บทที่ 117 เผชิญกับผู้แข็งแกร่งก็จะแข็งแกร่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ฉินชูก็เคยศึกษาสูตรโอสถของโอสถหลิงหยวนแล้ว บัดนี้เพียงทำการหลอมเป็ขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น
ภายใต้การชี้แนะจากอาจารย์หลอมโอสถถาง ใช้เวลากว่ากึ่งชั่วยาม ฉินชูจึงหลอมโอสถหลิงหยวนได้หนึ่งเตา
“คุณภาพต่ำไปบ้าง แต่นี่เป็โอสถขั้นสี่ที่เ้าหลอมเป็เตาแรก คุณภาพเท่านี้นับว่าหาได้ยากนัก หลอมต่อไป ยามใดที่หลอมโอสถระดับสูงออกมาได้ ค่อยหยุดหลอม” อาจารย์หลอมโอสถถางมอบภารกิจให้ฉินชู
ภายในห้องโอสถมีวัตถุดิบโอสถจำนวนมาก ฉินชูหลอมได้ตามสะดวก หลอมไปสามเตา ถึง่พลบค่ำ เขาจึงหลอมโอสถหลิงหยวนระดับสูงสำเร็จ
“ฉินชู ข้าอยากให้เ้าอยู่ที่ห้องโอสถเสียจริง แต่คงทำไม่ได้ เช่นนั้นจะทำให้เ้าเสียเวลา ผู้เฒ่าโม่เองก็คงไม่อนุญาต” อาจารย์หลอมโอสถถางทอดถอนใจ
ฉินชูแย้มรอยยิ้มให้อาจารย์หลอมโอสถถาง “ฉินชูจะมาเป็ประจำขอรับ”
อาจารย์หลอมโอสถถางโบกมือให้ฉินชู “อืม เ้ากลับไปเถอะ! ลองไปคิดวิธีหาเตาหลอมโอสถมาสักหนึ่งลูกด้วยตัวเอง อย่าละเลยศาสตร์การหลอมโอสถ”
หลังออกจากห้องโอสถ ฉินชูคิดว่าตนต้องหาเตาหลอมโอสถสักหนึ่งลูกอย่างแท้จริง ไม่มีเตาหลอมโอสถ เขาก็ไม่สามารถหลอมโอสถได้ แต่ยามนี้เขาร้อนใจอยากรีบศึกษาเคล็ดปราณกระบี่และกายกระบี่ เพราะอีกไม่นาน เขาก็ต้องไปเข้าร่วมการประลองของสี่สำนักใหญ่ และจะได้รู้เบาะแสเื่ชาติกำเนิดในเร็วๆ นี้แล้วด้วย
กลับถึงลานศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋ ฉินชูจึงเริ่มฝึกฝนปราณกระบี่ และฝึกกายกระบี่
ระหว่างการฝึกฝน ฉินชูพบเจอปัญหาเื่หนึ่ง นั่นคือเคล็ดวิชาไร้นามที่ท่านผู้เฒ่าถ่ายทอดให้เขากับการฝึกฝนกายกระบี่นั้น ให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน
หลังจากััรับรู้โดยละเอียด ฉินชูพบว่าตัวเองมีปราณกระบี่แล้ว ใช้ปราณกระบี่ฝึกกายกระบี่ จะเหมาะสมกว่าเคล็ดวิชาไร้นาม นอกจากนั้นการฝึกฝนกายกระบี่มีระบบฝึกฝนที่สมบูรณ์ เช่นกายกระบี่ระดับสี่ กายกระบี่ระดับห้า ล้วนแต่แบ่งระดับชัดเจน ถึงอย่างไรเคล็ดวิชาไร้นามนั้นท่านผู้เฒ่าถ่ายทอดเพียงปากเปล่า ประโยชน์สูงสุดคือการช่วยเขาสร้างรากฐาน ไม่ต่างจากเคล็ดวิชาปราณฟ้ามากนัก
ฉินชูถอนหายใจทีหนึ่ง เขาจำต้องละทิ้งการฝึกฝนเคล็ดวิชาไร้นาม นี่เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ แต่ภายในใจเขาก็รู้สึกขอบคุณเคล็ดวิชาไร้นามเป็อย่างมาก
ฉินชูใช้ชีวิตอย่างสงบ ฝึกฝนอยู่ที่ผาหินตัดทุกวัน มีโอสถหลิงหยวนบวกกับความพยายาม พลังตบะของฉินชูจึงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
วันนี้ฉินชูเพิ่งส่งหลิวเสวี่ยที่มาเยี่ยมเขาออกไป หลัวเจินก็มาหา
“ท่านเ้าสำนักมาแล้วหรือ เชิญนั่งขอรับ!” ฉินชูเชิญหลัวเจินนั่งลง
“เ้าเก็บตัวฝึกฝนแบบนี้ไปตลอดก็ไม่ได้ การประลองภายในสำนักยังดำเนินต่อไป ทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้า เ้าไปสู้ต่อ” หลัวเจินบอกกล่าวจุดประสงค์การมาของตนเอง
“ท่านเ้าสำนัก พวกเขาสู้ข้าไม่ได้ แบบนี้เท่ากับหลอกเอาแต้มคุณูปการของอีกฝ่ายไม่ใช่หรือ แต้มคุณูปการล้วนได้มาไม่ง่ายเลย” ฉินชูกล่าว
ก่อนจะเข้าสู่ขั้นสี่หลิงหยวนและฝึกฝนคัมภีร์กระบี่ท้า์ ฉินชูยังไม่กล้าพูดคำใหญ่คำโตเช่นนี้ ยามนี้เขากลับกล้าพูดออกมาแล้ว ก่อนหน้านี้เขาสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกตนขั้นสี่่ท้ายได้ บัดนี้เขาเชื่อว่าผู้ฝึกตนขั้นสี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอีกต่อไป นี่คือความเชื่อมั่นอันแท้จริงที่มีพื้นฐานมาจากพลังความสามารถ
“ผู้เฒ่าโม่บอกเื่ที่เ้าเข้าสู่ขั้นสี่แล้ว ยิ่งเ้ามีพลังต่อสู้เหนือกว่าพลังตบะแล้ว พวกเขาคงสู้เ้าไม่ได้อย่างแท้จริง แต่ให้พวกเขารับรู้ถึงความห่างชั้นหน่อย ไม่ดีหรือ? ให้พวกเขาได้ประจักษ์แจ่มแจ้ง รู้ว่าเหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า นี่ถือเป็เื่จำเป็ยิ่ง” หลัวเจินกล่าว
“ได้! ความคิดหลอกแต้มคุณูปการนี้หาใช่เจตนาของข้า ข้าเองก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร” ฉินชูมองหลัวเจินแวบหนึ่งก่อนกล่าว
“เ้ามองข้าด้วยสายตาแบบไหนกัน? ข้าทำเพราะหวังดีต่อพวกเขา ให้พวกเขารับรู้ ว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน ออกไปข้างนอกจะได้ไม่ทำตัวเอิกเกริก” หลัวเจินถลึงตาไม่สบอารมณ์ใส่ฉินชูอย่าง จากนั้นจึงหันขวับเดินจากไป เพราะสายตาของฉินชูช่างน่าแค้นนัก นั่นเป็สายตาดูแคลนชัดๆ
ฉินชูรินน้ำชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย เขาเห็นด้วยกับความคิดของหลัวเจิน การต่อสู้และความพ่ายแพ้ มีส่วนช่วยเหลือศิษย์สำนักชิงหยุนเป็อย่างมาก เพียงแค่หลอกเอาแต้มคุณูปการเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับเขาก็ถือเป็เื่ดี ใช้ความสามารถที่ได้จากการฝึกฝนในการต่อสู้จริง ถือเป็การฝึกฝนเช่นกัน
ยามฉินชูปรากฏตัวที่ลานประลองอีกครั้ง สำนักชิงหยุนก็ครึกครื้นขึ้นอีกครา เพราะฉินชูไม่ได้ปรากฏตัวมาระยะหนึ่งแล้ว มีคนมากมายอยากท้าประลองฉินชู!
“ฉินชู ระหว่างต่อสู้ เ้าห้ามใช้พลังตบะสูงกว่าอีกฝ่าย มิเช่นนั้นถือว่าเ้าพ่ายแพ้ นี่เป็ความ้าของท่านเ้าสำนัก” หลังจากศิษย์สายในผู้หนึ่งเดินขึ้นหน้าจะท้าประลอง ลู่หย่วนจึงกล่าวขึ้น
“เช่นนั้นศิษย์สายหลักมีพลังตบะสูงกว่าศิษย์ ศิษย์ต้องทำเช่นไร?” ฉินชูเอ่ยถาม
ลู่หย่วนลังเลครู่หนึ่ง “เ้าอยากทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น ข้าเองก็ไม่รู้”
ลู่หย่วนเองก็คิดวิธีไม่ออก ให้ศิษย์สายหลักสะกดพลังตบะไว้หรือ หากมีพลังตบะเท่าฉินชูจะยังสู้ได้หรือ?
ย่อมสู้ไม่ได้
ไม่ผิดจากที่คาด ฉินชูต่อสู้ไปสามหน เอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนได้อย่างง่ายดาย ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายต้องอับอาย เขาเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยปราณกระบี่ที่ฝึกฝนจนช่ำชอง รอบสุดท้ายเขาก็เอาชนะศิษย์สายหลักขั้นสี่ระดับเจ็ดไปได้
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ศิษย์สำนักชิงหยุนตกตะลึงเป็อย่างมาก เพราะไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งเชิงพลังต่อสู้ของฉินชูได้เลย ยามเขาเผชิญกับผู้แข็งแกร่ง เขาก็จะแข็งแกร่งไปอีกขั้น
แต่เื่ที่ศิษย์สำนักชิงหยุนไม่รู้คือ ฉินชูมีพลังตบะขั้นสี่หลิงหยวนแล้ว เขาแค่ใช้พลังตบะขั้นสามในการต่อสู้ตลอด
โม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อ และหลัวเจินกำลังชมการประลอง พวกเขา้ารู้ผลลัพธ์หลังจากฉินชูฝึกคัมภีร์กระบี่ท้า์
หลังจากได้เห็นฉินชูเอาชนะศิษย์สายหลักขั้นสี่ระดับเจ็ด โม่เต้าจื่อจึงพยักหน้า “เรียกได้ว่าเ้าหนูนี่ไม่มีคู่ต่อสู้ในขั้นสี่แล้ว”
“เขามีรากฐานหยั่งลึก ทั้งยังมีสภาวะจิตกระบี่ สามารถค้นพบจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้ ไหนจะเสริมพลังด้วยเจตจำนงกระบี่ทำให้การโจมตีเฉียบคมอีก ไร้ที่ติอย่างแท้จริง” หลิงหยุนจื่อกล่าว
“ไม่ได้ห้ามเขาฝึกชิ้นส่วนคัมภีร์ปราณฟ้า นับเป็การตัดสินใจที่ถูกต้อง” โม่เต้าจื่อกล่าว
ในตอนนั้นที่มอบชิ้นส่วนคัมภีร์ปราณฟ้าให้ฉินชู ภายในใจโม่เต้าจื่อรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย เขากังวลว่าฉินชูอาจฝึกฝนจนเกิดปัญหา แต่เมื่อฉินชูกระตุ้นสายเืศักดิ์สิทธิ์จนตื่นขึ้นได้ ภายในใจเขาถึงโล่งใจขึ้นมาบ้าง
“พรุ่งนี้ข้าจะไปยังเมืองหลวงต้าเฉียน เื่ในสำนักต้องรบกวนท่านผู้เฒ่าทั้งสองแล้ว” หลัวเจินกล่าว
“ไปเถอะ! ขอเพียงไม่มีความขัดแย้งในผลประโยชน์โดยรวม ยอมให้ราชวงศ์เฉียนบ้างก็ไม่เป็ไร สิ่งที่สำนักชิงหยุนของเรา้าคือการเติบโตอย่างสงบมั่นคง บ่มเพาะผู้ฝึกกระบี่ให้มากขึ้นก็เท่านั้น” โม่เต้าจื่อกล่าวกับหลัวเจิน
หลัวเจินพยักหน้า เขาเข้าใจเหตุผลเ่าั้ ยามนี้ราชวงศ์เฉียนมีพลังความสามารถ จึงมีท่าทีค่อนข้างเผด็จการก็ถือว่าเข้าใจได้ เพราะในยุทธภพนี้ตัดสินกันด้วยพลัง
กลับถึงผาหินตัด ฉินชูจึงเริ่มฝึกฝนเพลงกระบี่ เมื่อมีปราณกระบี่ เพลงกระบี่ของฉินชูก็เฉียบคมกว่าเดิมมากนัก
วันนี้ฝึกฝนเสร็จสิ้น ฉินชูมายังคลังศัสตรา ที่เขามาคราวนี้ ไม่ใช่เพื่อแลกโอสถ แต่คิดจะแลกเตาหลอมโอสถหนึ่งลูก ต่อให้ไม่มีของชั้นเยี่ยม แลกเตาธรรมดาทั่วไปก็ได้ ในยามว่างเขาจะได้ฝึกศาสตร์การหลอมโอสถให้ช่ำชอง
ผู้าุโที่ควบคุมดูแลคลังศัสตรามีมารยาทต่อฉินชูเป็อย่างมาก สาเหตุหลักเพราะบัดนี้ฉินชูมีชื่อเสียงโด่งดัง เื่ที่เขานำหญ้าหอมนภากลับมา โม่เต้าจื่อและหลัวเจินได้บอกกล่าวกับผู้นำระดับสูงของสำนักแล้ว
“ฉินชู ครั้งนี้เ้าอยากแลกสิ่งใดหรือ?” ผู้าุโในคลังศัสตรากล่าว
