บทที่ 15
คนคนนั้นไม่ได้สอนเ้าหรือว่าควรบำเพ็ญอย่างพอดี...
เป็ครั้งแรกที่เจียงเจ๋อสบตากับนางโดยตรงอย่างชัดเจนและไม่มีสิ่งใดปิดกั้น เขาเห็นดวงตาคู่นั้นของนางที่เปี่ยมล้นไปด้วยความโศกเศร้าและการโหยหาอาลัยอย่างแจ่มชัด
นางมองเขาด้วยความจริงจังเช่นนั้น ราวกับไม่ยอมให้ใครมาประเมินค่าของ... ท่านเซียนชิงเหยียนในตอนนั้น
สอนนาง... ฝึกดาบงั้นหรือ?
เขาสะกดข่มความหงุดหงิดในใจพลางเบือนสายตาออกอย่างเ็า เพื่อคนเพียงคนเดียว ถึงกับยอมทำลายเจตจำนงแห่งดาบที่ขัดเกลามานับร้อยปี และทำลายเส้นทางบำเพ็ญของตัวเอง ช่างโง่เขลานัก เขาสะบัดแขนเสื้อ เตรียมจะจากไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงพูดคุยที่แฝงไปด้วยความโอหังก็ดังมาจากที่ไกลๆ และค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
ฉีจื้อหยวนวางมือไว้บนดาบิญญาข้างกาย แววตาเต็มไปด้วยความสะใจที่กำลังจะได้ชำระแค้น "วันนี้ ข้าต้องทำให้ซูว่านฉีได้เห็นดีกัน!"
หลายวันมานี้เขาออกไปทำภารกิจของสำนัก พอกลับมาถึงก็ได้ยินเื่ราวที่เกิดขึ้นใน่สองวันที่ผ่านมาจากลูกน้อง ว่าซูว่านฉีลอบทำร้ายคุณหนูเจียง และถูกตีจนาเ็สาหัสตอนไปขอขมาที่ยอดเขารั่วซวี ดูท่าว่าคุณหนูเจียงจะเป็คนเมตตาถึงได้ไว้ชีวิตนาง แต่ว่า... ซูว่านฉีที่าเ็สาหัสแบบนี้ คอยดูเถอะว่านางจะเอาอะไรมาสู้กับเขา!
ฉีจื้อหยวนนึกถึงตอนที่เคยถูกซูว่านฉีเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้า มือของเขาก็พลันกำแน่น ลูกศิษย์ข้างกายเขารีบพยักหน้าสนับสนุนทันที
"ใช่แล้วขอรับ ศิษย์พี่ฉีกำลังช่วยสำนักไท่ชิงกำจัดคนชั่ว! คนไร้ยางอายแถมยังลอบกัดพวกเดียวกันอย่างซูว่านฉี ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย" พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็เยินยอฉีจื้อหยวนต่อ
"อีกอย่างศิษย์พี่ฉีก็มีใจโอบอ้อมอารี ไม่ได้คิดจะเอาชีวิตนางหรอก แค่อยากจะสั่งสอนให้หลาบจำเท่านั้น ศิษย์พี่ช่างเป็แบบอย่างของพวกเราจริงๆ!"
ฉีจื้อหยวนมองเขาด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงจุดหมาย เขาเห็นประตูไม้ที่ปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง แววตาฉายแววงงงวยวูบหนึ่ง ประตูนี้ดูเหมือนจะเป็ไม้น้ำพันปี ? เป็ไปได้ยังไง?
เขายังไม่ทันได้คิดอะไรมาก ก็มองผ่านบานประตูเห็นซูว่านฉีกำลังฝึกดาบอยู่ เมื่อเห็นท่วงท่าที่ติดขัดและไร้ซึ่งปราณดาบ ฉีจื้อหยวนก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น
"ซูว่านฉี เจตจำนงแห่งดาบของเ้าพังทลายไปแล้วรึ?!"
เห็นดังนั้น เขาจึงถีบประตูเปิดออกโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แววตาเต็มไปด้วยเจตนาร้าย "ซูว่านฉี วันนี้เ้าตกอยู่ในมือข้าแล้วสินะ!"
เจียงเจ๋อยืนอยู่ห่างจากฉีจื้อหยวนเจ็ดก้าว เขาชำเลืองมองซูว่านฉีแวบหนึ่งก่อนจะอำพรางกายหายไป ด้วยวรยุทธระดับมหาบูรพา
หากเขา้า คนพวกนี้ย่อมไม่มีทางรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา เขาเก็บงำกลิ่นอายเย็นเยียบรอบตัว ยืนนิ่งมองเหตุการณ์ในลานบ้านอย่างเฉยเมย
ฉีจื้อหยวนไม่รู้ตัวเลยสักนิด เขาไม่ได้สนใจลานบ้านที่เปลี่ยนโฉมใหม่เลย สายตาจ้องเขม็งไปที่ซูว่านฉี "ตอนที่เ้าชนะข้า เ้าคงไม่คิดสินะว่าจะมีวันที่แม้แต่เจตจำนงแห่งดาบก็ยังรักษาไว้ไม่ได้?"
คนที่าเ็สาหัสและเจตจำนงแห่งดาบแตกสลาย ย่อมง่ายต่อการบงการ เขาจึงเอ่ยอย่างโอหัง "ถ้าเ้าคุกเข่าอ้อนวอนตอนนี้ บางทีข้าอาจจะไว้ชีวิตเ้าก็ได้"
เขามองดูซูว่านฉีที่รูปร่างซูบผอมและใบหน้าซีดเซียวภายใต้ต้นลวงโฉม พลางหรี่ตาลงด้วยความหยาบโลน "แน่นอนว่าถ้าเ้ายอมมาเป็ทาสคอยรับใช้ข้า รินน้ำชา ล้างเท้า อุ่นเตียงให้— ข้าอาจจะชุบเลี้ยงเ้า ให้เ้าได้มีความสุขบ้างก็ได้นะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของฉีจื้อหยวน สีหน้าของเจียงเจ๋อก็เ็าลงไปอีกหลายส่วน เขาเบือนหน้ามองไปทางใต้ต้นลวงโฉม ซูว่านฉียังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง แม้แต่ท่วงท่าฝึกดาบก็ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย ราวกับคำพูดของคนพวกนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนางเลยสักนิด เจียงเจ๋อมองด้วยสายตาเสียดสี
คำดูถูกขนาดนี้... นอกจากคนคนนั้นแล้ว นางไม่สนใจแม้กระทั่งตัวเองเลยงั้นรึ? งั้นก็มาดูกันว่านางจะสงบไปได้ถึงเมื่อไหร่
อีกด้านหนึ่ง ฉีจื้อหยวนเห็นซูว่านฉีไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ ก็แผดเสียงอย่างเดือดดาล "ซูว่านฉี อย่ามาทำตัวหยิ่งจองหองนักนะ!"
ลูกน้องข้างกายเขาก็เริ่มด่าทอด้วยคำหยาบคาย "ใช่! จะมาทำเป็รักนวลสงวนตัวทำไม เมื่อก่อนไม่ใช่เ้าหรอกรึที่เดินตามหลังฉู่ชิงชวนเหมือนสุนัขน่ะ? ดูสารรูปเ้าตอนนี้สิ ศิษย์พี่ฉีชายตามองเ้าก็นับว่าให้เกียรติมากแล้ว!"
ซูว่านฉีได้ยินคำด่าทอเ่าั้แต่ในใจกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ นางยังสามารถสังเกตการโคจรของพลังปราณในร่างได้อย่างใจเย็น แค่ถูกด่าทอไม่ได้ทำให้เกิดาแแม้แต่นิดเดียว มีอะไรน่าใส่ใจกัน ราวกับนางบรรลุถึงบางสิ่ง ท่วงท่าการวาดดาบของนางดูไหลลื่นขึ้นกว่าเมื่อครู่อีกหนึ่งส่วน
ฉีจื้อหยวนเห็นซูว่านฉีทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนก็โกรธจนตาแดงก่ำ เมื่อก่อนนางก็เป็เช่นนี้ ไม่เคยมองเขาอยู่ในสายตา ต่อให้ชนะเขาและเหยียบเขาไว้ใต้เท้า นางก็ยังจำชื่อเขาไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
ตอนนี้ในเมื่อนางกลายเป็คนพิการไปแล้วยังกล้าทำเช่นนี้กับเขาอีก เขาต้องสั่งสอนนางให้เข็ด
ฉีจื้อหยวนชักดาบิญญาออกมา โคจรพลังปราณทั่วร่างแล้วฟันเข้าใส่ซูว่านฉีอย่างสุดกำลังโดยไม่คิดจะออมมือ
ซูว่านฉีััได้ถึงปราณดาบที่พุ่งเข้ามาแต่นางกลับไม่มีความตื่นตระหนก ตรงกันข้ามกลับรู้สึกตื่นเต้น เ้าสำนักไท่ชิงต้องวางของวิเศษป้องกันไว้บนตัวนางใหม่
หลังเหตุการณ์เข็มเสวียนิแน่นอน ด้วยวรยุทธของพวกฉีจื้อหยวน ไม่มีทางทำลายการป้องกันได้ คนพวกนี้แหละคือคู่ซ้อมที่ดีที่สุดสำหรับนาง
หากเป็ก่อนหน้าที่นางจะเห็นยันต์เชิญประลอง นางคงทำได้เพียงเมินเฉยต่อการยั่วยุ และรอให้พวกเขาลงมือเพื่อรอรับความตายหรือรอให้ของวิเศษทำงาน
แต่ตอนนี้—เพื่อที่จะได้ "บัวสามกลีบ" ของคนรักที่ทิ้งไว้บนโลก นางสามารถฝึกดาบทั้งวันทั้งคืนโดยไม่สนสิ่งใด และย่อมสามารถทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนเพื่อบัวสามกลีบนั้นได้เช่นกัน
นางถอยหลังก้าวหนึ่ง ปลายดาบสะกิดเบาๆ เพื่อเบี่ยงทิศทางดาบิญญาของฉีจื้อหยวน ปราณดาบเฉียดกายไปอย่างหวุดหวิด ไม่รู้ว่าเป็เพราะพร์ของร่างเดิมดีเกินไป หรือเป็เพราะนางผ่านมาสองชาติจนมีเนตรจิตที่แข็งแกร่ง นางจึงมองเห็นทิศทางการกวัดแกว่งดาบของฉีจื้อหยวนได้อย่างชัดเจน และััถึงวิถีการเดินของกระบวนท่าได้ทุกท่วงท่า
เพียงแต่... นางมีเวลาฝึกดาบน้อยเกินไป การควบคุมกระบวนท่าและการเดินพลังปราณยังไม่เชี่ยวชาญพอ จึงทำได้เพียงหลบเลี่ยงปราณดาบของฉีจื้อหยวนครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยท่าทางที่ดูหวาดเสียวในสายตาคนอื่น จะเป็แบบนี้ต่อไปไม่ได้ วันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความคุ้นเคยในการปะทะดาบ ตอนนี้หลบได้ แต่ในการประลองใหญ่ นางจะหลบดาบของทุกคนไปตลอดงั้นหรือ?
สิ่งที่นาง้าคือ "ชัยชนะ" และมีเพียงการชนะในการประลองใหญ่เท่านั้น นางถึงจะได้สิ่งที่้า—นั่นคือการมีชีวิตอยู่
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็หยุดการหลบหลีก นางนึกถึงกระบวนท่าของฉีจื้อหยวนเมื่อครู่อย่างสงบ มองหาช่องว่างระหว่างสองกระบวนท่า แล้วแทงดาบิญญาในมือสวนกลับไปทันที
เจียงเจ๋อที่เฝ้าดูอยู่เลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาฉายแววสนใจขึ้นมาบ้าง แม้ท่วงท่าของซูว่านฉีจะดูขัดเขินอยู่บ้าง แต่การเดินพลังปราณรอบตัวเริ่มไหลลื่นขึ้นเรื่อยๆ ฉีจื้อหยวนเมื่อรับรู้ถึงสิ่งนี้ ใบหน้าก็มืดครึ้มลงทันที เขาไม่นึกเลยว่าซูว่านฉีที่เจตจำนงแห่งดาบพังทลายจะยังรับมือยากขนาดนี้ ดูท่าเขาต้องเอาจริงเสียแล้ว
วินาทีถัดมา ดาบในมือเขาก็เปลี่ยนเป็ดุดันและรวดเร็วขึ้น ทุกกระบวนท่ามุ่งหมายไปที่จุดตายบนร่างของซูว่านฉี
หากถูกดาบฟันเพียงครั้งเดียว ย่อมาเ็สาหัสแน่นอน ซูว่านฉีััถึงวิกฤตแห่งความเป็ตายแต่นางกลับไม่หลบเลี่ยง เพราะนางเห็นจุดที่อ่อนแอที่สุดบนตัวเขาแล้ว ขอเพียงโจมตีตรงนั้น นางจะชนะ
นางจ้องมองปราณดาบที่พุ่งตรงมายังหน้าอกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะสะบัดมือโคจรพลังปราณ ดาบิญญาพุ่งทะยานไปด้วยเจตจำนงแห่งดาบที่แน่วแน่ ตรงดิ่งไปยังลำคอด้านซ้ายของฉีจื้อหยวน
ฉีจื้อหยวนััได้ถึงอันตรายที่คอจึงหยุดกระบวนท่าทันทีและะโถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว เขาพูดด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
"เจตจำนงแห่งดาบของเ้าพังไปแล้วไม่ใช่รึ? เ้าที่เพิ่งเริ่มฝึกดาบใหม่ จะมีเจตจำนงแห่งดาบได้ยังไงกัน?!"
เจียงเจ๋อเห็นเจตจำนงแห่งดาบของซูว่านฉีได้อย่างชัดเจน แววตาฉายแววชะงักงันที่สังเกตได้ยาก นักดาบทุกคนล้วนมี "วิถี" ของตัวเอง
เมื่อตระหนักถึงวิถีนั้นได้จึงจะเข้าถึงเจตจำนงแห่งดาบ เมื่อกวัดแกว่งดาบด้วยเจตจำนงนั้นนับครั้งไม่ถ้วนจนมองทะลุปรุโปร่ง จึงจะก่อเกิดเป็ "ใจดาบ"
เมื่อใจดาบก่อเกิด วิถีดาบก็มั่นคง ปกตินักดาบที่ใจดาบถูกทำลาย วิถีดาบจะพังทลาย การจะฝึกเจตจำนงแห่งดาบขึ้นมาใหม่นั้นยากเย็นแสนเข็ญ นักดาบส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจเข้าถึงมันได้อีกครั้ง
เจียงเจ๋อมองซูว่านฉีด้วยสายตาที่ซับซ้อนโดยไม่รู้ตัว เขามองดูคนทั้งสองที่ปะทะกันอีกครั้ง เมื่อเห็นจุดที่พลังปราณของซูว่านฉีเดินติดขัด
เขาก็เอ่ยเสียงเรียบ "ซ่อนในตันเถียน แยกสามพลังปราณออกจากกัน"
สิ้นเสียงของเขา กระบวนท่าดาบในมือซูว่านฉีก็ไหลลื่นขึ้นทันที ฉีจื้อหยวนตามไม่ทันจนถูกดาบกรีดเป็ทางยาวที่หน้าอกขวา
วินาทีต่อมาดาบของซูว่านฉีก็พาดอยู่ที่คอของเขา เจตจำนงแห่งดาบอันเย็นเยียบกดลึกลงไปในลำคอทีละนิด
ฉีจื้อหยวนคุกเข่าลงอย่างเชี่ยวชาญราวกับเคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน พลางร้องขอโทษเสียงหลง "ท่านย่าซู! เป็ข้าที่ตามืดบอดเอง ข้ามันสมควรตายที่บังอาจมีใจคิดร้าย..."
ซูว่านฉีไม่ได้สนใจคำพูดของเขา นางเพียงมองฉีจื้อหยวนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนสงบนิ่งเช่นเคย "ไม่ต่อแล้วหรือ?"
ฉีจื้อหยวนรู้ดีว่าตัวเองมีฝีมือแค่ไหน ขนาดซูว่านฉีเพิ่งเริ่มฝึกเจตจำนงแห่งดาบใหม่ยังทำร้ายเขาได้ ถ้าฝึกต่ออีกนิดเขาไม่ตายเรื้อรึ?
แค่คุกเข่าอ้อนวอนมันจะไปยากอะไร ดีกว่าต้องเจ็บตัวเยอะ เขาชำนาญเื่นี้อยู่แล้ว! ขุนเขาเขียวยังอยู่ไม่ต้องกลัวไร้ฟืนเผา! (ถอยเพื่อตั้งหลัก)
เมื่อเห็นซูว่านฉีไม่ตอบโต้ เขาก็โขกศีรษะพลางค่อยๆ คลานเข่าหนีไปอย่างระมัดระวัง
เจียงเจ๋อไม่ได้สนใจพวกนั้น เขาเพียงจ้องมองซูว่านฉี เมื่อเห็นนางไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นและเริ่มร่ายรำดาบต่อ ปลายนิ้วของเขากระตุกเบาๆ
นี่สิ ถึงจะเป็หน้าตาของเซียนที่ดิ้นรนสู้กับลิขิตฟ้า ความรักเมื่อเทียบกับวิถีเซียนแล้ว... ช่างไร้ค่า
ไม่กี่อึดใจต่อมา เจียงเจ๋อนั่งลงที่โต๊ะหยกดำ สะบัดมือขวาครู่หนึ่ง บนโต๊ะก็ปรากฏกาชา "อวี่จิ่ง" ที่หาได้ยากในรอบพันปี เขาหยิบกาชาขึ้นมารินใส่จอกอย่างเนิบนาบ กลิ่นหอมของชาขจรขจายจากจอกชาลายทอง
เจียงเจ๋อจิบชาอย่างสบายอารมณ์ สายตามองดูซูว่านฉีที่ฝึกดาบอยู่ไม่ไกล พลางเอ่ยปากชี้แนะเป็ระยะ หลังผ่านไปสองรอบ กระบวนท่าดาบของซูว่านฉีก็ไม่มีที่ติดขัดอีก เขาหลุบตาลงซ่อนความชื่นชมจางๆ ในแววตา พร์โดดเด่น ความเข้าใจเป็เลิศ หากไม่มี เื่นั้น...
ทว่าในตอนนั้นเอง เขาเห็นมือซ้ายของซูว่านฉีช้าลงไปหนึ่งจังหวะ คล้ายนึกอะไรขึ้นได้ มือที่กำลังรินชาก็ชะงักไปเล็กน้อย ความเ็ปที่เข็มเสวียนิสร้างให้แก่เซียนนั้นไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขา หากคนอื่นโดนเข็มเสวียนิ ต่อให้มียาแก้พิษก็ต้องพักฟื้นนับสิบวันความรู้สึกแสบร้อนถึงจะหายไปหมด จนถึงทุกวันนี้ไม่เคยมีใครที่โดนเข็มเสวียนิแล้วจะสามารถโคจรพลังปราณต่อเนื่องกันเกินสี่ชั่วโมงได้ในวันเดียว แต่ซูว่านฉีไม่เพียงบำเพ็ญเพียรมานาน ยังเพิ่งสู้กับคนอื่นมาอีก
เจียงเจ๋อมีสีหน้าเรียบเฉย เมื่อเจ็บจนถึงขีดสุด เดี๋ยวก็หยุดเองนั่นแหละ ผ่านไปหนึ่งก้านธูป เขายังคงมีท่าทีสบายๆ ครึ่งชั่วยามผ่านไป แววตาเขาเริ่มเ็า หนึ่งชั่วยามผ่านไป เขาผู้วางจอกชาลงบนโต๊ะหยกดำด้วยกลิ่นอายเย็นะเืจนเกิดเสียงดังทึบ ทว่าดาบในมือซูว่านฉียังคงร่ายรำต่อไปไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
เจียงเจ๋อเบือนหน้าหนีด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เื่ของนาง เกี่ยวอะไรกับเขา? แต่ผ่านไปเพียงสามอึดใจ เขาก็เอ่ยเสียงเรียบ "ลานบ้านนี้แม้จะเรียบง่าย แต่ทิวทัศน์ก็พอใช้ได้" ซูว่านฉีที่อยู่ไม่ไกลไม่เพียงไม่มีปฏิกิริยา แม้แต่ท่าดาบในมือก็ไม่หยุดเลยสักนิด สีหน้าเจียงเจ๋อมืดครึ้มลงทันที เขาเบือนสายตาหนีอย่างเ็าและไม่มองนางอีกเลย
หลังจากจิบชาไปได้หนึ่งจอก เขาขมวดคิ้วแล้วเบนสายตากลับมามองอีกครั้งด้วยเสียงอันเย็นเยียบ "หวังแต่ผลสำเร็จในระยะสั้น ยากจะทำการใหญ่" ใต้ต้นลวงโฉม เสียงดาบยังคงดังต่อเนื่อง เจียงเจ๋อหลับตาลงอย่างเ็า ต่อให้ไม่ลืมตามองก็ััได้ถึงความติดขัดของพลังปราณที่มือซ้ายของนาง
ผ่านไปอีกหนึ่งจอกชา เขาอุกขึ้นและเดินตรงไปยังประตูโดยไม่มีสีหน้าใดๆ แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู เมื่อได้ยินเสียงกวัดแกว่งดาบจากข้างหลัง เขาก็เอ่ยด้วยเสียงที่เย็นจัด
"คนคนนั้นไม่ได้สอนเ้าหรือว่าควรบำเพ็ญอย่างพอดี?"
เสียงดาบเื้ัพลันหยุดชะงักลง ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน
