ห้าต่อศูนย์!
ซีเหลียงปิดฉากด้วยความอัปยศอดสู
แม้ชัยชนะจะนำพามาซึ่งความชื่นบาน แต่ก็มีบางคนที่หน้าเซียวเป็ผัก ส่วนเพราะเหตุใดน่ะหรือ? การเดิมพันแพ้ชนะจากด้านนอกสองต่อแปด ใครที่วางเดิมพันข้างซีเหลียงไว้ตอนนี้ก็เป็เ้างั่งสติหลุดไปแล้ว
หรงฉางเกอจับมือเฉียวเยว่อย่างไม่อยากเชื่อ ดวงตาเบิกกว้าง ทั้งอึ้ง ทั้งตกตะลึงจนคล้ายคนเขลา "พวกเรา... ชนะแล้วจริงๆ หรือ?"
เฉียวเยว่พยักหน้าด้วยความชื่นบาน ไม่อาจซ่อนเร้นความดีใจของตนเองได้ "ใช่ พวกเราชนะแล้ว ฮ่าๆๆ"
เสียงหัวเราะดังกังวาน
หรงฉางเกอไม่สนใจอีกต่อไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางเคยย่ำแย่เพียงไหน พูดตามตรง หลังผ่านการแข่งขันครานี้ นางยอมรับว่าเฉียวเยว่เก่งกาจมาก หลังจากมองไปรอบด้านเห็นไม่มีใคร ก็ดึงอีกฝ่ายไปด้านข้าง "นี่ เ้าช่วยข้าหน่อยสิ ข้าใช้เงินส่วนตัวทั้งหมดไปลงพนันไว้ เ้าช่วยคำนวณที ว่าอัตราสองต่อแปดครานี้ข้าจะได้เงินสักเท่าไร?"
นางเป็จำพวกชอบทำอะไรตามอารมณ์โดยไม่สนใจผลลัพธ์ที่จะตามมาภายหลัง ตอนนั้นกำลังโกรธจัดจึงเอาเงินเก็บส่วนตัวทั้งหมดไปลงเดิมพันฝ่ายต้าฉี นึกมาถึงตรงนี้ก็ตื่นเต้นอย่างมาก นางมีความสุขที่สุด เดิมทีได้ชัยชนะก็เป็ข่าวดีมากแล้ว บัดนี้ยังได้เงินมาอีกก้อนใหญ่ ยิ่งทำให้นางรู้สึกเหมือนว่าเป็ความฝัน
"นี่ ข้ากลายเป็เศรษฐินีย่อมๆ ไปแล้วใช่หรือไม่?"
เฉียวเยว่คำนวณให้ แล้วบอกจำนวนแก่นาง ดวงตาทั้งสองของหรงฉางเกอระยิบระยับราวกับดารา "โอ้์ นะ... นะ... นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ข้ามีเงินเยอะขนาดนี้"
นางดึงแขนของเฉียวเยว่ "ไปกัน เดี๋ยวออกจากวัง ข้าขอเลี้ยงอาหารเ้าสักมื้อ เ้าเลือกสถานที่ได้เลย ฮ่าๆ ช่างดีเหลือเกิน"
เฉียวเยว่เห็นนางดีใจจนออกนอกหน้า ก็สาดน้ำเย็นด้วยความหวังดี "ข้าว่าเ้าสงวนท่าทีลงหน่อยดีกว่า หากมีคนรู้ว่าเ้าไปลงเดิมพันไว้ จะไม่เป็ผลดีต่อชื่อเสียงของเ้าเอง อีกอย่างเื่แบบนี้ล้วนพึ่งพาโชค ข้ายังไม่เคยเห็นใครรวยได้จากสิ่งนี้ คนที่หมดเนื้อหมดตัวเพราะมันก็มีไม่น้อย"
หรงฉางเกอกลอกตาใส่นาง "ข้าหาใช่คนเขลาเสียหน่อย ย่อมรู้อยู่แล้ว ครานี้ทำก็เพื่อศักดิ์ศรีทั้งนั้น ทุกคนดูแคลนต้าฉีกันดีนัก ข้าก็จะสู้เพื่อหน้าตาของแคว้นเรา"
เฉียวเยว่ยิ้มน้อยๆ แต่พอเห็นท้องฟ้าใกล้มืดก็เอ่ยขึ้นว่า "เื่กินข้าวเอาไว้วันอื่นดีกว่า วันนี้เย็นมากแล้ว เ้าเองก็คงจะเหนื่อยแล้วด้วย กลับไปพักผ่อนให้ดีเถอะ อีกอย่างเมื่อครู่ข้าเห็นท่านอ๋อง พระชายา และฝ่าากำลังสนทนากัน ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันบ้าง แต่สีพระพักตร์แลดูชื่นบาน คิดว่าค่ำนี้น่าจะมีการจัดงานเลี้ยงรับรองพวกเ้า เ้ากลับไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เถอะ แต่ทว่า... ขออภัยที่ข้าต้องพูดตามตรง หากเป็งานเลี้ยงภายในครอบครัวก็ดีไป แต่หากมีชาวซีเหลียงด้วย ก็อย่าแต่งตัวเฉิดฉายเกินไปนัก เลี่ยงมิให้ต้องตาผู้อื่นเข้า"
พูดมาถึงตรงนี้ หรงฉางเกอยิ่งมีความสุข นางเคยทำให้ท่านพ่อท่านแม่มีหน้ามีตามากขนาดนี้เสียที่ไหน เพียงชั่วพริบตาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าไปทั้งตัว
"เอาน่า เ้าวางใจได้ เื่นี้ข้ารู้ว่าควรทำเช่นไร เ้าพวกบัดซบเ่าั้ หัวเด็ดตีนขาดข้าก็ไม่มีวันแต่งไปซีเหลียงแน่นอน"
นางโบกมือให้เฉียวเยว่ แล้ววิ่งหายไป
เห็นหรงฉางเกอวิ่งไปแล้ว เฉียวเยว่ก็เอียงคอมองไปยังสถานที่ไม่ไกลนัก "พี่จ้านยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้ว ไยไม่เข้ามาเล่า?"
หรงจ้านยิ้มน้อยๆ "ข้ารู้เ้าเห็นข้านานแล้ว เป็อย่างไร พิชิตยายเด็กสมองกลวงฉางเกอนั่นได้แล้วสิ?"
เฉียวเยว่เบะปาก ทำสีหน้าจริงจัง "พี่จ้านว่ากล่าวญาติผู้น้องของตนเองเช่นนี้ ข้ารู้สึกว่าใจจืดเกินไปหน่อย เท่าที่เห็นนางเพียงถูกตามใจจนเสียนิสัย แต่มิได้มีจิตใจเลวร้ายแต่อย่างใด"
หรงจ้านหัวเราะออกมา "อย่าเสแสร้งกับข้าหน่อยเลย เฉียวเยว่หาใช่แกะน้อยผู้อ่อนโยน"
รอยยิ้มเจิดจรัสของหรงจ้านทำให้เฉียวเยว่ตกตะลึง
พูดตามตรง หรงจ้านศีรษะทุยใบหน้าเล็ก รูปโฉมหล่อเหลา หุ่นพยัคฆ์เอวหมาป่า รูปร่างดี อาภรณ์สีแดงสดที่สวมใส่ยิ่งขับเน้นจุดเด่นของเขาให้ปรากฏออกมาทุกส่วน
แม้จะมีความเฉิดฉันคล้ายสตรีอยู่บ้าง แต่คิ้วเข้มรูปกระบี่ ดวงตากระจ่างสดใสดุจดารา จมูกโด่งเป็สันคม ท่วงท่าทะนงองอาจข่มผู้คน ดวงหน้าประหนึ่งหยกสลัก สง่างามดุดันดุจยอดบรรพตเยือกเย็น แต่ก็ยังดูมีเสน่ห์เหลือล้น
เฉียวเยว่มองเขาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าและจากเท้าไล่ขึ้นมาถึงศีรษะ หลังพินิจจนพอใจแล้วก็เอ่ยอย่างช้าๆ "เหตุใดวันนี้พี่จ้านถึงแต่งกายโดดเด่นเป็พิเศษนักเล่า?"
นางเข้ามาใกล้หรงจ้านอีกเล็กน้อย แล้วยกมือเล็กจ้อยขึ้นโบกราวกับว่า้าสูดดมกลิ่นกายเขาให้แน่ชัด หลังจากนั้นก็เอ่ยปากอย่างจริงจัง "วันนี้ท่านยังใช้เครื่องหอมอีกด้วย ทั่วร่างจึงหอมหวานดุจกล้วยไม้"
หรงจ้านเลิกคิ้ว "ข้าว่าเ้าคงยังเรียนในสำนักศึกษาสตรีไม่ดีพอ คำว่าหอมหวานดุจกล้วยไม้ควรเป็คำพรรณนาถึงสตรีมากกว่ากระมัง"
เฉียวเยว่ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างจริงจัง "แต่ข้าคิดว่าใช้พรรณนาถึงบุรุษได้เหมือนกัน ระหว่างบุรุษกับสตรีจำเป็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนด้วยหรือ?"
หรงจ้านค้อมเอวลงไปหยิกแก้มของนาง "เ้าเข้าใจก็ดี"
เฉียวเยว่แยกเขี้ยวปานจะกัดคน "หากท่านหยิกแก้มของข้าอีก ข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ"
จะยั่วยุนางหรือ?
หรงจ้านไม่สนใจท่าทีของนาง เพียงกล่าวเสียงเรียบ "แล้วเ้าจะไม่เกรงใจอย่างไร? เ้าควรรู้ว่าวิชาหมัดมวยของเ้าอ่อนหัดยิ่ง ขนาดวรยุทธ์ระดับแมวสามขาก็ยังไม่เป็ ไม่เกรงใจของเ้า คงมิใช่แยกเขี้ยวยิงฟัน แล้วเหวี่ยงกำปั้นน้อยๆ แสร้งทำเป็ข่มขู่หรอกนะ"
เฉียวเยว่แค่นเสียงหึ ถลึงตาเกรี้ยวกราดใส่หรงจ้าน หลังจากนั้นก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วค่อยๆ เอ่ยว่า "ไม่ใช่ ข้ามีวิธีเด็ดยิ่งกว่านั้นมาจัดการท่าน"
นางหัวเราะคิกคักจนพอใจ "หากท่านรังแกข้าอีก ข้าจะป้ายสิ่งสกปรกบนตัวท่านเลย"
วิธีกำราบคนรักความสะอาดก็ควรจัดการเยี่ยงนี้!
แล้วก็เป็ไปตามคาด หรงจ้านอึ้งงันไปชั่วขณะ เฉียวเยว่เชิดหน้าดวงน้อยแล้วเอ่ยถาม "กลัวแล้วใช่หรือไม่?"
สีหน้าของหรงจ้านเผยความละล้าละลังออกมา เฉียวเยว่แลบลิ้นแล้วหัวเราะ ดูท่าเขาจะลังเลอยู่มากจริงๆ จึงกล่าวอย่างอารมณ์ดี "เห็นแก่ที่ท่านช่วยพี่สาวข้า ข้าจะไม่ถือสาเื่เล็กน้อยแล้วกัน พี่จ้านดีกับข้ามาก ให้ความช่วยเหลือยามคับขันเสมอ ข้าหาใช่ไม้ซักผ้า ไหนเลยจะโง่เขลาหาเื่ใส่ตัว"
หรงจ้านเลิกคิ้ว "หืม? ช่วยเหลือ? ข้าช่วยอันใด?"
เขาทำเหมือนไม่รู้อะไรทั้งสิ้น
เฉียวเยว่หัวเราะหึๆ "ข้าไม่เชื่อว่าเหล่าผึ้งน้อยจะโง่เง่าถึงขนาดแยกไม่ออกระหว่างดอกไม้ที่วาดขึ้นกับดอกไม้จริง ท่านคงเล่นลูกไม้บางอย่างกระมัง?"
"คำกล่าวนี้ไม่อาจพูดส่งเดช ข้ามิได้เข้าใกล้พี่สาวของเ้าแม้แต่น้อย ทั้งยังอยู่ห่างจากเวทีประลอง รวมถึงผลงานภาพเขียน ไหนเ้าบอกมาซิ ว่าข้าจะลงมือได้อย่างไร? หรือข้ามีอิทธิฤทธิ์กวักเรียกหมู่ภมรได้ หากเป็เช่นนี้จริง ข้าคงสั่งให้พวกมันไปไล่ต่อยคณะทูตซีเหลียงจนล้มลุกคลุกคลานไปแล้ว" คำพูดทุกคำหนักแน่นเปี่ยมไปด้วยเหตุผล
ดวงตาของหรงจ้านดำขลับและล้ำลึก มองไม่ออกว่าที่กล่าวมาทั้งหมดเป็จริงหรือเท็จ หากเป็ผู้อื่น ก็คงจะเชื่อวาจาของเขาไปแล้ว แต่ยิ่งเป็เช่นนี้ เฉียวเยว่ก็ยิ่งไม่เชื่อ นางรู้จักหรงจ้านดี เขาผู้นี้เป็คนที่... อธิบายได้ยาก
"เอาเป็ว่าข้ารู้แล้วกัน"
เฉียวเยว่มั่นใจและจริงจัง
เห็นนางเป็เช่นนี้ หรงจ้านก็หัวเราะออกมา แล้วลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน ก่อนเข้ามากระซิบข้างหู "พี่สาวเ้ารู้ว่าข้าทำสิ่งใด"
นั่นอย่างไรเล่า
เฉียวเยว่ทำปากยื่น "ข้าโง่เองแหละที่มองไม่ออก"
แม่นางน้อยแลดูหัวเสียอยู่บ้าง แต่หากพินิจให้ดีจะรู้ว่านางหาได้คิดเช่นนั้นจริงๆ เพียงแค่เล่นเอาความสนุกเท่านั้น อย่างไรเสียนางก็เป็สตรีอายุน้อยที่ยังมีความเป็เด็กอยู่มาก
แต่ถึงกระนั้น ไม่รู้เพราะเหตุใดหรงจ้านจึงอยากจะเข้าใกล้ เพื่อสูดกลิ่นหอมอ่อนจางคล้ายมีคล้ายไม่มีจากตัวนาง กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเป็พิเศษ และหาใช่กลิ่นแป้งชาดบนตัวนางด้วย
แต่นึกถึงไท่ไท่สามสกุลซูที่เป็เซียนเครื่องหอม ก็รู้สึกว่าสมด้วยเหตุผล
บางทีนางอาจจะใช้เครื่องหอมบางอย่างมาั้แ่เล็ก จึงมีกลิ่นหอมติดตัวเช่นนี้ก็เป็ได้
เขาลูบปอยผมที่ทิ้งตัวลงมาเบาๆ แล้วเอามาพันรอบปลายนิ้ว เส้นผมของสาวน้อยดำขลับเป็ประกาย แต่หลังจากวุ่นมาทั้งวันก็เริ่มจะมีฝุ่นละอองติดอยู่บ้าง
"ตอนเย็นหลังกลับไปแล้วก็สระให้พิถีพิถันหน่อย วันนี้ในสนามมีลมแรง ผมของเ้าไม่รู้จะสกปรกแค่ไหน" เขาเอ่ยเสียงเบา
เฉียวเยว่ทำปากยื่น "ท่านเองก็เหมือนกัน ยังมาว่าข้า แต่วันนี้เหตุใดท่านถึงแต่งตัวเฉิดฉายราวกับนกยูงเช่นนี้เล่า จอมวายร้ายผู้นั้นจ้องแต่ท่านตลอดเวลา น่ากลัวยิ่ง"
หรงจ้านะเิเสียงหัวเราะออกมา "จอมวายร้าย? เ้าใช้คำบรรยายได้ดียิ่งนัก"
เฉียวเยว่แค่นเสียงหึ "ข้ามองคนไม่ผิดหรอก ภายนอกเขาดูเหมือนเป็คนใจดีมีเมตตา แต่แท้จริงแล้วมีของเน่าเสียอยู่เต็มท้อง ข้าสามารถแยกแยะได้ ไม่มีผิดเด็ดขาด"
"เช่นนั้นเ้าปกป้องพี่จ้านดีหรือไม่?" เขาเอ่ยเสียงเบา
เฉียวเยว่หัวเราะหึๆ หากคนผู้นี้้าความคุ้มครอง ์ก็คงถล่มลงมาแล้ว แต่พอเห็นคนนิสัยน่าชังแสดงความอ่อนแอออกมาบ้างในบางครา นางก็อดภาคภูมิใจไม่ได้ "ไม่มีปัญหา"
หรงจ้านหัวเราะแปลกๆ ออกมา
เฉียวเยว่เห็นเขาเป็เช่นนี้ก็ยิ่งงุนงง ถามอย่างข้องใจ "ท่านหัวเราะอะไร"
หรงจ้านเงยหน้าขึ้นสายตามองไปยังตำแหน่งที่ไม่ไกลนัก "ข้าหัวเราะท่านอ๋องเก้าที่มาทำลับๆ ล่อๆ แอบฟังผู้อื่น"
เฉียวเยว่ใหันขวับไปทันที แล้วก็เป็ดังคาด มู่หรงจิ่วเดินออกมาจากพุ่มไม้ บ้าฉิบ คนเหล่านี้ชอบแอบฟังกันทั้งนั้น เฉียวเยว่รู้สึกอึดอัดใจ ไม่มีที่ไหนจะปลอดภัยจริงๆ พวกเขาช่างไร้มารยาทยิ่งนัก
แอบฟังได้ก็ฟังไป!
อ่อจริงสิ ก่อนหน้านี้เ้าสารเลวคนนี้ยังใช้รูปปากด่านางว่าปัญญาอ่อน นี่จะมาหาเื่ต่อใช่หรือไม่?
นางปัญญาอ่อนเสียที่ไหนกัน
สายตาส่อแววพยาบาทพุ่งเข้าใส่ตัวของมู่หรงจิ่ว นางอยากเปลี่ยนสายตาของตนเองให้เป็เกาทัณฑ์คมกริบ ยิงสวบๆๆ ใส่เขาไปเลย
มู่หรงจิ่วไม่แม้แต่จะมองเฉียวเยว่ มองเพียงหรงจ้าน ใบหน้ากลาดเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน "ตอนนี้จ้านเอ๋อร์เลี้ยงสุนัขด้วยหรือ?"
ไฟโทสะของเฉียวเยว่พุ่งปรี๊ดขึ้นเหนือกระหม่อมในพริบตา นางเป็แม่นางน้อยคนหนึ่ง และนับว่าเป็สตรีที่มีพร้อมทั้งความสามารถและรูปโฉม แต่เ้าสารเลวนี่กลับด่านางเป็สุนัข นางจะทนได้หรือ?
มู่หรงจิ่วกวาดมองนางเรียบๆ ปราดหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเบา "เด็กดี เ้าไปเล่นเองเถอะ อย่ามาเห่าโฮ่งๆ แถวนี้ หรือจะให้ข้าโยนกระดูกไปให้สักชิ้น?"
เฉียวเยว่อยากเข้าไปซัดคนเต็มที
มือของหรงจ้านกดบนบ่าของเฉียวเยว่ น้ำเสียงเยียบเย็นปานน้ำแข็ง "ตนเองเป็เช่นไร ก็เห็นผู้อื่นเป็เช่นนั้น"
นิ้วมือของเขาเลื่อนไปบนใบหน้าของเฉียวเยว่ แล้วตบเบาๆ "เ้ากลับจวนไปพักผ่อนเถอะ เื่ทางนี้ไม่ต้องให้เ้ามาเป็ธุระ คนบางคนตนเองเป็สุนัข ก็มักอดใจไม่ได้ที่จะมองว่าทุกคนเป็เหมือนตนเอง"
เมื่อเห็นทั้งสองแทบจะฉีกหน้ากันอยู่รอมร่อ เฉียวเยว่ตรองดูแล้วก็เอ่ยเสียงเบา "แต่เมื่อครู่ข้าเพิ่งบอกว่าจะปกป้องท่าน"
มู่หรงจิ่วหัวเราะหึๆ เต็มไปด้วยอารมณ์เหยียดหยัน
"ไม่เป็ไร ที่นี่คือต้าฉี เขาจะทำอะไรได้" หรงจ้านเอ่ยอย่างช้าๆ
เฉียวเยว่ยิ่งรู้สึกใจไม่ดี แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด พอนางมองมู่หรงจิ่วในหัวก็มีเสียงเตือนพร้อมกับไฟสีแดง น่ากลัวมาก!
"เด็กดี!”
