ขณะที่กลิ่นอายมรณะยังไม่ครอบคลุมไปทุกโสตประสาท ร่างที่ลอยออกไปก็ถูกกระหวัดเข้าหาอ้อมอกของคนผู้หนึ่ง หลังจากนั้นสายตาของโม่เสวี่ยถงก็ปรากฏภาพใบหน้าหล่อเหลาซึ่งเคยมีรอยยิ้มหยิ่งผยองประดับอยู่เสมอ บัดนี้ใบหน้าคมสันประหนึ่งถูกฉาบด้วยน้ำแข็งพันปี ทะมึนลึกน่าหวาดกลัวยิ่ง แววตากร้าวกร้านเย็นเฉียบชวนให้คนรู้สึกหนาวสะท้าน
หรือว่านี่คืออสูร? ได้ยินนิทานเล่าขานกันมาว่าอสูรมีรูปลักษณ์งามสง่า แต่กระหายโลหิตยิ่งกว่าสิ่งใด สามารถสังหารล้างเมืองได้ในชั่วพริบตา
ด้วยอำนาจคุกคามที่ตลบอบอวล สายตานางจึงเสมือนหนึ่งเห็นอสูรร้ายที่พร้อมสูบเืกินเนื้อผู้คน
แต่โม่เสวี่ยถงหาได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับรู้สึกสบายใจอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ริมฝีปากทอยิ้มบางเบา มือที่กำแน่นค่อยๆ คลายออก ขณะคิดจะเอ่ยปากกลับพบว่าตนเองไร้เรี่ยวแรงขยับกาย
จิตใจที่ขึงเครียดบัดนี้มาถึงขีดสุดแห่งความเหนื่อยล้า เมื่อเห็นเฟิงเจวี๋ยหร่านมาปรากฏ ก็รู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด หูได้ยินเสียงเขาพูดอะไรบางอย่าง สายตาเห็นริมฝีปากงดงามขยับสั่งการ แต่กลับไม่มีถ้อยคำไหนล่วงเข้ามาในโสตประสาท
นางคิดจะเอื้อมมือไปััดวงตาคู่งามที่มีกลิ่นอายแห่งความเกลียดชังแผ่กำจายคู่นั้น แต่ไร้แม้แต่เรี่ยวแรงจะยกมือขึ้น ศีรษะรู้สึกหนักอึ้งก่อนอ่อนพับลงไป
เฟิงเจวี๋ยหร่านเห็นร่างของนางอ่อนยวบ หัวคิ้วพลันขมวดแน่นความโกรธเกรี้ยวแผ่กำจาย มองไปยังบุรุษสองคนที่ก้าวออกจากที่ซ่อนหลังต้นไม้ ก่อนหันไปขยิบตากับองครักษ์สองคนที่ติดตามมา ซือหม่าหลิงอวิ๋นเพิ่งคลานออกมาจากตัวรถ ทั่วร่างเต็มไปด้วยโลหิต โดยเฉพาะใบหน้าที่เือาบจนแทบมองไม่เห็นว่าเป็ผู้ใด ทำให้บุรุษที่ออกมาจากหลังต้นไม้สองคนนั้นใจนตาค้าง
พวกเขาสองคนมาเพื่อแสดงละครฉากนี้ร่วมกับซือหม่าหลิงอวิ๋น เดิมทีต้องรอให้อีกฝ่ายออกมาจากรถก่อน แล้วพวกตนค่อยเข้าไปสวมรอยเป็โจร แล้วซือหม่าหลิงอวิ๋นก็จะปรากฏตัวในฐานะผู้กล้าที่เข้ามาช่วยเหลือหญิงงาม หลังจากนั้นพวกเขาคิดจะพูดสิ่งใดก็พูด โม่เสวี่ยถงเป็เพียงคุณหนูในห้องหอเมื่อถูกคนทำลายชื่อเสียงไปแล้ว คิดจะแก้ตัวอย่างไรย่อมฟังไม่ขึ้น
แต่สถานการณ์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเป็สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลได้ยินเสียงผิดปรกติกำลังวิ่งมาทางนี้ ซือหม่าหลิงอวิ๋นนอนคว่ำร้องครวญครางอยู่ที่พื้น สตรีที่กระเด็นออกมาจากตัวรถถูกบุรุษรูปงามราวกับปีศาจอุ้มไว้ในอก สายตาทรงอำนาจประหนึ่งจะกินเืกินเนื้อจ้องเขม็งมาที่พวกเขา รู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ผู้อื่นเป็เพียงนักเลงหัวไม้ข้างถนน แม้จะเป็เพียงคนธรรมดา แต่ก็อ่านสายตานั่นออก
แค่มองก็รู้ว่าบุรุษผู้นี้ไม่อาจล่วงเกินได้ ซือหม่าหลิงอวิ๋นผู้เป็นายจ้างจะเป็หรือตายก็ยังไม่รู้แน่ ทั้งสองมองซ้ายขวาแล้วจ้องหน้ากัน พลันสับเท้าหนีสุดชีวิต แต่ก็สายไปเสียแล้ว คมกระบี่เย็นทะยานออกจากฝักราวกับพายุ เสียบทะลุกลางอกชายคนหนึ่ง ส่วนอีกคนศีรษะถูกตัดขาดกระเด็น ลอยไปตกที่เท้าของโม่เสวี่ยิ่ซึ่งกำลังเดินออกมาที่มุมถนนด้วยสีหน้าลำพองใจ
เมื่อเห็นศีรษะของคนผู้หนึ่งในสภาพตาเหลือกถลนออกมานอกเบ้าน่าขนพองสยองเกล้า โม่เสวี่ยิ่ก็ใสุดขีดกรีดร้องดังลั่น ร่างอ่อนพับสลบไปพร้อมกับโม่ซิ่ว
“จัดการเก็บกวาดที่นี่ให้เรียบร้อย” เฟิงเจวี๋ยหร่านห่อร่างโม่เสวี่ยถงด้วยเสื้อคลุมกันหิมะตัวใหญ่ สายตาดุดันร้ายกาจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน รังสีสังหารเข้มข้นแผ่กำจายจากก้นบึ้ง ผู้ใดหาญกล้าไปแตะเกล็ดย้อนใต้คอั ย่อมต้องตายสถานเดียว
แม้ไม่ต้องสั่งการอันใด องค์รักษ์ประจำตัวทั้งสองก็เข้าใจความหมายที่ส่งออกมาจากสายตาเย็นเยียบ จึงค้อมกายน้อมรับคำสั่ง
เมื่อเห็นผู้เป็นายอุ้มหญิงสาวจากไปแล้ว ทั้งสองก็ไม่รอช้า คนหนึ่งเข้าไปถอดเสื้อผ้าของซือหม่าหลิงอวิ๋น อีกคนก็ไปลากโม่เสวี่ยิ่เข้ามาอย่างไม่ไว้ไมตรี หลังจากนั้นก็คลายเสื้อผ้าของนางให้หลวม เพื่อให้ดูสมจริงจึงแหวกเสื้อผ้าให้เปิดออกไปครึ่งหนึ่ง
หลังจากนั้นก็เตะเศษกระเบื้องที่โม่เสวี่ยถงทำตกไปไว้ข้างมือของโม่เสวี่ยิ่ คมกระเบื้องอาบโลหิตบาดเข้าปลายนิ้วของหญิงสาว แม้จะสลบหมดสติ มือของนางก็ยังหดหนีด้วยจิตใต้สำนึก
องค์รักษ์อีกคนหนึ่ง หลังจากถอดเสื้อของซือหม่าหลิงอวิ๋นออกแล้ว ก็ใช้เท้าเตะให้มานอนอยู่ข้างโม่เสวี่ยิ่ เดิมทีซือหม่าหลิงอวิ๋นเต็มไปด้วยาแทั้งที่ใบหน้าและอก แต่เป็เพราะรู้อยู่แก่ใจจึงอดกลั้นเงียบไว้ เมื่อถูกเตะจนตัวลอยราวกับสิ่งของที่ถูกทิ้งก็ร้องลั่นด้วยความเ็ป ก่อนตกลงมาทับร่างโม่เสวี่ยิ่ เจ็บจุกจนหน้ามืด เกือบหมดสติ
ยามนี้ เสียงคนที่อยู่ห่างออกไปใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงร้องโหวกเหวกที่ดังทอดมา ทำให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นที่ยังพอมีสติอยู่บ้าง พยายามขยับตัวออกจากร่างของโม่เสวี่ยิ่ แต่การถูกเตะตีอย่างต่อเนื่องทำให้เขาสิ้นเรี่ยวแรง ล้มทับลงไปบนร่างนุ่มอีกครั้ง เนื่องจากเสียเืมากและความเ็ปจากาแ ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าสายตาเริ่มเลือนราง
...
โม่เสวี่ยถงฟื้นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เห็นม่านเตียงปักลายเมฆาสีม่วงอ่อน กลิ่นหอมเย็นของกำยานสงบจิตฟอนฟุ้งมาจากหัวเตียง จึงรู้ว่าบัดนี้นางกลับมาถึงห้องของตนเองแล้ว
ทันใดนั้นก็รู้สึกวิงเวียนและปวดศีรษะเล็กน้อย คิดจะยกมือขึ้นนวดขมับ พลันรู้สึกเจ็บแปลบ ร้องโอยออกมาคำหนึ่ง
“รู้จักเจ็บเป็เหมือนกันหรือ ข้านึกว่าเ้าเป็มนุษย์ท่อนไม้ที่ไม่รู้สึกรู้สมอันใดเลยเสียอีก ยามนี้ไฉนจึงสิ้นฤทธิ์เสียแล้วเล่า แม้แต่มือก็ยกไม่ขึ้นเลยหรือ” น้ำเสียงกระทบกระเทียบฉายแววเยาะหยันดังขึ้นในความมืด ด้วยแสงสว่างที่ตกกระทบหิมะขาวโพลนนอกหน้าต่าง และถ้อยคำที่ดังขึ้น โม่เสวี่ยถงจึงรู้ว่าในห้องยังมีผู้อื่นอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง
เมื่อได้ยินเสียงของโม่เสวี่ยถง คนผู้นั้นก็ลุกขึ้น ร่างสูงสวมอาภรณ์ไหมสีม่วงปักดิ้นทองเลื่อมพรายก้าวเข้ามา ใช้สายตาสูงส่งทอดมองไปยังโม่เสวี่ยถง ใบหน้าหล่อเหลาดำทะมึน ดวงตาสีนิลประหนึ่งน้ำในบ่อลึกที่หยั่งไม่ถึงก้นบึ้ง เนตรหงส์หรี่เล็กฉายแววเย็นะเื เลิกคิ้วขึ้นอย่างเ็าปราศจากกลิ่นอายเอ้อระเหยเหมือนเช่นเคย ยามนี้ดูดุดันเยี่ยงพญามัจจุราชจากขุมนรก รังสีสังหารแผ่กำจายไปทั่วร่าง
ยิ่งเดินเข้ามาใกล้สายตาที่มองโม่เสวี่ยถงก็ยิ่งเ็า แม้จะเป็เฟิงเจวี๋ยหร่าน แต่กลับไม่เหมือนเขาคนเดิม เห็นได้ชัดว่าบุรุษที่อยู่ต่อหน้านางยามนี้อัดแน่นไปด้วยโทสะ
โม่เสวี่ยถงขบริมฝีปากล่าง ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงรู้สึกว่าตนเองไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายได้เต็มปากเต็มคำ นางยกมือขึ้นเล็กน้อย เห็นมือทั้งสองข้างถูกพันด้วยผ้าอย่างแ่า แม้แต่จะขยับนิ้วมือยังลำบาก
“เอ่อ... ท่านมาได้อย่างไร หากมิได้เข้าใจผิด ที่นี่คือห้องของข้ากระมัง” นางหัวเราะเจื่อนๆ ริมฝีปากชมพูโค้งลงอย่างรู้สึกผิด ดวงตากลมโตคล้ายมีน้ำตาคลอ ใบหน้าขาวซีดเหมือนคนป่วย ทำให้คนรู้สึกสงสาร
แต่เฟิงเจวี๋ยหร่านก็มิได้นำพา ยังคงถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “โม่เยี่ยก็ให้เ้าไปแล้ว โม่เฟิงเองก็ติดตามอยู่ พอโม่อวี้กล่าวมาเยี่ยงนั้น โม่เยี่ยจะไม่รู้ได้อย่างไร ขนาดนี้แล้วยังไม่วางใจ จะต้องลงมือเองให้ได้ ไฉนจึงไม่เชื่อใจข้าบ้าง”
แม้ว่าโม่เสวี่ยถงจะแสร้งทำเป็ไม่แยแส แต่ย่อมทราบว่าหัวใจตนเองสั่นสะท้าน ยังไม่ทันเอ่ยปากขอบตาก็แดงเรื่อ สถานการณ์ตอนนั้น แม้เชื่อว่าโม่เยี่ยและโม่เฟิงสามารถช่วยตนเองในที่ลับได้แน่นอน แต่นางกลับลังเลใจ ยิ่งยามที่ได้จับเศษกระเบื้องแหลมคมชิ้นนั้น หัวใจกลับลุกโชนไปด้วยความแค้นที่สลักอยู่ในกระดูก ทำให้ไม่อาจแยกระหว่างความจริงออกจากภาพลวงตา
หัวใจยิ่งแค้นมากก็ยิ่งเ็ป พานให้ขาดสติไตร่ตรอง แค้นจนอยากกินเืกินเนื้อฝ่ายตรงข้าม ชาติที่แล้วซือหม่าหลิงอวิ๋นทำให้นางต้องตายอย่างอนาถ ชาตินี้ก็ยังตามราวีไม่เลิก หนี้แค้นของทั้งสองชาติมารวมกัน ต้องชำระสะสางด้วยมือตนเองจึงจะสาแก่ใจ
“ดูเอาเถิด เด็กสาวคนหนึ่งที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อสู้กับผู้อื่น แม้ว่าชนะแล้วอย่างไร สถานที่ที่มีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกันอยู่เยี่ยงนั้น แค่มีใครสักคนเห็นเ้า แม้ไม่อยากแต่งให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นก็เป็ไปไม่ได้แล้ว ทำไมหรือ เห็นจวนเจิ้นกั๋วโหวดูมีเกียรติมีศักดิ์ศรี หรือรู้สึกว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นหน้าตาไม่เลว เลยคิดจะแต่งออกไป ทำอะไรไม่รู้จักใช้หัวคิด ยึดแต่อารมณ์เป็ที่ตั้ง” เฟิงเจวี๋ยหร่านเห็นนางเอาแต่นิ่งเงียบ ในความมืดจึงไม่เห็นว่าขอบตาของนางแดงระเรื่อ ก็อดใจไม่ไหวแค่นเสียงเย็นว่ากระทบ
เื่เช่นนี้ตกมาอยู่ที่ผู้ใดล้วนโชคร้ายทั้งสิ้น ไม่ว่าใครจะเป็ฝ่ายผิดฝ่ายถูก หากมีผู้พบเห็นว่าโม่เสวี่ยถงถูกบุรุษลักพาตัว ชื่อเสียงของนางก็ต้องย่อยยับ หากต่อจากนั้นซือหม่าหลิงอวิ๋นเข้าไปช่วยย่อมต้องััตัวนาง ไม่ว่าอย่างไรตนเองก็หนีไม่พ้นต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหว
หรือหากซือหม่าหลิงอวิ๋นเห็นแก่โม่ฮว่าเหวินกับจวนฝู่กั๋วกง ให้ฐานะภรรยาเอกแก่นาง แต่แล้วอย่างไรเล่า ก่อนแต่งงานเกิดเื่ทำนองนั้น ต่อไปเข้าไปอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วโหวแล้ว ไม่ว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นคิดอยากจะทำสิ่งใดล้วนทำได้ทั้งสิ้น
พูดให้น่าฟังหน่อยก็เพื่อรักษาเกียรติให้นาง แล้วหากพูดแบบไม่น่าฟังเล่า?
ถึงเวลานั้น โม่เสวี่ยถงย่อมทราบดีว่าตนเองไม่มีทางแต่งให้บุรุษผู้นั้นเด็ดขาด โศกนาฏกรรมของชาติที่แล้ว ทำให้นางไม่อาจทนเห็นมันเกิดขึ้นซ้ำอีก มาตรว่ายอมตาย ไม่เท่ากับว่ายิ่งทำให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยิ่ได้สมดังใจหรือ คำพูดร้ายกาจที่เต็มไปด้วยการเยาะหยันของเฟิงเจวี๋ยหรานที่ได้ยินผ่านหูบาดลึกในหัวใจ นางเริ่มสูญเสียการควบคุม คิดจะเช็ดน้ำตา แต่มือก็ถูกพันไว้อย่างแ่า
“ทำไมไม่พูด ไม่อธิบายเล่า ปรกติก็เห็นพูดเก่งนัก วันนี้เป็ใบ้หรืออย่างไร าเ็ที่มือ หาใช่ที่ปากเสียหน่อย อย่าบอกนะว่าาแเมื่อครู่ลามมาถึงปากแล้ว” เส้นเืที่หน้าผากของเฟิงเจวี๋ยหร่านเต้นตุบจนแทบะเิ แค่คิดว่าอีกเพียงนิดเดียว ร่างของนางก็จะกระแทกกับต้นไม้อยู่แล้ว จึงไม่อาจควบคุมโทสะในน้ำเสียงได้
ต้นไม้ใหญ่แข็งแกร่งเพียงนั้น ร่างของนางเล็กบางนิดเดียว หากชนถูกจะรับไหวได้อย่างไร เกรงว่าหยกงามก็คงแตกสลายไปในพริบตา
หากไม่ใช่ว่าเขาที่กำลังจะออกจากวังได้รับรายงานจากโม่เฟิงเข้าพอดี หรือหากไปช้ากว่านั้นเพียงนิดเดียว ก็คงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต โทสะที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจข่มลงได้ โกรธจนแทบอยากจับนางไปฟาดก้นสักยก ให้สตรีอวดเก่งเห็นอย่างชัดเจนว่าตนเองอ่อนแอแค่ไหน
นางถึงกับกล้าใช้ไม้แข็งต่อกรกับซือหม่าหลิงอวิ๋น ปฏิภาณไหวพริบ สติปัญญาที่มียามปรกติหายไปไหนหมด
แต่วาจาเสียดสีของเขาได้ทำลายขีดความอดทนสายสุดท้ายของโม่เสวี่ยถง ริมฝีปากที่ขบแน่นพลันคลายออก น้ำตาแห่งความน้อยใจร่วงพรู ไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป รู้สึกคับแค้นเท่าใด เสียใจเท่าใดล้วนแปรเปลี่ยนเป็หยดน้ำไหลลงมาราวเม็ดมุก
“อธิบาย? ไยต้องอธิบายให้ท่านรู้ด้วย คิดว่าตนเองเป็ใคร ถือสิทธิอันใดมายุ่งกับข้ามากมาย”
