ฝั่งตะวันออกของเมืองชีเหยียน มีแม่น้ำปี้หลินซึ่งกว้างยี่สิบกว่าวา สายน้ำไหลอ้อยอิ่งสะอาดใสจนเห็นก้น สองฟากฝั่งเรียงรายด้วยต้นหลิวที่สะท้อนเงาสีเขียวบนผิวน้ำกอปรเป็ทิวทัศน์อันงดงาม ที่นี้จึงเป็สถานที่ซึ่งผู้คนในเมืองมักจะมาเยี่ยมชมเพื่อผ่อนคลายจิตใจ
ยามที่ม่านรัตติกาลคลี่คลุมลงมา แม่น้ำปี้หลินในยามค่ำคืนกลับคึกคักยิ่งกว่าเวลากลางวัน เริ่มจากศูนย์กลางที่สะพานเงาจันทร์กระจายออกไปในรัศมีนับสิบลี้ ล้วนถูกประดับด้วยไฟหลากลีเรียงรายประชันกันราวกับหมู่ดาวบนท้องนภา ยามทอดตามองไปก็ราวกับได้เห็นทะเลโคมไฟสุดลูกหูลูกตา
ที่ริมฝั่งแม่น้ำปี้หลิน ต้นหลิวทั้งหลายล้วนถูกประดับด้วยโคมไฟขนาดเล็กนับไม่ถ้วน ทั้งสองฟากถนนที่ทอดยาวไปตามแม่น้ำก็มีแผงลอยร้านค้าเรียงรายจนสุดแนว ระหว่างทางเดินก็ยังมีร้านอาหารริมทางตั้งวางอยู่อีกไม่น้อย
ไป๋หยุนเฟยกับพวกหลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อย ก็มุ่งหน้ามายังถนนสายตะวันออกซึ่งเป็ที่จัดเทศกาลโคมไฟ หลังจากมาถึงก็แยกย้ายกันออกไปเที่ยวเล่นตามใจ
ไป๋หยุนเฟยกับถังซินหยุนเดินเคียงคู่กัน ทั้งสองเดินอย่างแช่มช้าไปตามถนนอันพลุกพล่าน ส่วนหวงฝู่รุ่ยมือข้างหนึ่งถือโคมไฟรูปมัจฉาน้อยสีแดง มืออีกข้างก็ถือถังหูลู่ กำลังคลอเพลงเดินนำหน้าไป๋หยุนเฟยทั้งคู่อยู่ ตลอดทางก็หันซ้ายเหลียวขวาชมดูโคมไฟหลากสีที่อยู่สองข้างทาง ส่วนเสี่ยวโหรวโหรวก็ส่งเสียงอู๊ดพร้อมกับเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง ขณะที่ปักษาไร้เงาก็โบยบินบนท้องฟ้าติดตามอยู่ไม่ห่าง
ทั้งสามเดินจากด้านนอกตรงเข้าไป ระหว่างเดินไปก็ชมดูโคมไฟหลากชนิดหลายสีไปพลาง ขณะที่เดินเข้าสู่ศูนย์กลางก็แวะเล่นทายคำ หวงฝู่รุ่ยทายถูกจึงได้รางวัลเป็โคมไฟรูปมัจฉาน้อยสีแดงมา
“จริงสิซินหยุน ข้ายังไม่ได้ขอบคุณท่านเลย เมื่อสองเดือนก่อนหลังจากที่ข้าบรรลุด่านบรรพิญญาและหมดสติไป ต้องขอบคุณท่านมากที่คอยดูแล” ทั้งสองเดินเคียงคู่กันอย่างเงียบงัน แต่จู่ๆไป๋หยุนเฟยก็นึกถึงเื่นี้ขึ้นมาได้ ครั้งนั้นมันหมดสติไปสองวันหนึ่งคืน หลังจากฟื้นขึ้นมาจึงได้ทราบว่าถังซินหยุนเป็ผู้คอยดูแลตนเอง
ถังซินหยุนชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นจึงส่ายหน้าแ่เบาพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผ่านมาตั้งนานแล้ว ไฉนจู่ๆท่านก็นึกถึงเื่นี้ขึ้นมาได้ เื่นี้ไม่จำเป็ต้องขอบคุณ ข้ายังติดค้างหนี้บุญคุณท่านมากกว่านี้ด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าท่านเคยช่วยชีวิตข้ามาก่อน!”
“เอ่อ... พวกเราต่างช่วยเหลือกันคนละครั้ง แต่จะว่าไปครั้งนั้นแม้จะช่วยเหลือท่าน แต่ก็ไม่ได้หนักหนาขนาดเป็บุญคุณช่วยชีวิต...” ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างจริงจัง “แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็อยากจะขอบคุณท่าน เอาอย่างนี้เถอะ ท่านมีของที่อยากได้หรือไม่? ข้าจะมอบให้เป็การตอบแทน”
“เื่นี้...” ถังซินหยุนเห็นสีหน้าจริงจังของมันก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธอีก หลังจากใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ดวงตานางก็เป็ประกาย จากนั้นจึงกล่าวว่า “ใช่แล้ว ข้าคิดออกอย่างหนึ่ง”
“โอ? อะไรหรือ ขออย่าให้ยากเกินไป ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่อาจหามาให้ท่านได้”
“ฮ่า ฮ่า ท่านไม่ต้องไปหาแล้ว เพราะตอนนี้มันอยู่กับข้า”
ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความงุนงง “อยู่กับท่านแล้ว? หมายความว่าอย่างไร?”
ถังซินหยุนกวัดแกว่งมือขวา ก็มีของบางอย่างปรากฏขึ้นในมือ “ของสิ่งนี้เอง”
ไป๋หยุนเฟยมองดูอย่างตั้งใจ ก็ได้เห็นวิหคน้อยที่แกะสลักจากไม้ขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่บนมือของถังซินหยุน วิหคไม้กำลังสยายปีกเพ่งสายตาไปเบื้องหน้า จะงอยปากมันอ้าออกเล็กน้อย ท่วงท่าราวกับกำลังโผบินพลางส่งเสียงร้องอย่างมีความสุขเปี่ยมชีวิตชีวา
“นี่คือ...” ไป๋หยุนเฟยบังเกิดความสงสัยขึ้น แม้จะรู้สึกว่าไม้แกะสลักนี้คุ้นตาอยู่บ้าง แต่ยามกะทันหันกลับนึกไม่ออก
ถังซินหยุนยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านลืมไปแล้วหรือ? ครั้งแรกที่พบหน้ากันที่เมืองเหยียนหลิน ท่านยัดเยียดของสิ่งนี้ใส่มือข้า ฮ่า ฮ่า หลังจากนั้นท่านเดินจากไปอย่างรวดเร็วข้าจึงไม่ทันจะคืนให้ หลังจากนั้นข้าก็เก็บเอาไว้มาตลอด เมื่อครู่จึงนึกขึ้นได้พอดี”
“เมืองเหยียนหลิน?” ไป๋หยุนเฟยงุนงงอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็เข้าใจจึงกล่าวว่า “อ้อ ข้าจำได้แล้ว มันคือของที่ข้าซื้อจากเมืองเหยียนหลิน หลังจากนั้นจิ้งิเฟิงก็ใส่ร้ายข้าจนทำให้ป้าจ้าวเข้าใจผิด ครั้งนั้น... อืม ข้าเลอะเลือนไปชั่วขณะ จึงยื่นวิหคแกะสลักนี้แก่ท่าน...”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ถูกจิ้งิเฟิงวางกับดักใส่ความ ไป๋หยุนเฟยก็อดที่จะขุ่นเคืองขึ้นมาไม่ได้ ถึงยามนี้มันก็ยังอยากจะทุบตีเ้าโสโครกผู้นี้อีกสักรอบ --- ครั้งที่แล้วเพราะมันจึงเกือบพลาดท่าจนต้องมีสภาพอเนจอนาถแล้ว!
“อืม พอเอ่ยถึงเื่นี้ ครั้งแรกที่ได้พบกับท่าน... ไม่ใช่สิ ยามนั้นคือจิ้งิเฟิง เขากลายเป็ท่าน...” ถังซินหยุนลอบเม้มปากเก็บรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยปากถามว่า “จริงสิ ไฉนครั้งนั้นเขาจึงวางแผนใส่ร้ายท่าน? จนถึงยามนี้ข้าเองก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจ”
“เื่นี้ข้าเป็ผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน! ขณะที่ข้าอยู่ในเมืองเหยียนหลิน...” ไป๋หยุนเฟยบอกเล่าเื่ราวยามที่ได้พบกับจิ้งิเฟิงเป็ครั้งแรกให้ถังซินหยุนฟัง จากนั้นก็เล่าถึงว่าถูกใส่ร้ายจนถูกป้าจ้าวเข้าใจผิดได้อย่างไร
ถังซินหยุนฟังจบก็ใช้สีหน้าเลื่อมใสมองดูไป๋หยุนเฟย จากนั้นจึงกล่าวอย่างแ่เบา “หยุนเฟย ท่านช่าง... จิตใจกว้างขวางนัก หากว่าเป็ผู้ฝึกปรือิญญาคนอื่นเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น คงไม่ละเว้นจิ้งิเฟิงง่ายดายเช่นนี้แน่ ยิ่งหากเป็ผู้ที่ป่าเถื่อนอารมณ์ร้อนไม่แน่ว่าจะถูกเอาชีวิตด้วยซ้ำ แต่ท่านกลับ... คบหาเป็สหายกับเขา...”
ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า... หากว่าครั้งนั้นไม่อาจทวงคืนแหวนช่องมิติกลับมาได้ ข้าก็คงไม่ปล่อยปละละเว้นมันอย่างแน่นอน แต่ว่าเมื่อได้คืนมาแล้ว อีกอย่างข้ายังไม่ได้รับความเสียหายอันใด ก็ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องทำร้ายมันกระมัง? เพียงแค่ความคิดเห็นต่างกันเท่านั้น... อีกอย่างหลังจากนั้นก็คบหาเป็สหายที่ดีต่อกัน แล้วท่านคิดว่าจิ้งิเฟิงเป็คนอย่างไร?”
ถังซินหยุนครุ่นคิดชั่วครู่ก็พยักหน้ากล่าวว่า “อืม จิ้งิเฟิงไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างแน่นอน มิหนำซ้ำยังเป็ผู้ที่มีค่าคู่ควรแก่การคบหา... แต่ว่า ผู้ที่สามารถปล่อยวางได้เช่นท่าน ช่างหาได้ยากจริงๆ บางที นี่คือจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครของท่าน... แม้ในสายตาของบางคนจะมองว่าการกระทำของท่านช่างโง่เขลา แต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว สำหรับข้ากลับชมชอบมากกว่า...”
กล่าวถึงตรงนี้ จู่ๆถังซินหยุนก็นิ่งเงียบไป ไป๋หยุนเฟยเกิดความสงสัยจึงถามขึ้น “อะไรมากกว่านะ?”
ถังซินหยุนนิ่งเงียบไปชั่วครู่จึงกล่าวว่าว่า “ข้าบอกว่า... ข้าเลื่อมใสการกระทำเช่นนี้ของท่านมากกว่า”
“อ้อ...”
“พี่หมวกฟาง พี่สาวหยุน พวกท่านมาดูเร็ว ด้านหน้ามีตึกที่ส่องแสงอยู่!!”
ทันใดนั้นเอง เสียงร้องด้วยความตื่นเต้นยินดีของหวงฝู่รุ่ยก็ดังมาจากด้านหน้า เมื่อทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหวงฝู่รุ่ยที่ยืนอยู่ด้านหน้าห่างออกไปหกเจ็ดวา กำลังใช้มือข้างที่ถือถังหูลู่ชี้ไปยังแม่น้ำ ใบหน้าเล็กๆของนางเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นสุดแสน
เมื่อมองไปตามทิศที่นางชี้ไป ไป๋หยุนเฟยก็เห็นที่ห่างออกไปร่วมสองลี้มีหอประภาคารซึ่งส่องแสงหลากสีตั้งตระหง่านอยู่กลางแม่น้ำ แต่เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล จึงไม่อาจมองขนาดได้อย่างแน่ชัด แต่จากการคาดเดาจะต้องสูงอย่างน้อยหลายสิบวา ลำแสงที่สาดส่องออกมาฉาบย้อมจนในรัศมีหลายร้อยวารอบบริเวณสว่างไสวด้วยแสงหลากสี ดูไปช่างน่าตื่นตาตื่นใจนัก
เมื่อเห็นสีหน้าอยากรู้อยากเห็นของหวงฝู่รุ่ย ไป๋หยุนเฟยจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเราไปที่นั่นกันเถอะ”
ถังซินหยุนก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ากล่าวว่า “อืม ไปกันเถอะ
ขณะเดินไปด้านหน้า ไป๋หยุนเฟยก็พบว่ายามนี้เข้ามาถึงพื้นที่ใจกลางของงานเทศกาลโคมไฟโดยไม่รู้ตัว บริเวณสะพานเงาจันทร์เป็จุดศูนย์กลางที่ผู้คนรวมตัวกันพลุกพล่าน ยังมีคนมากกว่าพื้นที่อื่นอย่างน้อยก็เท่าตัว ยังดีที่บริเวณนี้กว้างใหญ่กว่าพื้นที่โดยรอบ ดังนั้นแม้จะมีผู้คนมากมาย แต่ก็ยังไม่ถึงกับต้องเบียดเสียดแออัด
ไป๋หยุนเฟยเอียงตัวเล็กน้อย ส่วนมือขวาก็ยกขึ้นเป็ครั้งคราวเพื่อกันไม่ให้ถูกผู้อื่นเบียดขวางทางถังซินหยุนกับหวงฝู่รุ่ย จนในที่สุดทั้งสามก็ไปถึงด้านข้างของสะพานเงาจันทร์
เมื่อได้มองจากระยะใกล้ จึงได้เห็นชัดตาว่าตึกสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางแม่น้ำหลังนี้ที่แท้ก็เป็‘ประภาคาร’ซึ่งประดับด้วยโคมไฟทั้งหลัง!!
