บทที่ 1: ชีวิตใหม่ของหญิงวัยสามสิบห้า
เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนแผดจ้าท่ามกลางความเงียบเชียบของห้องเช่าแคบ ๆ ในแถบชานเมืองปักกิ่ง หลินซินอวี่ ลืมตาขึ้นช้า ๆ แสงสีฟ้าจากหน้าจอที่วางอยู่ข้างหมอนสว่างวาบทิ่มแทงดวงตาที่อ่อนล้า เธอมองเพดานที่มีรอยร้าวทอดยาวเป็ทาง มันช่างเหมือนกับชีวิตของเธอในวัยสามสิบห้าที่กำลังพังทลายและยากจะประสาน
เธอกดเปิดอีเมลที่ค้างไว้ ถ้อยคำที่เขียนอย่างสุภาพแต่เย็นเฉียบดั่งคมมีดกรีดลงบนหัวใจ
“เนื่องด้วยนโยบายการปรับโครงสร้างองค์กร และการนำระบบ AI อัตโนมัติมาใช้ในส่วนงานบัญชีและการเงิน... บริษัทขอขอบคุณสำหรับการทุ่มเทตลอด 15 ปีที่ผ่านมา”
เพล้ง!!!
เสียงปาบัตรพนักงานแผนกบัญชีลงพื้นอย่างแรง สิบห้าปี...! ซินอวี่ทวนคำนั้นในใจด้วยความขื่นขม สิบห้าปีที่เธออยู่เฝ้าออฟฟิศจนดึกดื่น สิบห้าปีที่ปลายนิ้วพิมพ์ตัวเลขงบดุลจนแทบไม่เคยมีวันหยุด แต่สุดท้าย งานที่เธอเคยภาคภูมิใจกลับถูกแทนที่ด้วยรหัสคอมพิวเตอร์ที่ไม่เคยเหนื่อยล้า ไม่เคยเรียกร้องเงินเดือน และไม่มีวันแก่ตัวลง
ในวัยสามสิบห้า สำหรับตลาดแรงงานยุค 2026 เธอไม่ใช่ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ แต่คือ ‘ภาระ’ ที่ค่าตัวสูงเกินไปและไฟแรงสู้เด็กจบใหม่ไม่ได้
เย็นวันนั้น ซินอวี่นั่งเหม่อมองท้องฟ้าที่กลายเป็สีเทาหมองครึ้มในร้านอาหารเล็ก ๆ ข้างทาง ความหวังสุดท้ายของเธอคือที่พักพิงทางใจ แต่แล้วแรงสั่นะเืจากข้อความในแอปพลิเคชันหนึ่งก็ดับแสงสว่างสุดท้ายในชีวิตเธอลง
‘เราเลิกกันเถอะ’
ข้อความจากผู้ชายที่คบกันมาสิบปี สั้นเสียจนเธอต้องอ่านซ้ำอีกหลายรอบ ‘ซินอวี่ ผมอยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์ อยากมีลูก และอยากมีอนาคตที่มั่นคงกว่านี้ ผมไม่อยากเสี่ยงรอให้คุณตั้งตัวใหม่ในวัยนี้... ขอโทษนะ’
ซินอวี่หัวใจกระตุกวูบ เธอไม่ได้ร้องไห้ในทันที แต่กลับหลุดหัวเราะขำออกมาเบา ๆ มันเป็เสียงหัวเราะที่แห้งผากและน่าเวทนาตัวเองอย่างถึงที่สุด “อนาคตที่มั่นคงงั้นเหรอ... สิบปีที่ฉันอยู่ข้างเขาั้แ่วันที่เขายังไม่มีอะไร แต่วันที่ฉันล้ม เขากลับบอกว่าฉันคือความเสี่ยง... ไอ้บ้าเอ้ย...!”
คืนนั้น หลินซินอวี่ปล่อยให้ตัวเองจมลงในรสชาติความเฝื่อนของน้ำเมา ความขมของมันยังไม่เท่าเศษเสี้ยวของความขมขื่นในอกของเธอตอนนี้ เธอเดินโซเซออกมาจากร้านริมทาง แสงไฟนีออนของเมืองใหญ่ที่เคยดูสวยงาม บัดนี้กลับดูพร่าเลือนและแปลกแยก เหมือนโลกใบนี้ไม่มีที่ว่างให้ผู้หญิงที่ล้มเหลวในวัยสามสิบห้าอย่างเธออีกต่อไปแล้ว
ลมหนาวปะทะใบหน้า น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลอาบแก้มร้อนผ่าว ถ้าเพียงแต่... ถ้ามีโอกาสอีกสักครั้ง ฉันจะไม่ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นอีกต่อไป ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาบอกว่าฉันไม่มีค่าเพราะตัวเลขของอายุ...
“เอี๊ยดดดดด!”
เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟหน้าเข้มจ้าพุ่งวาบเข้าตาจนโลกกลายเป็สีขาวโพลน ร่างของเธอเบาหวิวเหมือนขนนก ความเ็ปพุ่งพล่านเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ทุกอย่างจะจมดิ่งสู่ความมืดมิดที่ไร้ก้นบึง
ในวินาทีที่สติจะดับวูบลง เธอได้ยินเสียงกระซิบของลมหนาว... ‘ถ้าหาก์มีจริง... ขอให้ฉันได้เริ่มใหม่... ในที่ที่สองมือของฉันยังมีค่ามากกว่าเครื่องจักรพวกนี้ทีเถอะ’
แสงแดดยามเช้าส่องทุ่งนาที่เขียวชอุ่ม ท่ามกลางความมืดมิดที่ดูเหมือนจะไร้จุดจบ ความรู้สึกแรกที่แทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทคือกลิ่น... กลิ่นของดินที่ชื้นแฉะหลังฝนพรำ ผสมปนเปกับกลิ่นสาบจาง ๆ ของฟางแห้งที่ถูกฝน มันเป็กลิ่นที่อวลไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา... รสชาติของโลกที่ไม่มีสารเคมีปรุงแต่ง
หลินซินอวี่พยายามปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก ความหนักอึ้งที่ดวงตาราวกับมีตะกั่วมาถ่วงไว้ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่แสงนีออนสีขาวจากโรงพยาบาล หรือเพดานห้องเช่าที่คุ้นเคย หากแต่เป็ขื่อคานไม้เก่าคร่ำที่ถูกควันไฟจากการหุงหาอาหารรมจนเป็คราบเขม่าสีดำมะเมื่อย แสงแดดอ่อนยามเช้าลอดผ่านรูโหว่ของหน้าต่างที่ปะด้วยกระดาษสาเปื่อยยุ่ย สะท้อนให้เห็นละอองฝุ่นที่เต้นระบำอยู่ในอากาศ
เธอนอนนิ่ง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อความทรงจำสุดท้ายคือเสียงเบรกกรีดร้องและแสงไฟหน้ารถที่พุ่งเข้าใส่ แต่ความเ็ปเจียนตายกลับหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึก ‘เบาหวิว’ ของร่างกายที่ดูจะเล็กผิดปกติ
“เพ่ยหลิง... ลูกฟื้นแล้วหรือ?”
น้ำเสียงแหบพร่าแต่อ่อนโยนดังขึ้นข้างหู พร้อมกับััจากมือที่สากระคายทว่าอุ่นซ่านซึ่งแตะลงบนหน้าผาก ซินอวี่สะดุ้งสุดตัวหันไปมอง หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าป่านสีซีดที่มีรอยปะชุนนับไม่ถ้วน กำลังมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล
ในวินาทีนั้นเองที่ทำนบความทรงจำที่ ‘ไม่ใช่ของเธอ’ ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่สมอง ภาพบ้านดินที่ซบเซาอยู่ในหมู่บ้านชนบทห่างไกล พ่อเสียชีวิตในาที่ชายแดน แม่ที่แบกภาระจนหลังขดหลังแข็ง และน้องชายวัยขวบที่เสื้อผ้าสั้นเต่อจนเห็นข้อมือ...
นี่คือปี ค.ศ. 1980... และเธอคือ ‘อู๋เพ่ยหลิง’
เด็กสาววัยสิบแปดปี เธอกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ ฝืนพยุงกายลุกขึ้นนั่ง ความคล่องแคล่วของร่างกายวัยสาวช่างแปลกแยกจากจิติญญาวัยสามสิบห้าที่เหนื่อยล้า ซินอวี่ก้มมองเงาสะท้อนในอ่างน้ำทองเหลืองบุบเบี้ยวข้างเตียง ใบหน้าในน้ำนั้นคือเด็กสาวที่มีเค้าโครงงดงามราวกับหยกที่ยังไม่ได้ขัดเกลา ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างทว่าแฝงไปด้วยความหวั่นเกรงต่อโชคชะตา ผมยาวหยาบกร้านผูกไว้ด้วยเชือกฟางง่าย ๆ
‘ฉัน... ต้องมาอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ?’
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูที่รัวแรงก็ทำลายความเงียบลง ชายหนุ่มในชุดสีเงินเรียบกริบแบบคนเมืองยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่อง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลำบากใจที่พยายามจะปั้นแต่งให้ดูน่าสงสาร เขาคือ ซูเฉิน ชายหนุ่มผู้มีความทะเยอทะยานที่เพิ่งได้รับโอกาสไปเรียนต่อในเมืองใหญ่ และเขากำลังจะพูดประโยคเดียวกับที่เธอเพิ่งได้ยินในโลกปี 2026
“เพ่ยหลิง... เราคงเดินด้วยกันต่อไปไม่ได้แล้ว พ่อแม่ของผมจัดการเื่เรียนในเมืองให้ผมเรียบร้อย อนาคตของผม... มันต่างจากที่นี่เกินไป หวังว่าคุณจะเข้าใจผมนะ?”
เพ่ยหลิงมองชายตรงหน้าตาปริบ ๆ มันเป็คำบอกเลิกที่วางอยู่บนฐานของความต่างทางฐานะและความเห็นแก่ตัว มันช่างเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
ซินอวี่ในร่างอู๋เพ่ยหลิงหลับตาลงนิ่ง ครู่หนึ่งเธอก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับคลี่รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก มันไม่ใช่ยิ้มของเด็กสาวที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา แต่เป็ยิ้มของผู้หญิงที่เคยผ่านนรกของโลกอนาคตมาแล้ว แม้จะมิวายมีความเจ็บแปลบในใจลึก ๆ อยู่ก็ตาม
เธอมองไปยังมือทั้งสองข้างที่แม้จะเรียวเล็กแต่ก็เต็มไปด้วยพละกำลังของวัยสาว ในยุค 80 นี้... ยุคที่เครื่องจักรยังไม่อาจแทนที่จิติญญา ยุคที่ความอุตสาหะยังสามารถเปลี่ยนกรวดทรายให้เป็ทองคำได้ด้วยสองมือเปล่า
“เข้าใจสิ...” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังจนซูเฉินถึงกับชะงัก “และขอให้คุณจำคำพูดวันนี้ไว้ให้ดี เพราะจากนี้ไป... โลกของฉันจะหมุนไปข้างหน้าจนคุณเองต่างหากที่จะตามไม่ทัน”
เขายกยิ้มขึ้นอย่างรู้สึกดี เพราะเธอไม่ได้ร้องไห้ตีโพยตีพายอย่างที่เขาคิดเอาไว้ ความเ็ปจากโลกก่อนและโลกใหม่ถูกฝังไว้ใต้ผืนดินปี 1980 หลินซินอวี่ในนามอู๋เพ่ยหลิงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การเกิดใหม่ แต่มันคือการกลับมาแก้ไขโชคชะตาที่เธอจะสร้างมันขึ้นมาเอง!
