี่ชิงหนิงแอบแลบลิ้นใส่พี่สาวที่หันหลังทำอาหารเงียบๆ นางพูดเสียงเบา พี่คงไม่ได้ยินหรอก
แต่นางก็เงียบเสียง ไม่พูดอะไรอีกเพื่อให้โหรวโหรวสบายใจ
บางครั้งเด็กน้อยก็รู้สึกว่าโหรวโหรวขี้บ่นยิ่งกว่าพี่สาว ควบคุมนางในทุกสิ่ง ไม่ปล่อยให้ทำนั่นนี่…
อย่างไรก็ตาม นางรู้ว่าโหรวโหรวทำเพื่อตัวนางเอง นางจึงไม่โกรธโหรวโหรว
หลี่ชิงหลิงใช้เวลาสองก้านธูปในการเตรียมกับข้าวห้าอย่างและแกงจืดอีกหนึ่ง จากนั้นให้หลี่ชิงหนิงไปเรียกพวกหลิวจือโม่ออกมาทานอาหารเย็น
ทันทีที่เซียงหยุนเฟยออกมาก็ได้กลิ่นหอม เขาก็รู้สึกสดชื่นทันที
เขาเบิกตากว้างมองจานบนโต๊ะ แล้วกลืนน้ำลาย ดูน่าเอร็ดอร่อยมาก
"น้องเสี่ยวหลิง ฝีมือดีมาก แค่ดูก็น่าอร่อยแล้ว"
เซียงหยุนเฟยถูมือพลางชมหลี่ชิงหลิงด้วยรอยยิ้ม
หลี่ชิงหลิงยื่นแกงจืดให้เขา และหัวเราะ "อาหารบ้านๆ ทั่วไป หวังว่าคุณชายจะไม่ถือสา”
เซียงหยุนเฟยยื่นมือออกไปรับแกงจืด ก้มมองแกงจืดสีขาวคล้ายน้ำนม เขาถามเหมือนเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็นว่ามันคือแกงจืดอะไร?
หลี่ชิงหลิงเปิดปาก ยังไม่ทันได้ตอบ หลี่ชิงหนิงก็ชิงตอบ “แกงจืดกระดูก อร่อยมาก กินแล้วจะตัวสูง…” เด็กน้อยชี้ไปที่จานบนโต๊ะ และแนะนำอย่างกระตือรือร้น "นี่คือไก่กงเป่า ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน ปลาตุ๋นน้ำแดง เต้าหู้ทรงเครื่อง ผักกาดขาว..." แนะนำก็รีบสูดน้ำลายที่กำลังจะไหล
เซียงหยุนเฟยสูดน้ำลายเช่นกัน พลางหันไปมองหลิวจือโม่ “เริ่มกินได้หรือยัง"
"กินกันเถอะ!" หลิวจือโม่พยักหน้า เซียงหยุนเฟยรีบคีบซี่โครงทันที
ตะเกียบของเขาไม่หยุดขยับอีกเลยหลังจากคีบอาหารคำแรก เซียงหยุนเฟยกินอิ่มจนแน่นท้อง
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยื่นมือลูบท้องที่นูนออกมา มองหลิวจือโม่อย่างเสียใจ "ข้าว่าข้าพลาดอาหารดีๆ แบบนี้ใน่สามปีที่ผ่านมา ถ้ารู้ว่าน้องเสี่ยวหลิงทำอาหารอร่อยขนาดนี้ ข้าคงมากินข้าวกับเ้านานแล้ว ขาดทุนจริงๆ…” เขารู้สึกอิจฉาจือโม่อย่างสุดซึ้ง
หลิวจือโม่กระตุกมุมปากของตน และเตะขาอีกฝ่าย "เลิกนั่งแบะ แล้วไปเดินย่อยอาหารไป!"
เซียงหยุนเฟยลุกจากเก้าอี้ด้วยความยากลำบาก เอื้อมมือออกไปลูบหัวหลี่ชิงหนิง "น้องชิงหนิง ไปเดินเล่นกันเถอะ" แม้ว่าเขาจะรู้จักหลี่ชิงหนิงได้ไม่นาน แต่เขาก็ชอบสาวน้อยคนนี้มาก
หลี่ชิงหนิงะโลงจากเก้าอี้ โบกมือน้อยๆ "ไปกัน..."
ความจริงแล้วการเดินเล่นหมายถึงการเดินเป็วงกลมในลานบ้าน...
ระหว่างที่เซียงหยุนเฟยสำรวจมองดูบ้านที่ค่อนข้างแปลกประหลาดหลังนี้จากหางตา เขาเห็นหลิวจือโม่เดินเข้าไปในครัวพร้อมชามในมือ
ทันใดนั้นดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความใ
นี่... สุภาพบุรุษต้องห่างไกลจากครัว... แล้วทำไมจือโม่...?
"น้องชิงหนิง มานี่สิ" เขากวักมือเรียกหลี่ชิงหนิง และกระแอมถาม "จือโม่ เอ่อ… พี่เขยเ้าทำแบบนี้ตลอดเลยหรือ? "
“แบบไหน?” หลี่ชิงหนิงมองเซียงหยุนเฟยด้วยความงุนงง สงสัยว่าเขากำลังพูดถึงอะไร
"เข้าครัว..."
เข้าครัว? หลี่ชิงหนิงหันไปมองที่ห้องครัว และเห็นหลิวจือโม่กำลังล้างจาน นางพยักหน้า "ถูกต้อง! ทำไมหรือ”
เซียงหยุนเฟยรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า เขาพูดเสียงดัง "สุภาพบุรุษต้องห่างจากครัว ... "
ก่อนที่เขาจะพูดจบ ก็ถูกหลี่ชิงหนิงซึ่งโบกมือเหมือนผู้ใหญ่ขัดจังหวะ "บ้านเราไม่มีคำกล่าวนี้ พี่ชายคนโต พี่ชายคนที่สอง และพี่ชายคนที่สาม ทุกคนต้องทำงานบ้านทั้งหมด พี่สาวข้าบอกแล้วว่าจะนั่งกินนอนกินไม่ได้ ต้องเรียนรู้ถึงรับมือกับเหตุฉุกเฉินต่างๆ และเอาชีวิตรอดได้” เด็กน้อยเกาหัว คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “พี่สาวข้ายังบอกอีกว่า ถ้าอยากเป็ข้าราชการที่ดี ที่ทำงานเพื่อทุกข์สุขของสามัญชน ต้องััและใช้ชีวิตสามัญชน”
คำพูดของหลี่ชิงหนิงทำให้เซียงหยุนเฟยตกอยู่ในห้วงความคิด
