บทที่ 3: ช่างซ่อม... (หัว) ใจ
การเข้าเวรติดต่อกัน 24 ชั่วโมง คือนรกบนดินที่คนทั่วไปจินตนาการไม่ออก
ผมเดินลากขาออกจากตึกผู้ป่วยนอกราวกับซอมบี้ที่หิวสมอง สภาพตอนนี้บอกเลยว่าดูไม่ได้ ผมยุ่งเหยิง ขอบตาดำเป็หมีแพนด้า และเสื้อกาวน์ที่เคยขาวสะอาดก็มีรอยยับย่นจากการงีบหลับบนเก้าอี้แข็งๆ ได้แค่สองชั่วโมง
สิ่งที่ผม้าที่สุดตอนนี้คือเตียงนุ่มๆ แอร์เย็นฉ่ำ และการนอนตายสักสิบชั่วโมงโดยไม่มีใครโทรตาม
ผมเดินโซซัดโซเซมาถึงลานจอดรถพนักงานด้านหลังโรงพยาบาล กดรีโมตปลดล็อกรถเก๋งญี่ปุ่นรุ่นคุณปู่ที่อายุน่าจะมากกว่าผมเสียอีก มันเป็มรดกตกทอดจากพ่อที่ผมยังไม่มีปัญญาเปลี่ยนใหม่ เพราะเงินเดือนหมอรัฐบาลก็รู้ๆ กันอยู่ว่า 'เยอะ' แค่ไหน (ประชดนะครับ)
ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะคนขับ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะบิดกุญแจ
แชะ... แชะ... แชะ... เงียบ
"เฮ้ย..." ผมอุทานเบาๆ ลองบิดกุญแจอีกครั้งด้วยความหวังอันริบหรี่
แชะ... แชะ... ติ๊ด
ไฟหน้าปัดวูบดับลง พร้อมกับความเงียบสงัดที่เข้าปกคลุมห้องโดยสาร
"เยี่ยม... ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง" ผมทุบพวงมาลัยไปหนึ่งทีด้วยความหงุดหงิด แบตเตอรี่หมด? ไดสตาร์ทพัง? หรือเครื่องยนต์หัวใจวายเฉียบพลัน?
ความรู้เครื่องยนต์ของผมมีค่าเท่ากับศูนย์ ถ้าเป็เื่ร่างกายมนุษย์ผมวินิจฉัยได้ทะลุปรุโปร่ง แต่กับไอ้กล่องเหล็กสี่ล้อนี่ ผมจนปัญญาจริงๆ
ผมล้วงมือถือออกมาเตรียมโทรหาประกันรถยนต์ แต่แล้วเสียงเคาะกระจก ก๊อกๆ ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
ผมสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองด้วยความใ... และภาพที่เห็นก็ทำให้ผมต้องถอนหายใจออกมาหนักกว่าเดิม
ใบหน้าหล่อเหลา (แบบเถื่อนๆ) ที่คุ้นเคยกำลังแนบชิดกระจกรถ รอยยิ้มกวนประสาทโชว์ฟันขาวตัดกับความมืดรอบข้าง
พยัคฆ์... อีกแล้วเหรอวะ!
ผมลดกระจกลงเพียงครึ่งเดียว "คุณยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ? นี่มันจะสี่ทุ่มแล้วนะ"
"ก็มารอรับยาใจ..." เขาหยอดมุกเสี่ยวทันทีที่กระจกเปิด "ล้อเล่น... กูมารอเพื่อนที่ตึกศัลย์ฯ เห็นรถมึงจอดตายสนิทอยู่นานแล้ว สตาร์ทไม่ติดเหรอหมอ?"
"แบตน่าจะหมด หรือไม่ก็ไดชาร์จพัง" ผมตอบเสียงเนือยๆ หมดแรงจะต่อล้อต่อเถียง
"เปิดฝากระโปรงดิ๊ เดี๋ยวดูให้"
"คุณซ่อมเป็?"
เขาเลิกคิ้วสูง ทำหน้าเหมือนโดนหยามศักดิ์ศรี "ดูถูก... กูจบวิศวะเครื่องกลนะครับคุณหมอ แถมเปิดอู่ซ่อมรถซูเปอร์คาร์ เื่แค่นี้ขี้ปะติ๋ว เปิดเร็วๆ ยุงกัดกูเนี่ย"
ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมดึงคันโยกเปิดฝากระโปรงรถ อย่างน้อยให้ช่าง (ที่ดูเหมือนโจร) ดูให้ ก็ดีกว่ารอช่างประกันอีกเป็ชั่วโมง
พยัคฆ์เดินอ้อมไปหน้ารถ ยกฝากระโปรงขึ้นค้ำไว้ เขาหยิบไฟฉายกระบอกเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ ส่องดูโน่นดูนี่ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง แตกต่างจากคนบ้ากามที่ตามตื๊อผมเมื่อตอนกลางวันลิบลับ
ผมก้าวลงจากรถไปยืนดูเขาใกล้ๆ แสงไฟนีออนจากลานจอดรถส่องกระทบใบหน้าจริงจังของพยัคฆ์ เหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะตามไรผม เขาถลกแขนเสื้อยืดสีดำขึ้นเผยให้เห็นกล้ามแขนที่เป็มัดๆ ขยับตัวไปมาอย่างคล่องแคล่ว
ยอมรับตามตรงในฐานะคนที่เรียน Anatomy มา... กล้ามเนื้อ Biceps และ Triceps ของหมอนี่สวยสมบูรณ์แบบมาก ไม่มีไขมันส่วนเกินเลยสักนิด
"ไดสตาร์ทไม่เสีย..." เขาพึมพำกับตัวเอง มือไม้ดำเปื้อนคราบน้ำมันโดยไม่รังเกียจ "ขั้วแบตมึงหลวม แถมขี้เกลือเกาะเต็มเลย ไฟมันเลยเดินไม่สะดวก"
"แล้วต้องทำไง? ต้องเปลี่ยนแบตไหม?"
"ไม่ต้อง... มีประแจเบอร์ 10 ติดรถป่ะ?"
"ไม่มี... มีแต่หูฟังแพทย์กับเครื่องวัดความดัน"
พยัคฆ์ถอนหายใจพรืด เงยหน้าขึ้นมองผม "รถเก่าขนาดนี้ไม่มีเครื่องมือติดรถ เจริญพรนะหมอ... รอแป๊บ"
เขาเดินกลับไปที่รถกระบะของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกล หยิบกล่องเครื่องมือเหล็กใบใหญ่ออกมา เสียงโลหะกระทบกันดัง เคร้ง ฟังดูเป็มืออาชีพสุดๆ
เขาใช้ประแจขันขั้วแบตเตอรี่ออกอย่างรวดเร็ว หยิบกระดาษทรายในกล่องมาขัดขั้วตะกั่วจนวาววับ แล้วขันกลับเข้าไปใหม่แน่นปึ้ก
"ลองสตาร์ทดู" เขาพยักหน้าสั่ง
ผมรีบกลับเข้ารถ บิดกุญแจอีกครั้ง
ชึ่ง! บรื๊นนน!
เครื่องยนต์ติดชัวร์ในครั้งเดียว เสียงเครื่องเดินเรียบกว่าเดิมเสียอีก
"โห..." ผมหลุดอุทานออกมาด้วยความทึ่ง ไม่คิดว่าแค่ขัดๆ ขันๆ แป๊บเดียวจะหาย
พยัคฆ์ปิดฝากระโปรงรถดัง ปัง แล้วเดินมาเท้าแขนกับขอบประตูรถผม ยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
"ไงล่ะ... ฝีมือเฮียพยัคฆ์ บอกแล้วว่าเื่เครื่องยนต์ไว้ใจกูได้"
ผมมองหน้าเขาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปนิดหน่อย... นิดเดียวจริงๆ นะ อย่างน้อยเขาก็มีประโยชน์มากกว่าแค่มาป่วน
"ขอบคุณครับ..." ผมยกมือไหว้แบบขอไปที "ค่าซ่อมเท่าไหร่?"
"ไม่คิดตังค์..." เขาตอบทันที สายตาเ้าเล่ห์เริ่มกลับมาทำงาน "แต่คิดเป็อย่างอื่นแทน"
"ผมบอกแล้วว่าผมไม่รับสินบน และไม่ขายศักดิ์ศรี" ผมสวนกลับ เตรียมจะเข้าเกียร์ถอยหนี
"โว๊ะ! คิดไปไกลนะหมอ กูแค่จะขอ... Line ID มึงเนี่ย" เขายื่นมือถือเครื่องหรูมาตรงหน้า "เผื่อรถพังกลางทางอีกจะได้โทรตามกูไง กูบริการฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงยิ่งกว่าเซเว่นนะเว้ย"
ผมนิ่งคิด ชั่งน้ำหนักในใจ... รถผมมันเก่าจริง ถ้าไปตายกลางทางตอนดึกๆ มีเบอร์ช่างไว้ก็อุ่นใจกว่า แต่เบอร์ช่างคนนี้มัน... เสี่ยงต่อหัวใจไปหน่อย
"แค่เื่งานนะ?" ผมถามย้ำ
"เออ... เื่งาน" เขาพยักหน้าหงึกหงัก แต่ตาวาววับเหมือนหมาป่าเห็นลูกแกะ "งานซ่อมรถ งานซ่อมท่อประปา งานเปลี่ยนหลอดไฟ... หรือถ้าเหงาๆ จะให้ไปซ่อมใจก็ได้ กูทำเป็หมด"
ผมถอนหายใจแรงๆ แย่งมือถือเขามากด ID Line ของตัวเองลงไปอย่างรวดเร็ว
"เอ้า! เอาไป... แล้วถ้าทักมาเื่ไร้สาระ ผมบล็อกทันทีนะบอกก่อน"
พยัคฆ์รับมือถือคืนไปกดแอดเพื่อนทันที ใบหน้าคมคายฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี
"ขอบใจครับคุณหมอพริกแกง... กลับบ้านดีๆ นะ ขับรถระวังๆ อย่าซิ่งเหมือนปากล่ะ"
ผมเบะปากใส่เขาหนึ่งที ก่อนจะเลื่อนกระจกขึ้นและขับรถออกมา
ทันทีที่รถเคลื่อนตัวพ้นลานจอด เสียงเตือน Line ในมือถือผมก็ดังขึ้น
ติ๊ง!
ผมเหลือบตามองหน้าจอที่วางอยู่บนเบาะข้างๆ ข้อความจากผู้ใช้ชื่อว่า "Tiger_King" (ชื่อเห่ยชะมัด) เด้งขึ้นมา
Tiger_King: ถึงบ้านแล้วบอกด้วย เป็ห่วง (สติ๊กเกอร์รูปเสือกอดหัวใจ) Tiger_King: ปล. มือนิ่มจังนะหมอ... ขนาดจับแป๊บเดียวยังหอมติดมือเลย
ผมหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที ทั้งที่แอร์ในรถเย็นเฉียบ
"ไอ้บ้า! มือเปื้อนน้ำมันเครื่องขนาดนั้นจะมาหอมอะไรวะ!"
ผมด่าพึมพำคนเดียวในรถ แต่แปลกที่มุมปากเ้ากรรมดันกระตุกยิ้มขึ้นมานิดๆ ...
ดูท่าทาง 'ไวรัสพยัคฆ์' จะเริ่มออกฤทธิ์แทรกซึมเข้าสู่กระแสเืผมซะแล้วสิ
