ที่ประตูเมือง ผู้คนเริ่มรอการมาถึงของการแจกข้าวและอาหาร แต่จนสายตะวันลอยขึ้นสูง มันก็ไม่มีวี่แววว่าประตูจะเปิดให้ผู้คนผ่าน
ผู้ลี้ภัยที่มาถึงก่อนหน้านี้ได้กล่าวปลอบโยนฝูงชนทางด้านหลังอย่างมั่นใจว่า “เ้าเมืองเสี่ยวใจดี บอกว่าเขาจะไม่ทอดทิ้ง ตอนนี้คงติดปัญหาการปราบฏ เ้าหน้าที่จึงมีธุระบางอย่างให้จัดการมากไม่สามารถให้ทุกคนเข้าไปได้ในรวดเดียว”
ฝูงชนที่กระสับกระส่ายมาหลายวันก็สงบลงอีกครั้ง
รอจนเกือบเที่ยง แต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ประตูเมือง
แต่ได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันและเสียงเอะอะโวยวายของผู้คนดังมาจากของในกำแพงอยู่ตลอด
เหล่าผู้ลี้ภัยที่เฝ้าอยู่หน้าโรงทานเริ่มมีอาการกระสับกระส่ายมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนคนหนึ่งเป็ผู้นำ วิ่งไปที่ประตูเมืองและเริ่มทุบตี
พวกเขาไม่เพียงแต่ทุบตีและเตะเท่านั้น แต่ยังหยิบจอบ ไม้ และสิ่งของอื่นๆ เพื่อพยายามบุก แม้จะถูกผลักและดันจากผู้คนมากมาย แต่ประตูไม้เสริมแผ่นเหล็กก็ยังคงนิ่งสนิท
เฉินอวี๋และครอบครัวยืนอยู่ทางด้านข้างของฝูงชน มองหน้ากันด้วยอาการขมวดคิ้ว
หากพวกเขายังคงคิดที่จะบริจาคข้าวและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย แต่วันนี้ค่อนข้างช้าผิดปกติ
“รอก่อน มีเื่บางอย่างเกิดขึ้นในเมือง” เฉินอ่าวกล่าวอย่างมั่นใจ เขามีเคล็ดวิชาหูทิพย์ที่ยอดเยี่ยม จึงสามารถได้ยินเสียงทหารปะทะกันภายในเมืองที่มีกำแพงหนาๆ ปิดกั้นได้ แต่ด้วยที่เขาฟังภาษาของคนในพื้นที่ไม่ออก แต่รู้ได้ว่ามันไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีอะไรเลย ไม่เพียงแต่มณฑลต่างๆ จะพยายามต่อสู้กันเองเท่านั้น แต่ในเขตปกครองเล็กๆ ก็เริ่มมีการต่อสู้ขึ้นที่ภายใน
ฝูงชนที่รอเริ่มโกรธแค้นทวีคูณมากขึ้น เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงจึงพาเด็กๆ ถอยกลับไปที่กระท่อมของพวกเขา
เนื่องจากไม่ได้กินอะไรเลยั้แ่เช้า ท้องของทุกคนก็เริ่มร้องออกมาเพราะความหิว เฉินอ่าวจึงหยิบมันเห็บออกมาสองสามหัว แจกให้ทุกคนได้กินรองท้องไว้ก่อนหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งครึ่งชั่วยามถึงตอนสายของวัน ประตูเมืองที่ถูกกระแทกมาอย่างต่อเนื่องก็ถูกเปิดออก แต่ก่อนที่ผู้ลี้ภัยจะได้ทันได้ยิ้มเดินเข้าไป การพุ่งพรวดออกมาของทหารม้าก็ทำให้พวกเขาที่ขว้างทางถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด
ด้วยการฟาดฟันของหอกเหล็กเพียงครั้งเดียว ผู้ลี้ภัยที่ปิดกั้นประตูเมืองก็ล้มลงทีละคนราวกับวัชพืชที่ถูกถาง
“กรี๊ดดด”
“ช่วยด้วย”
“ทหารกำลังฆ่าประชาชน!!!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้น และผู้ลี้ภัยที่ปิดกั้นกำแพงเมืองต่างแตกกระเจิงหนีไปทุกทิศทุกทาง
นายกองทหารซึ่งมีใบหน้าบึ้งตึงะโขึ้น “สังหารพวกฏที่พยายามบุกเข้ามาในเมืองให้หมด”
กลุ่มผู้ลี้ภัยที่ตรงประตูต่างตกตะลึง
ใครคือกันคือฏ?
พวกเขาเป็พลเมืองที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างชัดเจน!
หลายคนรีบก้มลงคุกเข่าเพื่ออธิบายว่าเขาไม่ใช่ฏ แต่ก่อนที่เขาจะพูด ศีรษะของเขาก็ถูกฟันด้วยดาบจนขาด เืกระเด็นไปไกลถึงสามเมตร สร้างความใให้กับทุกคนในเหตุการณ์
ครอบครัวของเฉินอวี๋ที่เห็นฉากนี้จากด้านข้างก็ขมวดคิ้ว ไม่คิดว่าทหารจะน่ากลัวและโเี้กว่าโจรเสียอีก
ทุกคนเดินทางมาไกล จนก็ได้เห็นแสงแห่งความหวัง แต่คงไม่มีใครคิดมาก่อน ว่าแสงแห่งความหวังนั้นจะเป็แสงที่พรากชีวิตของพวกเขาไป
“พวกคนโฉด”
ขณะที่เฉินอวี๋และครอบครัวสาปแช่งเตรียมจะหนี แต่การฆ่าของทหารก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
ผู้ลี้ภัยต่างพากันคุกเข่าลงบนพื้นโล่งใต้ประตูเมือง เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงลมหายใจที่หวาดกลัวของทุกคน และยังเป็นายทหารคนเดิมที่ชูหอกในมือะโใส่ผู้ลี้ภัยที่อยู่ตรงหน้า
“เ้าเมืองเสี่ยวได้เสียชีวิตแล้ว กิจการทั้งหมดของเมืองจะอยู่ในการดูแลชั่วคราวโดยรักษาการเ้าเมืองคนใหม่ ใน่เวลาไว้ทุกข์ จะไม่มีการจัดตั้งโรงทาน แต่พวกเ้าสามารถเข้ามาในเมืองเพื่อแสดงความเสียใจได้”
หลังจากพูดจบ เขาก็ชี้ไปที่ชายวัยกลางคนที่แต่งกายเป็บัณฑิตที่อยู่ข้างๆ แล้วบอกฝูงชนว่า
“เขาคือผู้ตรวจสอบ ถ้าใคร้าเข้าไปในเมืองเ้าต้องมาพูดคุยกับชายผู้นี้ เข้าใจหรือไม่?”
เพียงพูดจบ นายทหารก็ทิ้งทหารยี่สิบคนไว้เื้ั จากนั้นก็ออกเดินทางไปพร้อมกับทหารที่เหลือคนอื่นๆ
ประตูเมืองเปิดกว้างแล้ว แต่ก็ไม่มีใครกล้าฝ่าเข้าไป
บางคนที่มีความกล้าหาญ ก็ค่อยๆ เดินถามบัณฑิตคนนั้นอย่างเขินอายว่าจะเข้าเมืองได้อย่างไร
บัณฑิตคนนั้นสะบัดแขนเสื้อกว้างๆ ของเขา นั่งไขว่ห้างอยู่ด้านหลังโต๊ะไม้ที่ทหารจัดเตรียม พูดด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตาว่า
“คนหนึ่งคนสามารถเข้าไปในเมืองได้ แต่ต้องเงิน 10 อีแปะเพื่อไว้ทุกข์”
เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของฝูงชน เขาจึงคำนวณอีกครั้งว่า “โดยปกติแล้ว ข้าวหนึ่งถุงราคา 30 อีแปะ ปีนี้เนื่องจากาและภัยแล้งอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ของแคว้นชวี ราคาธัญพืชจึงสูงขึ้น 30 อีแปะจึงมีพอสำหรับข้าวเพียงหนึ่งถุงเท่านั้น”
เพียงแค่คำพูดง่ายๆ แต่ทำให้ผู้ลี้ภัยหลั่งน้ำตาด้วยความสิ้นหวัง
พวกเขาไม่มีแม้แต่ข้าวหรืออาหารที่จะกิน นับประสาอะไรกับเงินที่ต้องจ่ายด้วยจำนวนเกือบเป็ปีในการเก็บรวบรวม สิ่งนี้ อย่างมากที่สุดก็มีแค่พวกพ่อค้าเท่านั้นที่อาจจะมีถุงเงินพกติดตัวอยู่
ที่มุมๆ หนึ่ง เฉินถั่วถงมองไปที่เฉินอ่าว ซึ่งยังคงเก็บเงินไว้ในเสื้อ แต่พวกเขาก็ยังเข้าไปในเมืองไม่ได้ เพราะเงินที่มีไม่พอต่อค่าธรรมเนียม
แต่ถ้าพวกเขาเข้าเมืองไม่ได้ พวกเขาก็จะหางานไม่ได้ ถ้าไม่มีงาน พวกเขาก็จะไม่มีอาหาร และในที่สุดผลลัพธ์คือพวกต้องอดตายก่อนฤดูหนาวแน่นอน
อีกทางเลือก คือต้องจากที่นี่เพื่อเดินทางไปยังเมืองอื่น
แต่แค่นี้ก็เป็ขีดจำกัดสำหรับผู้ลี้ภัยที่ไม่มีเสบียงแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเดินทางครั้งที่สองมันจะเป็การเดินทางที่ต้องตายเป็ผีหิวโซจริงๆ จนสิ่งนี้ จะทำให้ผู้คนร้องไห้ไปทั่วประตูเมือง
ความหวังริบหรี่ที่เคยมีแต่ก่อน ก็ต้องมอดดับลงเต็มไปด้วยความเสียใจ
เมื่อพลบค่ำ ศพที่โดนตัดหัวถูกนำไปแสดงไว้ใต้ประตูเมือง ส่วนคราบเืถูกทหารล้างออกด้วยน้ำทำความสะอาด
ทุกคนได้แต่มองหน้า ในสภาวะที่รออยู่ก็ต้องตาย เริ่มมีร่างหลายร่างลุกขึ้นจากฝูงชนอย่างเงียบๆ ย่อตัวลง แล้ววิ่งอย่างรวดเร็วไปยังประตูเมือง แต่ก็ถูกทหารที่อยู่บนกำแพงพบเห็นก่อนจะถูกมือธนูยิงจนร่างพรุน จนแผนของใครหลายคนที่จะแอบเข้าไปในเมืองต้องล้มเลิก
“พวกเ้ามีเงินติดตัวหรือไม่?”
ในหน้ากองไฟที่เพิงหญ้าฟาง เฉินอ่าวกับหยู่เจ๋อ หันไปถามคนกลุ่มหนึ่ง ที่รู้จักกันมาก่อนตอนที่เดินทางมาด้วยกัน
พวกเขาพูดภาษาหยานโจว จึงค่อนข้างไว้ใจสื่อสารได้ดีในระดับหนึ่ง
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเฉินอ่าว พวกเขาที่มีอยู่ห้าหกคนจึงพูดตรงๆ ว่า “พี่เฉิน พูดตามตรง พวกเราอยากติดตามท่าน ตราบใดที่ตัดสินใจได้เราก็จะสนับสนุน”
ไม่กึ่งปฏิเสธ แสดงว่าคนเหล่านี้น่าจะมีเงินติดตัวแต่ก็ไม่มากพอจะเข้าไปในเมือง ในสถานการณ์ที่ไร้ทางออก ชาวบ้านจึงค่อนข้างไว้ใจกับคนที่มีฐานะและอำนาจที่เหนือกว่า เรียกได้ว่ามันเหมือนลำดับชั้นทางสังคมหรือวรรณะ
พวกเขาเห็นลูกๆ ของเฉินอ่าวฝึกเขียนคำมาตลอดเส้นทาง จึงเข้าใจว่าครอบครัวแซ่เฉินเป็ตระกูลผู้ดีเก่า ดังนั้นคนธรรมดาจึงไว้วางใจต่อคนมีฐานะทางสังคมที่ดีกว่าตน
หยู่เจ๋อฉวยโอกาสถามด้วยเสียงเบาว่า “พี่เฉิน ท่านคิดอย่างไรบ้าง เราควรเข้าไปในเมืองดีหรือไม่ ถ้าจะเข้า พวกเราจะให้ยืมเงินก่อน ขอแค่ท่านอย่าลืมพวกเราทางด้านหลังเป็พอ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหยู่เจ๋อ เฉินอ่าวก็รู้สึกประทับใจ แต่เขายังไม่ได้พูดถึงเื่การยืมเงินตรงๆ กลับกัน เขาเล่าแผนการของตัวเองให้ฟังเพื่อขอความเห็น
“แผนของครอบครัวเราคือ ขั้นแรกต้องเข้ามาในเมืองก่อน เมื่อทราบถึงสถานการณ์ภายในแล้ว ก็จะคิดหาแผนดึงพวกเ้ามาช่วย โดยอ้างว่าเป็คนของข้าและขาดกำลัง น่าจะเอาไปต่อรองกับพวกเ้าหน้าที่ที่ขาดคนช่วยเหลืองานได้” เฉินอ่าวกล่าวอย่างมั่นใจ ในความวุ่นวาย ทางการต้องจ้างผู้คนมาช่วยบางสิ่งในเมือง ตราบใดที่สนิทกับเ้าหน้าที่ได้สักคน โดยอ้างฐานะเป็ผู้รู้หนังสือหรือผู้ดีเก่า คงทำให้คนเ่าั้ไม่กล้าปฏิเสธในการหางานให้
ซึ่งค่อนข้างเป็วิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้ ที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่รอความตายอย่างสิ้นหวัง ทุกคนจึงตัดสินใจแยกย้ายเพื่อรวบรวมเงินให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ตอนเช้าจะได้รวบรวมเงินตามที่เคยตกลง
