:: สตรีเช่นข้ามิใช่คนอ่อนแอ ::
"อืม...หอมจัง"
หลันจินเยว่ที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังเพราะเผลอหลับไปทำจมูกสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเปลวไฟที่กำลังแผดเผาิัของอาหารกันตายพวกเขาทั้งสอง
"เ้ามันจะกละเสียจริง"
ตงเปียนอ๋องเฟยหลงส่ายหน้าอย่างระอากับคนที่แม้ว่าเขาจะเสียงดัง ปลุกด้วยการกระแอมไอ สะกิดไหล่นางก็ยังมิรู้สึกตัว ทว่าพอย่างเ้านกตัวนี้เท่านั้นแลกลับรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาได้
"นั่นอะไรหรือเ้าคะ"
ตื่นมาเงียบ ๆ คงไม่ใช่หลันจินเยว่
ร่างแน่งน้อยเขยิบเข้ามาใกล้กับกองไฟที่มีไม้ย่างนกส่งกลิ่นหอมตลบไปทั่วถ้ำ
"ของกันตาย"
คนได้ฟังคำตอบทำหน้าล้อเลียนกลับแบบลับ ๆ ก่อนจะสะบัดหัวเบา ๆ เพื่อไล่ความอคติต่อตัวท่านอ๋องออกไปแล้วเขยิบเข้าใกล้อาหารตรงหน้ามากกว่าเก่า
"โอ๊ย!"
ก็กลิ่นมันหอมยั่วยวนจนเผลอเอื้อมมือไปหมายจะจิ้มแค่ส่วนหนังมาชิมดูกลับถูกเ้าของอาหารชิ้นนี้ตีเข้าเสียได้
"ทำตัวเหมือนอดอยากมาแรมปี"
คำก็บ่นสองคำก็เหน็บแนม พูดคุยกันดี ๆ ไม่ได้เลยหรือไร
"นี่มันก็หลายชั่วยามแล้วที่พวกเราติดอยู่ในถ้ำ ข้าเป็เพียงสตรีตัวเล็ก ๆ จะให้อดทนกับกลิ่นหอม ๆ ของอาหารตรงหน้าได้อย่างไรเ้าคะ"
ตงเปียนอ๋องเฟยหลงแสร้งทำเป็หูทวนลม ไม่สนใจเสียงบ่นพึมพำข้าง ๆ หมุนไม้ย่างนกสองสามรอบจึงยื่นให้คนขี้บ่นเพื่อคลายความรำคาญ
"อืม หอมที่สุด"
เคยเห็นแต่ในซีรีส์เขาย่างปลากินกัน มาวันนี้ได้มาลองลิ้มรสการทำอาหารแบบยุคโบราณดูบ้างจะอร่อยตื่นตาขนาดไหนกันนะ
ว่าแล้วมือเรียวจึงค่อย ๆ ฉีกส่วนเนื้อออกมาแล้วเอาเข้าปาก
"อื้ม... อร่อย"
แม้จะไม่ได้โรยเครื่องเทศอะไรลงไป แต่อาหารตรงหน้านี้กลับให้รสชาติหวานกลมกล่อมยิ่งกว่าถูกปรุงรสเสียอีก
"มูมมาม!"
หลันจินเยว่ใช้หางตาตวัดมองตงเปียนอ๋องที่จิกกัดนางอีกแล้ว
"หม่อมฉันป้อนไหมเพคะ"
ไม่ว่าเปล่ามือฉีกชิ้นส่วนที่เป็ส่วนน่องยื่นให้จนเกือบทิ่มปากอีกคน
"ข้ามีมือ"
ตงเปียนอ๋องเฟยหลงรีบหลบไปอีกทาง มือหนึ่งเอื้อมหยิบไม้อาหารที่เหลือติดมาด้วยแล้วปลีกตัวออกไปนั่งบนหินก้อนใหญ่เพื่อหลบให้ห่างจากสตรีที่ไม่เคยทำอะไรถูกใจตน
"หล่อ เก่ง ทำอาหารเป็ นี่มันพ่อของลูกในอนาคตชัด ๆ"
หลันจินเยว่เอ่ยชมคนที่ไม่รู้ตัวว่านางแอบปลื้มเบา ๆ
ถ้าหากนี่เป็ยุคปัจจุบันของนาง ป่านนี้คงเป็ฝ่ายขอจีบตงเปียนอ๋องไปแล้ว
หลังจากมีอาหารตกถึงท้องแล้วทั้งคู่ก็พากันนั่งมองสายฝนกันคนละมุมถ้ำ
"ปกติที่นี่ฝนตกนานขนาดนี้เลยเหรอ"
ไม่อยากให้บรรยากาศเงียบมีเพียงเสียงอื้ออึงสะท้อนเข้ามาของสายฝน คนที่มาจากยุคสมัยอื่นจึงถามเพื่อเสริมความรู้
"สติเลอะเลือนจนทำเหมือนไม่ใช่คนที่นี่"
ถ้าบอกว่า 'ถูกต้อง' นางไม่ใช่คนยุคนี้ท่านอ๋องคงคิดว่านางเป็บ้า
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาใกล้ถ้ำแห่งนี้มาก รับรู้ถึงแรงะเืจนอีกคนใกลัวรีบเข้าไปหาที่พักพิงอย่างร่างกำยำของตงเปียนอ๋อง
"อยู่ห่าง ๆ ข้า"
มือแกร่งสะบัดสองมือนุ่มนิ่มที่เกาะแขนตนเพื่อหาที่ปลอบขวัญออกอย่างไม่ใยดี
"หม่อมฉันกลัว"
น้ำเสียงสั่นเครือ ตัวเล็กลีบแทบจะสิงร่างของอีกคนราวไม่ใช่เสแสร้ง
"เพราะแบบนี้สตรีถึงได้ดูน่าเบื่อหน่าย"
"แบบนี้คือแบบไหนเพคะ"
เสียงเล็กกระแทกอย่างไม่เข้าใจปนกรุ่นเคือง
"อ่อนแอเช่นเ้า"
เพียงแค่ถูกสบประมาท คนที่มีความถือตนเป็ทุนเดิมอยู่แล้วเกิดอาการไม่พอใจ เสียงหายใจฟึดฟัดบ่งบอกอารมณ์ของนางได้เป็อย่างดี
"ไม่พอใจที่ข้าพูดความจริง"
"หม่อมฉันไม่ได้อ่อนแอ เมื่อกี้แค่ใ"
"แก้ตัว"
หึย! ทำไมบุรุษผู้นี้น่าโมโหยิ่งนัก
"หม่อมฉันพิสูจน์ได้"
"เ้าจะพิสูจน์อะไรอีก"
หลันจินเยว่อยากตีปากที่ไวของตนนัก เพียงแค่อยากเถียงเอาชนะอีกคนถึงกลับเผลอท้าทายออกไปได้
"ตอนนี้ยังคิดไม่ออกเพคะ"
ตอบแบบกำปั้นทุบดินไปก่อนแล้วกัน
"ยอมรับออกมาไม่ใช่เื่น่าอาย"
"หม่อมฉันจะไปนอนตรงนู้นคนเดียว แค่นี้พิสูจน์ได้หรือไม่เพคะ"
นิ้วเรียวชี้ไปยังแท่นหินที่อยู่ห่างจากตรงนี้ไปสามจั้ง (เกือบสิบเมตร)
"อย่าให้เสียคำพูดละ"
อีกคนรับคำท้า ปล่อยให้หลันจินเยว่ที่ยังเจ็บข้อเท้าอยู่เดินกะเผลก ๆ ไปยังแท่นหินที่ว่า
เสียงฟ้าคำรามยังคงดังต่อเนื่องเหมือนเป็บททดสอบคำท้าทายของทั้งสองคน
"อือ หนาว หนาวจัง"
กายบางกอดก่ายร่างกายตนเองเพื่อหาความอบอุ่น
หลังจากที่ท้าทายตงเปียนอ๋องเสร็จหลันจินเยว่ก็ปลีกตัวมานั่งกอดเข่าที่แท่นหินนี้อยู่พักใหญ่ ๆ
ด้วยความที่ด้านนอกฝนยังคงตกหนัก แถมลมพายุยังแรงจนพัดเอาละอองฝนเข้ามาในถ้ำ ตัวนางนั่งห่างจากกองไฟเกือบสิบเมตร ทำให้ความอบอุ่นของเชื้อเพลิงมาแทบจะไม่ถึง
เวลานานเข้าทำให้ร่างกายที่เคยเปียกฝนก่อนหน้าเริ่มจับไข้ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
"หนะ..หนาว"
เสียงครางแ่เบาดังแว่วเข้าหูคนที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น
ตงเปียนอ๋องเฟยหลงลืมตาตื่น มองหาต้นตอของเสียงพลางสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิดใจ ร่างกำยำลุกขึ้นเดินเข้ามาดูต้นตอของเสียงพึมพำน่ารำคาญหูหวังจำให้นางหุบปาก
"นางตัวร้อน"
หวังแค่จะสะกิดปลุก ทว่าเพียงแค่ยื่นมือเข้าใกล้ร่างอรชรนั้นก็รับรู้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวของหลันจินเยว่
ตงเปียนอ๋องไม่รอช้า รีบถอดเสื้อตัวนอกออกเพื่อคลุมร่างกายเพิ่มความอบอุ่น
ทุกอย่างเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณความเป็บุรุษในสายเื
"เสื้อตัวนี้ทอขึ้นจากไหมชั้นดี เก็บความอบอุ่นได้หลายเท่า หวังว่าจะช่วยเ้าคลายหนาวได้"
ปากอธิบายถึงคุณสมบัติเสื้อที่ถักทอขึ้นด้วยวัตถุดิบเนื้อดี นั่งมองสีหน้าบิดเบี้ยวคิ้วขมวดยุ่งทั้งสองข้างแล้วรู้สึกขัดใจนัก
"ทำไมข้าต้องคอยรับดูแลเ้าทุกครั้งไป"
ั้แ่เจอสตรีผู้นี้ไม่กี่วัน ตงเปียนอ๋องรับรู้ถึงความวุ่นวายในชีวิตมากกว่าความสงบสุข ปกติเป็คนไม่สนใจโลก ไม่สนใจใครถ้าไม่ใช่ผู้ใต้บังคับหรือคนในครอบครัว แต่นี่กะไร ทำไมถึงต้องมาคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวหาอาหารให้คนนอกแถมยังขึ้นชื่อว่าลูกกบฎอีก
"เฟิงเยว่ซิน เยว่ซิน" เสียงพึมพำดังแ่เหมือนกำลังอยู่ในห้วงความฝัน
ตงเปียนอ๋องเช็ดตัวก็แล้ว เอากองไฟมาสุมให้ใกล้ก็แล้ว ทำไมแลดูอาการนางไม่ดีขึ้นเลย
"ระ ร้อน ร้อนไปหมด"
จากที่เคยบ่นว่าหนาว บัดนี้มือเรียวปัดป่ายเสื้อที่คลุมอยู่ทิ้งอย่างไม่ใยดี ทำเอาคนที่ได้แต่มองน้ำใจตนหล่นตุบสู่พื้นถึงกับคิ้วขมวดควันแทบออกหู
"กล้าทิ้งเสื้อองค์ชายอย่างข้า เ้าคงอยากกลายเป็ผีเฝ้าถ้ำไปแล้ว"
น้ำเสียงเรียบเย็นแฝงไปด้วยความอาฆาตดังขึ้น มือหนาเอื้อมลงไปหยิบเสื้อที่ถูกโยนทิ้งอย่างไม่ใยดีขึ้นมา เขาสะบัดเล็กน้อยเพื่อพับเก็บทว่า...
"หนะ หนาว ..หนาวอีกแล้ว"
เสื้อที่เพิ่งถูกทิ้งโดนคนหลายใจคว้ากลับไปกอดหาไออุ่นอีกครั้ง
ตงเปียนอ๋องเฟยหลงมองอาการคนที่นอนประเดี๋ยวบ่นร้อนประเดี๋ยวบ่นหนาวพลางขบคิดถึงความผิดปกติที่ควรจะเป็
"นั่นอะไร"
สายตาเฉียบคมมองเห็นร่องรอยบางอย่างอยู่ตรงข้อมือซ้ายของหลันจืนเยว่จึงรีบจับมือข้างนั้นนางขึ้นมาดู
"มีพิษ"
เห็นเพียงแค่แผลเหมือนเป็รอยจ้ำดำก็รู้ว่ามีพิษ แต่จะเป็สัตว์พิษตัวไหนเขาไม่ใช่หมอคงบอกชัดเจนไม่ได้
แต่เหมือนฟ้าจะเบิกทาง สายตาเฉียบคมและหางตาที่ไวต่อการเคลื่อนไหวมองเห็นบางสิ่งบางอย่างไต่ออกมาจากชายแขนเสื้ออีกข้างของหลันจินเยว่
"แมงป่องหางแดง"
++++++++
มาแล้วจ้า มาแง้มประตู์รอนักอ่านเข้าจวนท่านอ๋อง บทหน้าจะมีตัว R+ ติดหรือไม่ คอมเมนต์มาเลยยยย
