“ด้านหน้าพวกเรานี่ไงสุสานมรณะ”
นกเขาเขียวใช้เวลาบินอยู่บนเวหาชั้นฟ้าด้วยความเร็วสูงประมาณสิบชั่วโมงกว่า เดินทางมาถึงน่านฟ้าเหนือสุสานมรณะใน่พลบค่ำ
“กลิ่นความตายเข้มข้นมากเลย”
เยี่ยเฉินเฟิงที่ยืนอยู่บนตัวนกเขาเขียวชะเง้อคอมองออกไปไกลๆ และพบว่าทั่วทั้งสุสานมรณะถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายแห่งความตายหนาแน่น จนใช้ตาเปล่ามองไม่เห็นสภาพพื้นที่เบื้องล่าง
เสียงร้องโหยหวนชวนให้ขนลุกขนพองดังออกมาจากส่วนลึกของสุสานอย่างต่อเนื่อง ช่างน่าสะพรึงกลัวจนตัวสั่นงันงกแม้อากาศจะไม่หนาวก็ตาม
“ตอนนี้ฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว ไม่เหมาะจะเข้าไปข้างในสุสานมรณะสักเท่าไหร่ พวกเราจะพักค้างคืนกันที่ขอบเขตด้านนอกสุสานมรณะก่อนหนึ่งคืนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเข้าไปค้นหาหลินจือดำในสุสานกัน” หลังจากนกเขาเขียวร่อนลงพื้นดินแล้ว หลินเข่อจู๋ก็พูดเสนอขึ้นมา
“ได้!”
เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารับแล้วตอบตกลง
“กว๊าก กว๊าก...”
ในตอนที่ทั้งสองคนกำลังหามุมสำหรับปักหลักบริเวณขอบเขตด้านนอกของสุสานมรณะและก่อกองไฟเพื่อนอนพักผ่อนนั้น เสียงกรีดร้องของวิหคก็ดังกระทบโสตประสาทของพวกเขา
เมื่อมองผ่านแสงจันทร์สลัวบนฟากฟ้า เยี่ยเฉินเฟิงก็พบว่ามีเหยี่ยวสีทองที่กำลังสยายปีกซึ่งขนาดใหญ่กว่านกเขาเขียวกระพือบินโฉบผ่านไปด้วยความเร็วสูงจนเหมือนลำแสงสีทอง
“เป็คนของสำนักฝึกยุทธ์บรรพตอัสนี ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะรับภารกิจที่สุสานมรณะด้วยเช่นกัน”
เมื่อเห็นเหยี่ยวทองคำโฉบผ่านด้วยความเร็วสูง หลินเข่อจู๋ก็ขมวดคิ้วเบาๆ เอ่ยขึ้นเสียงเ็า เห็นได้ชัดว่านางไม่ชอบขี้หน้าศิษย์จากสำนักฝึกยุทธ์บรรพตอัสนี
“ศิษย์พี่หลิน ไม่ทราบว่าพลังที่แท้จริงของสำนักฝึกยุทธ์บรรพตอัสนีเป็อย่างไร?” เยี่ยเฉินเฟิงเพิ่งจะเข้าสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ได้ไม่นานนักจึงไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับสำนักอื่นๆ สักเท่าไหร่ เขาจึงเอ่ยถามออกไป
“เขตที่พวกเราอยู่กันนี้เรียกว่าเขตเป่ยเสวี่ย ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปเป่ยต้า และทั่วทั้งเขตเป่ยเสวี่ยนี้ก็มีนิกายระดับสามอยู่สามแห่ง แบ่งเป็นิกายอัคคี์ นิกายบรรพตวิหคอัสนีและนิกายหุบเขาเมฆาวายุ
ในบรรดานิกายเหล่านี้ นิกายหุบเขาเมฆาวายุแข็งแกร่งที่สุด เป็ผู้กุมอำนาจในเขตเป่ยเสวี่ยอย่างแท้จริง สำนักฝึกยุทธ์เมฆาวายุที่พวกเขาสร้างขึ้นก็เป็สำนักที่น่ากลัวสุดจากทั้งสามสำนักด้วย
“ส่วนนิกายบรรพตวิหคอัสนีกับนิกายอัคคี์มีพลังไม่ต่างกันมากนัก สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ของพวกเราก็เลยมีระดับพลังโดยรวมไม่ต่างจากสำนักฝึกยุทธ์บรรพตอัสนีสักเท่าไหร่”
“แต่เพราะการแย่งชิงความเป็ใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามพรรคจึงไม่ลงรอยกันเท่าไหร่ ดังนั้นเ้าต้องระวังกลอุบายชั่วร้ายของทางฝั่งนั้นเอาไว้ด้วย ด้วยพลังที่แท้จริงของเ้ามีโอกาสสูงมากที่จะโดนพวกเขาลอบจู่โจม” หลินเข่อจู๋เอ่ยเตือนด้วยความเข้มงวด
“วางใจเถอะศิษย์พี่หญิง ข้าจะระวังตัวเป็อย่างดี” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารับคำ
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เหยี่ยวสีทองที่บินโฉบด้วยความเร็วสูงก็ร่อนลงตรงบริเวณชายขอบของสุสานมรณะ จากนั้นชายหนุ่มสองคนที่มีสีหน้าเยี่ยอหยิ่งจองหอง แผ่กลิ่นอายไม่ธรรมดาและอยู่ในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินก็กระโจนลงมาจากบนตัวเหยี่ยว
“เหยียนอวี่ ซงฉี ที่แท้ก็เป็พวกเ้าทั้งสองคน” เมื่อเห็นศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์บรรพตอัสนีที่ปรากฏตัวอยู่ตรงชายขอบของสุสานมรณะ ม่านตาของหลินเข่อจู๋ก็พลันหดเล็กลง สีหน้าเผยแววเคร่งเครียด
“ศิษย์พี่หลิน ท่านรู้จักพวกเขาทั้งสองหรือ?” เมื่อเห็นสีหน้าของหลินเข่อจู๋แปรเปลี่ยนไป เยี่ยเฉินเฟิงจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ตอนที่ทั้งสองสำนักแลกเปลี่ยนวิชากัน ข้าเคยประมือกับเหยียนอวี่อยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเอาชนะเขามาได้แบบหวุดหวิด แต่พลังที่แท้จริงของเขาน่าตื่นตระหนกมาก เกรงว่าอาจจะแข็งแกร่งกว่าเซินถูเหิงด้วยซ้ำ”
ส่วนซงฉีแม้จะแข็งแกร่งไม่เท่าเหยียนอวี่ แต่เขาก็ทะลวงผ่านเขตแดนจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งแล้ว หากพวกเขาทั้งคู่ร่วมมือกัน พวกเราคงสู้ไม่ไหวแน่” หลินเข่อจู๋พยักหน้าพ้อมกล่าวอย่างหนักแน่น ในใจเกิดเสียใจขึ้นมาที่พาเยี่ยเฉินเฟิงมาด้วย
“หลินเข่อจู๋!”
เมื่อหลินเข่อจู๋พบว่าเป็พวกเขาทั้งสองคน เหยียนอวี่และซงฉีก็มองเห็นหลินเข่อจู๋ได้ั้แ่แวบแรกเช่นกัน
เมื่อมองเห็นรูปร่างอันร้อนแรงและใบหน้าอันงดงามของหลินเข่อจู๋ ก็พลันนึกย้อนถึงความอับอายที่นางมอบให้ในตอนนั้น ในแววตาของเหยียนอวี่พลันดุร้ายขึ้นมาทันที
ทว่าพวกเขาทั้งสองคนยังนึกหวาดหวั่นพลังที่แท้จริงของหลินเข่อจู๋อยู่ แต่เมื่อพวกเขาพบว่าเยี่ยเฉินเฟิงเป็เพียงปรมาจารย์อสูรมายาระดับสามก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเผยสีหน้าชั่วร้ายออกมาแล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างไม่รีบร้อน
“หลินเข่อจู๋ ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญเจอเ้าที่นี่ แต่ทำไมเ้าถึงได้พกขยะเช่นนั้นมาด้วยล่ะ เขาคงไม่ใช่หนุ่มน้อยที่เ้าเลี้ยงดูไว้หรอกกระมัง” เหยียนอวี่เหลือบมองเรือนร่างดุจนางมารร้ายของหลินเข่อจู๋ด้วยแววตาร้อนแรง พลางเอ่ยยุยงอย่างจงใจ
“เหยียนอวี่ เ้าพูดจาอะไรหัดระวังคำพูดไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่เกรงใจเ้าแน่”
หลินเข่อจู๋เดาได้ั้แ่แรกแล้วว่าพวกเขาจะต้องเข้ามาหาเื่แน่นอน เมื่อรู้ว่าระดับพลังของเยี่ยเฉินเฟิงอยู่เขตแดนไหน จึงได้เอ่ยเตือนออกไปด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
“ฮ่าฮ่า ไม่เกรงใจ? เ้าจะทำตัวไม่เกรงใจพวกเราอย่างไรดีล่ะ? เ้าคิดว่าจะต่อกรกับพวกเราสองคนได้หรือ?” ซงฉีหัวเราะลั่นด้วยความอวดดี เขาไม่ได้เห็นเยี่ยเฉินเฟิงอยู่ในสายตาเลยสักนิด
“พวกเ้าก็ลองดูสิ”
หลินเข่อจู๋สีหน้าเคร่งขรึม พลังิญญาแข็งแกร่งขุมหนึ่งะเิออกมา จิตอสูรงูเหลือมเพลิงที่มีลวดลายเปลวไฟทั่วร่าง ตัวสีแดงเพลิงเด่นชัด ขนาดยาวนับสิบเมตรก็ปรากฏขึ้นทับซ้อนร่างของนาง
ที่หลินเข่อจู๋แสดงพลังอำนาจตอบโต้กลับไป เป็เพราะนางรู้ดีว่าหากยอมถอยก็มีแต่จะทำให้สองคนนั้นได้ใจและอวดดีมากกว่าเดิม ดังนั้นจึงคิดจะใช้พลังที่แท้จริงกดข่มพวกเขาให้หวาดกลัว
“หลีกทางซะ”
หลินเข่อจู๋ยังไม่ทันจะได้ลงมือ เสียงตวัดคมกระบี่แสบแก้วหูก็ดังออกมาจากร่างของเยี่ยเฉินเฟิง
ครู่ต่อมา กระบี่เมฆาสีชาดก็ปรากฏขึ้นในมือของเยี่ยเฉินเฟิง คมกระบี่ที่แฝงไว้ด้วยครึ่งก้าวอำนาจกระบี่ก็พุ่งออกมาราวกับอัสนีบาตร เฉือนผ่านอากาศชั้นแล้วชั้นเล่า พกพาลำแสงกระบี่อันคมกริบพุ่งโจมตีไปทางพวกเขาทั้งสองคน
“อะไรกัน!”
เมื่อรับรู้ได้ถึงความน่ากลัวของครึ่งก้าวอำนาจกระบี่ พวกเหยียนอวี่ที่ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปไว้ที่หลินเข่อจู๋ก็พลันใจหล่นวูบ พลิ้วกายหลบหนีทันทีโดยสัญชาตญาณ
แต่คมกระบี่ของเยี่ยเฉินเฟิงถูกโจมตีออกมาอย่างฉับพลันซ้ำยังรวดเร็วอย่างมาก เพียงพริบตาคมกระบี่ก็ฟาดฟันมาถึงตัวพวกเขาแล้ว หนึ่งคมกระบี่เจาะผ่านเกราะป้องกันและทิ้งรอยแผลลึกเอาไว้บนหน้าของพวกเขาทั้งสอง เืจำนวนมากไหลทะลักออกมา
เมื่อรู้สึกได้ถึงความเ็ปบริเวณกลางอก เหยียนอวี่และซงฉีก็หน้าเปลี่ยนสี พวกเขาไม่เคยคิดฝันเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงที่เป็เพียงปรมาจารย์อสูรมายาระดับสามจะสามารถทำร้ายพวกเขาจนาเ็ได้
เหยียนอวี่และซงฉีรู้สึกตกตะลึงกับพลังโจมตีของเยี่ยเฉินเฟิง หลินเข่อจู๋ก็แสดงสีหน้าตื่นตระหนกออกมาไม่ต่างกัน สายตาที่มองเยี่ยเฉินเฟิงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
“อยากตายเรอะ”
เมื่อััได้ถึงความปวดแสบปวดร้อนตรงหน้าอก พวกเหยียนอวี่ก็เดือดดาลจัด จิตอสูรที่น่าสะพรึงกลัวสองตัวปรากฏขึ้นซ้อนทับร่างของพวกเขา กลิ่นอายแข็งแกร่งล็อคเป้าไปที่พวกเยี่ยเฉินเฟิง
“พวกเราหนีกันเถอะ”
แม้ว่าพลังโจมตีของเยี่ยเฉินเฟิงจะเหนือความคาดหมายของหลินเข่อจู๋ แต่นางก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะต่อกรกับจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งได้ เมื่อเห็นพวกเหยียนอวี่ผสานร่างกับจิตอสูร นางก็รีบคว้ามือของเยี่ยเฉินเฟิงแล้ววิ่งหลบหนีเข้าไปในสุสานมรณะที่แสนน่ากลัวทันที
“จะหนีไปไหน”
เมื่อคนทั้งคู่ผสานร่างกับจิตอสูร พลังที่แท้จริงของทั้งคู่ก็พุ่งทะยานขึ้นสูงสุด เหยียนอวี่และซงฉีะเิเสียงคำรามออกมา ก้าวย่างด้วยเคล็ดิญญาเพิ่มความเร็ว คิดจะพุ่งตัวไปขวางทางทั้งสองคนเอาไว้
“คีรีดาบเงาเพลิง!”
เมื่อพวกเหยียนอวี่ย่นระยะเข้ามาใกล้ หลินเข่อจู๋ก็ะเิพลังิญญาร้อนระอุออกมาจากร่าง แปรลักษณ์กลายเป็ูเามีดดาบขนาดใหญ่ พกพาพลังทำลายมหาศาลฟาดฟันใส่พวกเหยียนอวี่และซงฉีจนต้องร่นถอยหลังไป
“คมดาบแปรลักษณ์เป็คีรี หลินเข่อจู๋นางสามารถฝึกฝนคีรีดาบเงาเพลิง เคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นสูงได้สมบูรณ์แล้ว”
เมื่อถูกคีรีดาบเงาเพลิงกดดันจนถอยร่น เหยียนอวี่และซงฉีที่เืลมตีกลับไปทั้งร่างก็พลันสีหน้าเปลี่ยนไป เกิดลังเลขึ้นมาเล็กน้อย จึงถูกเยี่ยเฉินเฟิงและหลินเข่อจู๋ทิ้งห่างออกไปไกล
“ตามไป!”
หลินเข่อจู๋พาเยี่ยเฉินเฟิงกระโจนลอยสูงขึ้นไป ข้ามผ่านธารน้ำสีดำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งแล้วเข้าหายเข้าไปในสุสานมรณะที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนยามรัตติกาล
