บทที่ 19
นั่นคือสีที่งดงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา...
ใต้ต้นลวงโฉม
ซูว่านฉีรวบรวมสมาธิจดจ้องการเคลื่อนไหวของเจียงเจ๋อ
ใน่ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ นางเริ่มคุ้นชินกับดาบในมืออย่างสมบูรณ์แล้ว และเจตจำนงแห่งดาบก็ยิ่งกลั่นแกร่งขึ้น
นางไม่รู้ว่าวิชาดาบของตนเองในตอนนี้อยู่ในระดับไหน แต่นางสามารถยืนหยัดต่อสู้ภายใต้เงื้อมมือของเจียงเจ๋อได้นานขึ้นเรื่อยๆ
จากตอนแรกที่พ่ายแพ้ใน 3 กระบวนท่า จนตอนนี้เป็ 10 กระบวนท่า และ 20 กระบวนท่า
ดาบในมือของนางยิ่งมาก็ยิ่งเร็ว เร็วเสียจนนางเพียงพอที่จะพิชิตศัตรูได้ในทันทีที่มองเห็นช่องโหว่เพียงนิดเดียว
เจอแล้ว
ในวินาทีที่นางมองเห็นช่องโหว่อันแ่เบาของเจียงเจ๋อ พลังปราณสีดำสนิทดุจน้ำหมึกในมือเขาก็พุ่งเข้าหาลำคอของนางแล้ว
พลังปราณสายนี้อันตรายเกินไป อันตรายเสียจนทันทีที่ััได้ ก็รับรู้ได้ถึงภัยคุกคามแห่งความตาย
แต่ซูว่านฉีกลับไม่หลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของนางสงบนิ่งถึงขีดสุด ขอแค่นางเร็วพอ
หนิงเมิ่งหลานที่เพิ่งมาถึงหน้าประตูเรือนมองเห็นภาพนี้แล้ว ใจพลันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ในฐานะผู้บำเพ็ญระดับมหาบูรพา เขารู้ซึ้งถึงอันตรายของการโจมตีนี้ดี
ในตอนนี้เขานึกไม่ออกเลยว่ามีของวิเศษป้องกันกี่ชิ้นที่ทิ้งไว้บนตัวซูว่านฉี เขาจึงยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณหมายจะช่วยนาง
ในชั่วพริบตาแห่งความเป็ตายนั้น พลังปราณในมือเจียงเจ๋อขยับเล็กน้อย มันเฉียดผ่านลำคอของซูว่านฉีไปอย่างหวุดหวิด
ในขณะเดียวกัน เส้นข้าไม่กี่เส้นของเขาก็ถูกปราณดาบพัดผ่านจนร่วงหล่นลงสู่พื้น
นี่เป็ครั้งแรกที่ซูว่านฉีไม่แพ้ แต่เสมอกับเจียงเจ๋อ
หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของหนิงเมิ่งหลานค่อยๆ สงบลง พลังปราณที่เตรียมไว้ในมือค่อยๆ สลายไป
ส่วนเซี่ยทิงไป๋ที่อยู่ข้างกายเขานั้น กลับมีท่าทีผ่อนคลายและสงบนิ่งมาโดยตลอด แววตาของเขาอ่อนโยนขณะปรายตามองซูว่านฉีที่กำลังเก็บดาบิญญา
ช่างเป็ดาบที่อันตรายแต่ก็น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน
แต่นางกลับมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความหวั่นไหว ราวกับคนที่เพิ่งเฉียดความตายเมื่อครู่ไม่ใช่ตัวนางเองอย่างนั้นแหละ
รอยยิ้มที่มุมปากของเซี่ยทิงไป๋ลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อย น่าสนใจ
นางไม่กลัวตายจริงๆ... หรือว่ามีที่พึ่งบางอย่าง ถึงได้มั่นใจว่าตัวเองจะไม่ตายกันแน่?
ไม่ว่าในใจจะคิดอย่างไร แต่การแสดงออกบนใบหน้าของเซี่ยทิงไป๋ยังคงความสุภาพนุ่มนวลเหมือนเช่นเคย เขากึ่งหันตัวไปผงกศีรษะทักทายเจียงเจ๋อที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากซูว่านฉี
เมื่อเห็นเจียงเจ๋อพยักหน้าตอบรับอย่างเ็าและถือตัว เซี่ยทิงไป๋ก็ขยับปลายนิ้วเบาๆ แต่สีหน้ากลับยิ่งดูอ่อนโยนมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ซูว่านฉีมองดูร่างของชายแปลกหน้าที่ปรากฏขึ้นหน้าประตู หัวใจของนางเต้นรัวดุจรัวกลอง
เซี่ยทิงไป๋
ในนิยายต้นฉบับ เขาคือคนที่เข้าใจความเป็มนุษย์อย่างถ่องแท้ เ็าถึงขีดสุด แต่กลับเก่งกาจในการเสแสร้งหน้ากากเป็อย่างยิ่ง กระทั่งพระเอกอย่างฉู่ชิงชวนยังเคยถูกเขาปั่นหัวจนเกือบเสียท่า... ผู้าุโเจ็ดแห่งสำนักไท่ชิง
และเขาก็คือคนที่นางไม่อยากเจอที่สุดในสำนักนี้
เมื่อนึกถึงเนื้อเื่ในนิยายที่เซี่ยทิงไป๋เพียงแค่ใช้คำพูดไม่กี่คำ ก็สามารถจับผิดช่องโหว่ของคำลวง และขุดคุ้ยหาความจริงมาใช้ประโยชน์ได้ ซูว่านฉีก็รู้สึกถึงภัยคุกคามที่ไม่น้อยไปกว่าตอนอยู่ที่วิหารคุมกฎเลย
ต่อหน้าเซี่ยทิงไป๋ นางห้ามแสดงช่องโหว่ออกมาแม้แต่นิดเดียว มิฉะนั้นสิ่งที่รอนางอยู่ย่อมมีเพียงขุมนรกหมื่นจ้าง
ซูว่านฉีไม่หันไปมองทางประตู นางก้มหน้าค่อยๆ เก็บดาบิญญาเข้าฝัก
จากนั้นจึงพยายามสงบจังหวะการเต้นของหัวใจ ในหัวมีความกระจ่างใสและเยือกเย็นถึงขีดสุด
ในตอนนี้ หนิงเมิ่งหลานเดินมาถึงข้างกายซูว่านฉีแล้ว แววตาที่ดูเข้มงวดนั้นซ่อนความสงสัยและการสำรวจไว้อย่างแ่เบา
ความทรงจำสุดท้ายที่เขามีต่อซูว่านฉี คือภาพที่นางใช้มือซ้ายรับเข็มเสวียนิครั้งนั้น
ตอนนั้นนางดูสิ้นหวังและไร้อาลัยตายอยาก ไม่สนใจในสิ่งใด แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เริ่มมา... ประลองดาบกับเจียงเจ๋อ?
เมื่อเห็นฉากที่เจียงเจ๋อเบี่ยงพลังปราณออกในตอนสุดท้าย เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าทั้งคู่แค่ซ้อมมือกัน
เป็เพราะเขาเคยเห็นซูว่านฉีในสภาพที่อยากฆ่าตัวตายมาหลายครั้งเกินไป จึงทำให้เขาร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เพียงแต่ ดาบของซูว่านฉีเมื่อครู่นี้...
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกดาบที่ใจดาบแตกสลายเลย ต่อให้เป็ศิษย์บนยอดเขาว่านเจี้ยนในตอนนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะมีใครร่ายรำดาบที่งดงามและน่าทึ่งได้ขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ เขาจึงกดความสงสัยทั้งหมดไว้ น้ำเสียงแสดงอำนาจแต่แฝงด้วยความเมตตา
“ว่านฉี การประลองใหญ่ของสำนักนั้นกินเวลานานและมีผู้คนวุ่นวาย เ้าเป็คนรักความสงบ เกรงว่าคงจะไม่ค่อยคุ้นชินนัก”
“หากจะถอนตัวตอนนี้ ยังทันนะ”
เขารู้ว่าซูว่านฉีไม่กลัวอันตรายในการประลอง จึงต้องหาเหตุผลอื่นมาอ้าง “หากเ้า้าสิ่งใดก็บอกทางสำนักได้ ไม่จำเป็ต้องเลือกทางเดินที่ต้องมาประลองเพียงอย่างเดียว”
ซูว่านฉีเงยหน้าขึ้น แววตาฉายแววทอดถอนใจอย่างเข้าใจ
นางมองหนิงเมิ่งหลานอย่างจริงจัง น้ำเสียงสงบนิ่ง “ท่านเ้าสำนักไม่ต้องกังวลหรอกเ้าค่ะ ศิษย์เพียงแค่อยากเข้าร่วมการประลองเท่านั้น”
“มีท่านเ้าสำนักและเหล่าผู้าุโอยู่ ย่อมไม่มีศิษย์คนไหนได้รับาเ็สาหัสในการประลองครั้งนี้แน่นอนเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบของนาง หนิงเมิ่งหลานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
เขานึกถึงภาพตอนที่ซูว่านฉีฝึกดาบเมื่อครู่ เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้ หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นก็พลันคลายออก “เ้าคิดได้ก็ดีแล้ว”
สายตาของเซี่ยทิงไป๋จับจ้องอยู่ที่ตัวซูว่านฉีมาโดยตลอด เมื่อได้ยินว่านางไม่มีเจตนาฆ่าตัวตายแต่กลับมุ่งมั่นกับการบำเพ็ญเพียร แววตาอ่อนโยนของเขาก็แฝงการลอบพิจารณาไว้จางๆ
เมื่อมองดูท่าทางที่สงบเยือกเย็นของนาง เขาก็ััได้ถึงความเฉยเมยราวกับมองข้ามทุกสิ่งภายใต้หน้ากากนั้นอย่างเฉียบแหลม
ไม่ว่าจะเป็เขา หนิงเมิ่งหลาน หรือแม้แต่เจียงเจ๋อ ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถทำให้ใจของนางสั่นคลอนได้เลย
ช่างน่าสนใจจริงๆ
วินาทีต่อมา เขาหยิบโอสถ "ฮุยชุน" (คืนวสันต์) ระดับสูงสุดที่เตรียมไว้ออกมา แล้วเดินเข้าไปหาด้วยสีหน้าอ่อนโยน
เขาหยุดยืนตรงหน้าซูว่านฉี สายตาเหมือนกำลังมองมิตรสหายสนิท น้ำเสียงแฝงการปลอบประโลมที่นุ่มนวล
“ซูว่านฉี”
“การบำเพ็ญเพียรแม้จะสำคัญ แต่ก็ต้องรักษาสุขภาพเป็หลักนะ”
เซี่ยทิงไป๋วางโอสถในมือลงบนโต๊ะหยกดำข้างกายอย่างสุภาพและนุ่มนวล
เขาเป็ถึงผู้าุโแห่งสำนักไท่ชิง มีวรยุทธ์สูงล้ำ และยังเป็นักหลอมโอสถระดับแนวหน้าของโลกแห่งการบำเพ็ญ แต่กิริยาท่าทางกลับเป็กันเอง น้ำเสียงไม่มีความโอหังแม้แต่น้อย ราวกับกำลังพูดคุยกับเพื่อนเก่าที่คุ้นเคย
“นี่คือโอสถฮุยชุนที่ข้าหลอมขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน แม้จะเป็เพียงยาฟื้นฟูพลังปราณในร่างกาย แต่โชคดีที่ระดับของมันค่อนข้างดี และยังมีสรรพคุณในการรักษาอาการาเ็ภายในที่เรื้อรังด้วย”
“ขอมอบสิ่งนี้ให้เป็ของขวัญ หวังว่าว่านฉีจะไม่ปฏิเสธนะ”
เมื่อได้ยินเสียงของเซี่ยทิงไป๋ ซูว่านฉีเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของนางยังคงความสงบนิ่งที่ดูเหมือนจะตายซากไม่เปลี่ยนแปลง
นางมองเซี่ยทิงไป๋ ในดวงตามีเงาสะท้อนของเขา แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือความว่างเปล่าที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด
สำหรับนางแล้ว เซี่ยทิงไป๋ก็ไม่ต่างจากใครคนอื่นในโลกแห่งการบำเพ็ญนี้ หรือจะพูดว่า ตราบใดที่คนตรงหน้าไม่ใช่คนคนนั้น ไม่ว่าจะเป็ใครก็ไม่ต่างกัน
นางไม่ได้ปรายตามองโอสถฮุยชุนบนโต๊ะเลยสักนิด เพียงแต่ระบายยิ้มออกมาตามมารยาทที่ควรจะเป็ แล้วเอ่ยอย่างสุภาพ
“ขอบพระคุณผู้าุโเจ็ดเ้าค่ะ”
แม้สายตาของเซี่ยทิงไป๋จะมองซูว่านฉีอย่างอ่อนโยน แต่เขานั้นหยั่งถึงก้นบึ้งของจิตใจคน ย่อมมองออกถึงความรกร้างภายใต้ความสงบนิ่งนั้น
ในใจของเขาไม่มีความสงสารหรือเวทนาเลยแม้แต่นิดเดียว ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกสนุกที่ได้ประเมินว่าสีหน้าของนางนั้น จริงกี่ส่วน เท็จกี่ส่วน
แต่เขากลับไม่ได้รับคำตอบใดๆ
ก็จริงนะ ขนาดหลุดรอดจากเงื้อมมือของหนิงเมิ่งหลานและผู้าุโคนอื่นๆ มาได้ ย่อมไม่ถูกเขาจับช่องโหว่ได้ง่ายๆ แบบนี้หรอก
คิดได้ดังนั้น เซี่ยทิงไป๋ก็พูดหยอกล้อตัวเองราวกับจะทำให้นางอารมณ์ดีขึ้น
“ข้านึกว่าว่านฉีจะประหลาดใจกับสรรพคุณของโอสถฮุยชุนขวดนี้เสียอีก ดูเหมือนข้าจะสำคัญตัวผิดไปหน่อยสินะ”
“นั่นสินะ โอสถิญญาระดับนี้ จะทำให้เ้า...”
เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เซี่ยทิงไป๋หยุดคำพูดไว้แค่นั้น แววตาฉายร่องรอยของการทอดถอนใจ
ซูว่านฉีฟังคำพูดของเขาแล้วก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
นางเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปรับลมปราณที่เหือดแห้งจากการซ้อมมือกับเจียงเจ๋อเมื่อครู่
ั้แ่วินาทีที่ได้เห็นเซี่ยทิงไป๋ นางก็บังคับตัวเองให้มีสมาธิและใช้เหตุผลอย่างถึงที่สุดแม้จะกำลัง "สวมบทบาท" อยู่ก็ตาม
ทุกคำพูด ทุกท่วงท่าที่เขาทำหลังจากมาที่นี่ ล้วนอาจเป็การหยั่งเชิงนางทั้งสิ้น
นางต้องรักษาบุคลิกของนางให้มั่นคง และไม่เหลือช่องโหว่ไว้แม้แต่น้อย
ในตอนนี้ หนิงเมิ่งหลานก็ตระหนักถึงสิ่งที่เซี่ยทิงไป๋พูดค้างไว้ เขาจึงรีบยิ้มออกมาเพื่อกู้สถานการณ์
“สมกับเป็นักหลอมโอสถที่มีพร์ที่สุดในโลกแห่งการบำเพ็ญจริงๆ แค่โอสถฮุยชุนที่ฟื้นฟูพลังปราณ ทิงไป๋กลับหลอมจนกลายเป็โอสถทิพย์ที่รักษาอาการาเ็ภายในได้”
“มีผู้าุโเจ็ดอยู่ นับเป็วาสนาของสำนักไท่ชิงเราจริงๆ”
เซี่ยทิงไป๋หันไปมองหนิงเมิ่งหลานที่อยู่ข้างกาย แล้วพูดอย่างอ่อนใจเล็กน้อย
“ท่านเ้าสำนักยกยอเกินไปแล้วขอรับ”
“โอสถฮุยชุนขวดนี้ ไม่ได้เกิดจากความสามารถของข้าเพียงคนเดียวหรอก”
พูดถึงตรงนี้ เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้มองไปที่ซูว่านฉี เพียงแต่เอ่ยเสียงนุ่ม
“ตอนที่ข้าผ่านซากโบราณของยอดเซียนท่านหนึ่ง ข้าได้พบกับ ‘โบตั๋นสรวง์’ อายุเจ็ดร้อยปีต้นหนึ่ง”
“ไม่รู้ว่ายอดเซียนท่านนั้น ปลูกมันไว้เพื่อสตรีอันเป็ที่รักหรือเปล่านะ”
เมื่อมาถึงตรงนี้ เขาก็ระบายยิ้มแล้วดึงหัวข้อกลับมา
“ข้าใช้มันเป็ตัวยา จึงได้โอสถฮุยชุนขวดนี้ที่สามารถรักษาแผลเรื้อรังได้”
ในวินาทีที่เซี่ยทิงไป๋เอ่ยชื่อ โบตั๋นสรวง์ ออกมา ซูว่านฉีก็ตระหนักได้ทันทีว่าเขากำลังลองเชิงเื่อะไร
ในนิยายต้นฉบับ บนยอดเขาปี้อวี้ของท่านเซียนชิงเหยียน เคยมีการปลูกทุ่งดอก โบตั๋นโปรยฝน ไว้
และหากดอกโบตั๋นโปรยฝนเลื่อนระดับขึ้นไปอีกขั้น ก็จะกลายเป็ดอกโบตั๋นสรวง์ที่โปร่งใสราวกับแก้ว
เื่นี้ไม่มีใครรู้เลย แม้แต่พระเอกอย่างฉู่ชิงชวนเอง ก็เพิ่งจะมาค้นพบหลังจากนี้ไม่นาน
แล้วเซี่ยทิงไป๋รู้ได้อย่างไร?
ซูว่านฉียืนนิ่งสงบ สีหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าเซี่ยทิงไป๋จะรู้เื่นี้มาจากที่ไหน นางต้องมีปฏิกิริยาที่ควรจะมี
แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้มองมาที่นาง แต่นางมั่นใจว่าเขาต้องใช้ลู่ทางอื่นลอบสังเกตพฤติกรรมของนางอยู่แน่ๆ
ซูว่านฉีหลุบตาลงเล็กน้อย ซ่อนทุกความคิดไว้ในใจ
นางเกือบจะแสดงท่าทางโศกเศร้าและเ้าคะนึงหาดอกไม้เ่าั้เพราะ "รักคนจึงรักสิ่งที่เขาชอบ" แต่จู่ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ หัวใจของนางพลันดิ่งวูบ
ไม่ถูก!
รอบกายของเ้าของร่างเดิม ไม่เคยมีสิ่งของใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับดอกโบตั๋นเลย
นางผู้ที่ยอมทุ่มเททุกสิ่งแม้จะาเ็สาหัสเพื่อต้นลวงโฉมเพียงต้นเดียว แต่ข้างกายกลับไม่มีแม้แต่ดอกโบตั๋นที่ท่านเซียนชอบสักต้น
ช่องโหว่ขนาดนี้ เพียงพอที่จะทำให้นางตกเหวที่ไม่มีวันได้ผุดไผ่
ซูว่านฉีใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ สมองหมุนวนอย่างรวดเร็ว
ต่อให้นางจะรู้ว่าบนยอดเขาของท่านเซียนเคยมีทุ่งดอกโบตั๋นโปรยฝน แต่นางก็พูดไม่ได้ นางจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าท่านเซียนชอบดอกโบตั๋น
โบตั๋นโปรยฝน นอกจากจะหมายถึงดอกไม้แล้ว ยังหมายถึงอะไรได้อีก?
เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ขนตาอันยาวงอนของนางขยับเล็กน้อย
ถ้าจำไม่ผิด ดอกโบตั๋นโปรยฝนมีสีฟ้า
นางหวนนึกถึงเนื้อเื่ในนิยาย แล้วค่อยๆ กะพริบตา ฉู่ชิงชวนเคยได้รับสมบัติล้ำค่าหลายชิ้นที่ท่านเซียนชิงเหยียนทิ้งไว้ ซึ่งหลายชิ้นในนั้นมีสีฟ้าทั้งชิ้น
ท่านเซียนชิงเหยียนชอบดอกโบตั๋นหรือ? ก็แค่วัชพืชิญญาบนยอดเขาเท่านั้น ใครจะกล้ายืนยันได้
แต่ในอนาคต เมื่อฉู่ชิงชวนหาสมบัติเ่าั้เจอ ทุกคนก็จะได้เห็นสมบัติเ่าั้ ได้เห็น... สีฟ้านั่น
นางกวาดสายตามองดูชุดคลุมสีฟ้าอ่อนบนร่างของตัวเอง หัวใจที่เคยแขวนอยู่ก็ค่อยๆ สงบลง
“ดอกโบตั๋นสรวง์... งั้นหรือเ้าคะ?”
เสียงของซูว่านฉีแ่เบาราวกับเสียงถอนหายใจ
นางมองไปที่ไกลแสนไกลด้วยแววตาเลื่อนลอย ราวกับสายตาคู่นั้นมองทะลุผ่านกาลเวลาไปนับร้อยปี
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดนางก็ดึงสติกลับมา มุมปากขยับยิ้มบางๆ
นางยิ้มออกมา แววตาแฝงไปด้วยความปีติที่บริสุทธิ์ ความโหยหาที่ฝังลึกถึงกระดูก และม่านหมอกที่จางหายไปไม่หมดสิ้น
“ข้ายังคงชอบดอกโบตั๋นโปรยฝนมากกว่าเ้าค่ะ”
“นั่นคือสีที่งดงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา”
