“ท่านพ่อ คืนนี้เราจะได้กินเนื้อเสือดาวใช่มั๊ย?” เฉินอวี๋ถามพ่อด้วยความคาดหวัง เพราะการฝึกเขารู้สึกว่าตัวเองกินเยอะและหิวบ่อยขึ้น เหมือนต้องหาพลังงานที่หายไปคืนทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฉินต้าที่ยืนตาแดงอยู่ข้างๆ ถึงเขาจะเริ่มควบคุมร่างกายและสัญชาตญาณคลั่งได้ดีกว่าเดิมแล้ว แต่เมื่อเฉินอ่าวเจอสายตาของลูกชายข่มขู่ ที่บอกเป็นัยว่าถ้าไม่ยอมให้เนื้อเสือดาว เขาจะสู้เพื่อมันและแบกวิ่งหนีเอง
เฉินอ่าวที่เห็นเช่นนี้ก็พยักหน้าให้อย่างเ็ป จนตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจที่มาของพลังของลูกชายคนโต และหากพูดว่า "ไม่" ออกมา เกรงว่ามันจะยิ่งทำให้เฉินต้าอาละวาดแน่นอน สำหรับคำถาม ที่ทำให้ทุกคนเริ่มมั่นใจไม่ได้มัดเฉินต้าไว้เหมือนเมื่อก่อน เพราะยิ่งปล่อยให้พี่ชายคนโตกินเืและเนื้อมากเท่าไหร่ อารมณ์ของเขาก็ยิ่งมั่นคง ฟังและโต้ตอบได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ถึงการกินดิบจะไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เหมือนกระเพาะของเฉินต้าจะถูกยกเว้นไว้เป็กรณีพิเศษ
“นะ..แน่นอน พวกเราจะได้กินเนื้อเสือในคืนนี้”
เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูไม่ได้ของเฉินอ่าว เฉินถั่วถงก็หัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้เฉินอวี๋และทุกคนไปที่ลำธาร ร่วมมือกันถลกหนังและแบ่งเนื้อ
ถึงจะมีเสียงของเฉินต้าจะโกน “โฮ๊ก” คล้ายจะะโมาตะครุบอยู่บ้าง แต่เฉินอ่าวก็ไหวตัวทัน โยนเครื่องในและหัวใจเสือข้ามฝั่ง ก่อนที่เฉินต้าจะเปลี่ยนทางไล่งับ นั่งโซ้ยกินอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนปอบ
ไม่มีใครสนใจเครื่องในเพราะมันเน่าและเก็บไว้ได้ไม่นาน เพียงตกลงว่าเก็บสิ่งล้ำค่าอย่างเนื้อและหนังเอาไว้ ไม้ให้เฉินต้าเข้ามายุ่งก็นับว่าเป็พอ
“มาแล้ว”
“ต้มเสือดาวโรยผัก”
“กับย่างซี่โครงเสือติดเนื้อโรยเกลือหิน”
“เย้!!~”
“กินเสือ”
“กินเสือ”
“…”
เสียงเด็กๆ ปรบมือร้องเจี๊ยวจ้าวชูมือไปตลอดทางที่เฉินอ่าวยกถาดและหม้อขนาดใหญ่มาตั้งกลางวง
นับว่าเป็อาหารมื้อใหญ่ของทุกคนนับั้แ่กินมา ถึงการปรุงจะเรียบง่าย แต่ความหอมของผักป่าและไขมันติดเนื้อของสัตว์อ้วนจำศีล มันจึงเพิ่มรสชาติหวานละลายในปาก
เกือบสี่ส่วนของเนื้อติดซี่โครงและส่วนเนื้อในหม้อต้ม ถูกเฉินอวี๋และเฉินอิงเอ๋อกวาดเรียบ ท้องเล็กๆ ของทั้งคู่ไม่รู้ว่ายัดเนื้อทั้งหมดเข้าไปได้อย่างไร
พอกินอิ่มจนพุ่งปลิ้นสะดือโผล่ หนังตาก็หย่อนหยานง่วงนอนเร็ว ทำให้ทันทีที่จบมื้ออาหารค่ำ ทุกคนก็เริ่มเข้านอนั้แ่หัววัน ปล่อยให้ท่านตายังคงเต้นรอบกองไฟเป็ยามเฝ้าอารามเต๋าเหมือนอย่างเคย
ตอนเช้า มื้ออาหารค่อนข้างเบาเป็ข้าวต้มฟ่างและไก่ปรุงสุก หลังจากเด็กๆ รับประทานอาหารเช้าเสร็จ เฉินถั่วถง เฉินอ่าว และหยู่เจ๋อ ต่างก็แบกตะกร้าหนังสัตว์ขึ้นบ่า ใช้มือข้างหนึ่งประคองไม้ค้ำออกเดินทางั้แ่เช้ามืด
เมื่อฤดูใบไม้ร่วงใกล้จะสิ้นสุด น้ำค้างก็เริ่มตกหนักเป็หมอกขาว ริมถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรก เฉินอวี๋ซึ่งตัวเล็กก็พบว่าเสื้อผ้าของเขาเปียกโชกจนดูเหมือนคนที่มีเหงื่อไหลท่วมตัว แต่ที่ทำให้ทรมานคือสายลม ที่แค่พัดอ่อยๆ เบาๆ ก็ทำให้หนาวสั่นไปถึงกระดูก
แต่ที่น่าประหลาดใจ คือเขาไม่เป็หวัดหรือมีน้ำมูกเหมือนเด็กๆ ของครอบครัวแซ่หยู่เลย สิ่งนี้ จึงทำให้เฉินอวี๋รู้สึกว่าการฝึกร่างกายในหลายวันที่ผ่านมามันคุ้มค่ามาก
ด้วยภูมิคุ้มกันที่ต่ำของเด็ก และโลกโบราณที่ไม่ได้รับยาหรือวัคซีน การที่เป็หวัดหรือโรค จึงไม่ต่างอะไรเื่ที่เลวร้ายที่ทุกครอบครัวไม่อยากเผชิญ
เมื่อแสงอรุณรุ่งขึ้นเต็มที่ เมืองที่ตั้งอยู่หลังเนินก็ค่อยๆ ปรากฏให้เห็น
ก่อนเข้าเมือง สองครอบครัวนี้ตั้งใจแวะที่แม่น้ำเพื่อล้างหน้าล้างมือ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย พยายามแต่งตัวให้ดูดีที่สุดไม่ให้ดูโทรม
มิเช่นนั้น หากเข้าไปด้วยรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนผู้ลี้ภัย ที่โอกาสสูงที่พวกเขาจะถูกไล่ล่าไม่ให้เข้าไปในเมือง
และแม้ว่าพวกเขาจะเป็ผู้ลี้ภัยจริงๆ แต่เป้าหมายปัจจุบันของพวกเขาคือการขายเหยื่อ ไม่คิดที่จะตั้งหลักปักฐานที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ดังนั้นการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีเหมือนคนในพื้นที่จึงยังคงมีความสำคัญมาก
บางที เมืองอาจจะเล็กกว่าที่คิด ทำให้เพียงนายทวารสองคนที่กำลังเฝ้ากำแพงเมือง โดยพิงประตูเมืองอย่างเกียจคร้านและยืนหาวอยู่
เมื่อเห็นกลุ่มของเฉินอวี๋หลายสิบคนเข้ามาใกล้ นายทวารจึงสำรวจพวกเขาก่อนจะเริ่มสอบถาม
เฉินอ่าวโกหก โดยอ้างว่าเขาและพวกพ้องเป็ชาวบ้านจากบริเวณใกล้เคียง และได้ล่าสัตว์บนูเามาเมื่อสองสามวันก่อน วางแผนว่าจะเอาเหยื่อที่ล่ามาได้เอาไปขายหาเงินในเมือง
อาจเป็เพราะเื่การสำรวจสำมะโนครัวในแคว้นชวีไม่ได้ดีมาก นายทวารทั้งสองจึงไม่จำเป็ต้องขอดูใบทะเบียน พวกเขาเพียงแค่เหลือบมองเนื้อสัตว์ในตะกร้าอย่างไม่ใส่ใจ เห็นว่าพวกเขามาเพื่อขายของจริง จึงพยักหน้าและปล่อยผ่าน
ไม่มีค่าธรรมเนียมเข้าเมืองหรือการเก็บส่วยอะไรทำนองนั้น
แต่ขึ้นเ้าหน้าที่ ยังไงต้องรับสิ่งที่เรียกว่าสินน้ำใจ พวกเขาไม่ได้เรียกเก็บค่าเข้า แต่ก็รับกระต่ายคนละสองสามตัวเอาไว้กิน
ซึ่งการเสียไปแค่นั้นแต่คาดการณ์เื่นี้ไว้แล้ว ทำให้ทั้งสองครอบครัวสามารถเข้าเมืองได้สำเร็จ
เมืองนี้ไม่ใหญ่มาก น่าจะเป็เมืองรองระหว่างอำเภอกับอำเภอ เดินไปตามถนนสายหลักก็ปรากฏบ้านเรือน แผงลอยและโรงเตี๊ยมแล้ว
เฉินอ่าวไม่อยากเสียเวลากับชาวเมือง เพราะชีวิตความเป็อยู่ยังไงก็คงไม่ค่อยดีนัก เขาจึงเดินนำหน้าตรงไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อตามหาเถ้าแก่
เมื่อพูดถึงทักษะทางสังคมแล้ว เฉินอวี๋ก็พึ่งทราบว่าเขาสู้การพูดของพ่อไม่ได้เลย!
ก่อนและหลังการเกิดใหม่ เรียกได้ไม่เคยพบใครที่เ้าเล่ห์กว่าพ่อของเขามาก่อน
ั้แ่วินาทีที่เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม จนถึงวินาทีที่เขานำเสี้ยวเอ้อและเถ้าแก่ร้านออกมาตรวจสอบ กระบวนการทั้งหมดในการเจรจาก็ใช้เวลาน้อยกว่าสามนาที
“เถ้าแก่ขาใหญ่ผู้มีใบหน้าที่เต่งตึง โปรดดูให้ดี สัตว์พวกนี้ล่ามาสดๆ ร้อนๆ ยังไม่ถึงวันเลยด้วยซ้ำ ตัวที่ยังมีชีวิตก็มีหลายตัว ส่วนที่ตายไปก่อนก็แยกไว้ให้แล้วที่อีกตะกร้า”
“หากเถ้าแก่ขาใหญ่้าเอาไปทั้งหมด เราสามารถลดราคาลงได้อีกนะขอรับ เราตรงดิ่งมาที่ร้านของท่านเพราะเห็นว่าเป็โรงเตี๊ยมที่ใหญ่และค้าขายดีที่สุดในเมือง ท่านคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง?”
เ้าของโรงเตี๊ยมเป็คนชราใบหน้ามีอายุ เขาก็มองดูเหยื่อทั้งหมดที่แขวนอยู่บนตะกร้าและคาน เขาดูไม่สนใจไก่ฟ้าและกระต่ายที่ยังมีชีวิต แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่สุนัขจิ้งจอกขาวที่นอนอยู่
เห็นได้ชัดว่าถูกขนสีขาวราวหิมะของสุนัขจิ้งจอกดึงดูด
เฉินอ่าวเห็นแบบนี้ก็ะโไปประกบข้าง กระซิบและเป่าไปที่ใบหูว่า “เป็ไง? หากซื้อสุนัขจิ้งจอกตอนนี้จะได้เนื้อกระต่ายฟรีอีกหนึ่งตัวเลยนะ”
“…”
คำพูดนี้ ทำเอาทุกคนก้มมองไปที่เฉินอ่าว แม้แต่หยู่เจ๋อก็อยากถามว่าทำแบบนั้นเราจะไม่เสียเปรียบเหรอ แต่เหมือนเฉินอ่าวจะคิดเื่นี้เอาไว้ก่อนแล้ว เขาจึงส่งสัญญาณให้ทุกคนรออยู่เงียบๆ บอกว่าปล่อยให้เป็หน้าที่เขาเอง
