"ที่นี่ช่างมีกลิ่นอายที่แปลกประหลาดเสียจริง" ยามนี้ร่างสีขาวลางๆทั้งสามปรากฏขึ้นหลังข้อจำกัดในชั่ววูบ
เมื่อผ่านม่านน้ำตกสูงชันมาได้ หลี่ชิงหยุนต้องพบเจอเข้ากับฉากที่ตระการตายิ่ง สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายสร้างขึ้นด้วยหินอ่อนและหยกสลักเป็ส่วนใหญ่ประดุจดั่งว่ามีมาแต่สมัยโบราณ ทว่าอาณารอบๆบริเวณกลับไม่มีต้นไม้หรือผืนป่าแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าทุกอย่างเตียนไปตลอดทาง
เหนือน่านฟ้ากลับกลายเป็กลุ่มเมฆสีม่วงที่ผิดหูผิดตาซึ่งไม่น่าจะเรียกได้ว่า 'ถ้ำ' อีกต่อไป
สถานที่แห่งนี้ราวกับเป็อีกมิติหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
ความรู้สึกที่คุ้นเคยเริ่มเข้าใกล้ทีละน้อยเมื่อเดินตรงไปยังส่วนลึก จิตใจของหลี่ชิงหยุนรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นอย่างควบคุมไม่ได้ หากเขาเดาไม่ผิดตำแหน่งนั้นคือส่วนที่ลึกที่สุดของชั้นที่สามซึ่งอาจจะเป็สถานที่ที่สัตว์อสูรรวมตัวกันอยู่
ระหว่างทางกลุ่มของพวกเขาต้องพบเจอเข้ากับภาพสยดสยองเช่นกะโหลกและโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมากกว่าหลายร้อยหัวรายเรียงระหว่างทางเข้าส่วนลึก ประดุจดั่งแตงโมที่พ่อค้านำมาวางขายที่ตลาดสด
"หลี่ชิงหยุน เ้ารู้สึกว่าที่นี่มีบางอย่างผิดแผกไปหรือไม่?" เยว่หลิงเสวี่ยและนาหลันเสี่ยวฉียืมแขนคนละข้างเพื่อโอบกอดไว้ สีหน้าทั้งสองปรากฏร่องรอยหวาดหวั่นและระแวดระวังทุกชั่วยามเมื่อเห็นภาพที่น่าหวาดผวา
การที่มีกะโหลกและโครงกระดูกมนุษย์ ณ ที่แห่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขตที่พวกเขากำลังอยู่นั้นต้องเต็มไปด้วยอันตรายในทุกฝีก้าว
แต่ทว่าเมื่อผ่านเส้นทางนั้นไปฉากเบื้องหน้าพวกเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติที่บริสุทธิ์ดุจดั่งอาณาจักรนภาก็มิปาน แต่กลับมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นกับหลี่ชิงหยุน นั่นคือ ณ ที่แห่งนี้เนตรปฐมกาลของเขามิอาจใช้มองผ่านชั้นหินลอนไปได้ ซ้ำยังตัดขาดประสาทััทางจิติญญาเช่นกัน ดังนั้นแล้วมีเพียงแค่ต้องระมัดระวังทุกฝีก้าวเท่านั้น
หลี่ชิงหยุนผงกศีรษะเห็นด้วย "ข้าเองก็รู้สึกเช่นกัน สถานที่แห่งนี้เป็ไปไม่ได้ที่กลุ่มสัตว์อสูรระดับ 7 จะอาศัยอยู่ได้ เพราะกลิ่นอายที่ข้าััได้มันคือพลังศักดิ์สิทธิ์ที่จางๆ ซึ่งพวกมันต้องมีระดับไม่ต่ำกว่าราชันย์ศักดิ์สิทธิ์เป็แน่"
สภาพแวดล้อมแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของพลังศักดิ์สิทธิ์ที่หนาแน่นยิ่ง ซึ่งไม่น่าจะเป็ไปได้ที่สถานที่แห่งนี้จะปรากฏขึ้นในอาณาจักรเซวียนเช่นนี้
สภาพแวดล้อมของชั้นที่สามยังอุดสมบูรณ์เหนือยิ่งกว่านิกายที่ยิ่งใหญ่เสียอีก!
หากไม่ติดที่ว่าเส้นทางแห่งเมฆถูกปิดตาย กลุ่มสัตว์อสูรในชั้นที่สามเพียงอย่างเดียวสามารถยึดครองทั้งอาณาจักรเซวียนได้อย่างง่ายดาย
"ราชันย์ศักดิ์สิทธิ์?" เยว่หลิงเสวี่ยเลิกคิ้วอย่างสงสัยเมื่อได้คำที่ไม่คุ้นหู ทว่านาหลันเสี่ยวฉีจึงถือโอกาสเล่าเื่ราวเกี่ยวกับอาณาจักรที่สูงกว่าให้นางฟัง
"อะไร!?" สีหน้าของเยว่หลิงเสวี่ยพลันแปรเปลี่ยนเป็ซูบซีด ระดับราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ที่หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีกล่าวถึงอยู่นั้นอยู่ไกลเกินที่บุคคลจากอาณาจักรล่างจะจินตนาการได้
ในสายตาของระดับราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ฝึกฝนระดับลมปราณลึกซึ้งนั้นอยู่ต่ำต้อยยิ่งกว่ามดปลวกเสียอีก
ไม่ใช่เื่เกินจริงที่จะกล่าวว่าแม้แต่สัตว์ชนิดเล็กๆและแมลงยังมีระดับพลังที่เหนือกว่าระดับศักดิ์สิทธิ์หากอาศัยอยู่ที่นภา หากจะเปรียบเปรยไม่มีทางที่ผู้นำตระกูลดั้งเดิมจะสามารถปราบปรามมดจากอาณาจักรนภาไปได้
การบำเพ็ญตบะหรือการบ่มเพาะจนกว่าจะเข้าสู่ระดับราชันย์ศักดิ์สิทธิ์อย่างน้อยต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 500 ปี!
แต่แน่นอนว่าสำหรับจักรพรรดิเมฆานับว่าเป็กรณีพิเศษ
"หลี่ชิงหยุน ข้ารู้สึกไม่ค่อยดียิ่งนัก เราควรกลับไปหรือไม่?" ในยามนี้ริมฝีปากของเยว่หลิงเสวี่ยแปรเป็ไร้สี ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
เหงื่อเย็นๆไหลตามแผ่นหลังและหน้าผากที่นวลผ่องของนาง ยามนี้ร่างกายของนางกลับมีอาการสั่นเทาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาภรณ์สีขาวซีดพลันชุ่มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ
ยิ่งเข้าสู่ส่วนลึกของชั้นที่สามมากเท่าใด ความรู้สึกอันตรายก็เริ่มทวีคูณขึ้นหลายเท่าตัว ความรู้สึกที่อึดอัดนี้เกินกว่าสภาพจิตใจของนางจะรับไหวอีกต่อไป
แต่ทว่าทันใดนั้นหลี่ชิงหยุนย่นคิ้วเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงความกดอากาศที่แปรผันอย่างกะทันหัน ั์ตาสีหยกพลันจดจ้องไปยังเหนือเมฆหมอกสีม่วงที่ห่างไกลอย่างเคร่งขรึม
"ฮ่าๆๆ! พวกมนุษย์ที่โง่เขลา ช่างอาจหาญยิ่งนักที่กล้าเข้าบุกรุกเขตของพวกข้า!"
เสียงคำรามเย้ยหยันเสียดแก้วหูดังขึ้นเหนือนภาสีม่วงในระยะเกือบสิบลี้ปรากฏร่างบุคคลสามคนที่มีปีกสีดำลอยอยู่กลางอากาศ
ทว่าสีหน้าของหลี่ชิงหยุนปรากฏร่องรอยเคร่งขรึมแค่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะปั้นหน้าใจดีสู้เสือพลันประสานมืออย่างนอบน้อม "ต้องขออภัยผู้าุโที่ข้าเข้ามาโดยมิได้รับอนุญาต ทว่าที่แห่งนี้มีบางสิ่งกำลังเรียกขานข้า ไม่ทราบว่าพวกท่านพอจะเปิดทางให้พวกข้าได้หรือไม่?"
คิ้วของผู้เฒ่าซือเลิกขึ้นก่อนจะกล่าวเย้ย "บางสิ่งกำลังเรียกหาเ้างั้นหรือ? เ้าหนู! บังอาจกล่าวเท็จต่อหน้าข้าถือว่าเ้ามีความกล้ามากพอแล้ว!"
"เ้าถือได้ว่าเป็บุคคลที่พิเศษจริงๆที่มองเห็นพวกข้าแล้วยังไม่คุกเข่าทำความเคารพเช่นนี้…" ตามมาด้วยเสียงของผู้เฒ่าโหวอย่างต่อเนื่องไล่เรียง พลันส่งรัศมีแรงกดดันดั่งภูผาั์ออกมากดทับทั้งกลุ่มประดุจการข่มขู่ให้รู้ซึ้งถึงอำนาจของมัน!
หลี่ชิงหยุนขมวดคิ้วจนเป็ปม ดูเหมือนว่ากลุ่มสัตว์อสูรพวกนี้จะเป็พวกที่เย่อหยิ่งจนไร้สาระเกินเหตุและยากจะพูดคุยด้วย ตนจึงไม่มีทางเลือกก่อนที่หม้อทองแดงจะปรากฏขึ้นในมือขวาอย่างลับๆ ก่อนที่จะหยิบเข็มสีดำเหลือบม่วงที่น่าขนลุกสามเล่มสอดไว้ระหว่างนิ้วเพื่อเตรียมพร้อมหากเกิดสิ่งใดไม่คาดฝันขึ้น
หากพวกมันริเริ่มที่จะจู่โจม หลี่ชิงหยุนคงต้องใช้พิษที่กลั่นในที่แห่งนี้ทันที
นาหลันเสี่ยวฉีและเยว่หลิงเสวี่ยเกาะร่างที่แข็งแกร่งดุจดั่งไผ่ลู่ลมของหลี่ชิงหยุนไว้อย่างแน่นรัด ทั้งสองยังเป็สตรีที่มีระดับจิตใจที่อ่อนแอ ดังนั้นแล้วพวกนางไม่มีทางต่อต้านแรงกดดันที่มาจากรัศมีของบุคคลทั้งสองไว้ได้
การที่พวกนางไม่หมดสติไปนับว่าเป็เื่ที่เกินคาดแล้ว
แต่แล้วทันใดนั้น ร่างสีนิลอาภรณ์คลุมทั่วร่างพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของผู้เฒ่าทั้งสอง ปีกทั้งสี่ที่กระพือกางออกจนสุดแทบจะปกคลุมเหนือน่านฟ้าทั้งปวง ั์ตาสีแดงฉานดุร้ายเหลือบมองกลุ่มของพวกเขาด้วยสีหน้าไม่แยแส
แต่ทว่าจู่ๆ องค์ราชันย์กลับต้องหยุดชะงักเมื่อครรลองมองไปยังใบหน้าที่ละเมียดละไมของชายหนุ่มอย่างไม่กระพริบตา
ั์ตาที่ดุร้ายเมื่อครู่พลันมลายหายไปเสียดื้อๆ กลับถูกทดแทนด้วยอารมณ์ที่ยากจะกลั้น ริมฝีปากของมันสั่นเทาอย่างหนักราวกับจะโอดครวญให้ได้เสียอย่างนั้น
จนกระทั่งเสียงแ่ๆหนึ่งประโยคเล็ดลอดจากริมฝีปากของมัน "ทะ-ท่าน…ท่านประมุขน้อย!"
เมื่อได้ยินเสียงที่แ่ราวกับผายลมยุงขององค์ราชันย์ เฒ่าซือและเฒ่าโหวพลันเบิกตากว้างด้วยสีหน้าหวาดกลัวจนแทบฉี่จะราด ก่อนที่ทั้งสองจะมองไปยังใบหน้าของหลี่ชิงหยุนพร้อมกับสังเกตอย่างละเอียดและไม่คลาดสายตา ไม่นานทั้งสองก็อ้าปากค้าง ั์ตาชราทั้งสองเป็สีแดงอย่างฉับพลัน
หลี่ชิงหยุนเตรียมตัวจะจู่โจมด้วยเข็มทั้งสาม แต่ทว่าเมื่อได้ยินองค์ราชันย์เอ่ยคำนั้นออกมา ร่างกายของเขาพลันสั่นสะท้านจนเป็ที่ผิดสังเกตของสองสาว
องค์ราชันย์กำลังจดจ่อใบหน้าอันหล่อเหลาของหลี่ชิงหยุน ก่อนจะกระพือปีกสีนิลทั้งสี่เข้าใกล้พลางกล่าวอย่างอารมณ์ที่ปิติยินดี "ท่านประมุขน้อย! เป็ท่านจริงๆ! ท่านมาหาพวกเราแล้วจริงๆ!"
ในชั่วพริบตานั้นองค์ราชันย์หายไปจากน่านฟ้าสีม่วง ก่อนจะปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลี่ชิงหยุนพร้อมกับเฒ่าซือและเฒ่าโหว
บุคคลทั้งสามกำลังคุกเข่าหนึ่งข้างเรียงรายเป็แถวตอนซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเคารพยำเกรงยิ่ง ก่อนจะโห่ร้องสนั่นลั่นไปทั่วทั้งชั้นอย่างเพรียงพร้อม "ยินดีต้อนรับกลับ ท่านประมุขน้อย!"
เสียงโห่ร้องของทั้งสามส่งผลให้ทั้งชั้นเกิดการสั่นะเืราวกับวันโลกวินาศ
หลี่ชิงหยุนตะลึงลานจนแทบจะหัวฟาดพื้นกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าตน
[ประมุขน้อย? ประมุขน้อยบ้าอะไรกัน!]
แม้แต่เยว่หลิงเสวี่ยและนาหลันเสี่ยวฉีก็แสดงสีหน้าประหลาดใจไม่น้อยก่อนทั้งสองจะเหลือบไปยังหลี่ชิงหยุน และหันหน้ากลับมามองกันและกัน
[เหตุใดผู้แข็งแกร่งทั้งสามจึงเรียกขานหลี่ชิงหยุนว่าประมุขน้อย?]
[ซ้ำยังคุกเข่าแก่อาหยุนด้วยความเคารพเช่นนี้]
วินาทีถัดมาองค์ราชันย์ผู้นั้นเงยหน้าขึ้นก่อนจะประสานมืออย่างเคารพ "ท่านประมุขน้อย ในที่สุดเราก็ได้เจอท่านอีกครา"
"ข้ามิใช่ประมุขน้อยที่พวกท่านกล่าวถึง ข้ามีนามว่าหลี่ชิงหยุน พวกท่านคงจะจำผิดคนแล้วกระมัง" หลี่ชิงหยุนเอ่ยขึ้นคาดคั้นแก้ต่าง
ทว่าเมื่อหลี่ชิงหยุนได้เอ่ยนามออกมา สีหน้าของทั้งสามพลันแสดงร่องรอยเป็สีแดงจากความตื่นเต้น ก่อนองค์ราชันย์จะกล่าวขึ้นและพยักหน้าราวกับไก่จิกเมล็ดข้าว "ข้าจำมิผิด ในอาณาจักรแห่งทวยเทพ ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักนามของท่านอย่างแน่นอน!"
หลี่ชิงหยุนที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์และมิอาจตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาทำได้เพียงมองพวกเขาด้วยสีหน้าสับสน "พวกท่านเป็อะไรกันแน่? พวกท่านจะคุกเข่าแก่ข้าเพื่ออะไร? แล้วอาณาจักรทวยเทพที่พวกท่านกล่าวถึงมันคือที่ไหนกัน?"
ทันใดนั้นผู้เฒ่าโหวและผู้เฒ่าซือล้มฟุบก่อนที่ศีรษะของมันจะกระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่นประดุจดั่งเกิดแผ่นดินไหวเบาๆในท่วงท่ากราบแทบเท้า ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เสียใจสุดซึ้ง "ท่านประมุขน้อย เป็ข้ารับใช้เฒ่าที่ล่วงเกินที่มิได้ปราดมองดูให้ดี ได้โปรดลงโทษพวกข้าด้วย!"
"ได้โปรดลงโทษพวกข้าด้วย!" เฒ่าโหวเองก็ก้มกราบพื้นอย่างยำเกรงก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่าอารมณ์ในน้ำเสียงของมันกลับเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่เคารพรักอย่างแรงกล้า
"พะ-พวกท่านได้โปรดลุกขึ้นก่อน" หลี่ชิงหยุนพยายามเดินเข้าไปประคองร่างทั้งสามด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่าและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
"ท่านประมุขน้อย พวกข้าทำผิดพลาดมหันต์แล้วที่มิอาจจำท่านได้" ผู้เฒ่าซือและผู้เฒ่าโหวยังคงก้มหน้าจนหน้าผากแตะพื้นอยู่อย่างนั้น
"ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดเ้าจึงเรียกขานข้าว่าประมุขน้อย? แล้วอีกอย่างพวกเ้าเป็ใครกันแน่?" หลี่ชิงหยุนรู้สึกไม่พอใจยิ่งกับความเอาแต่ใจของพวกมัน ซ้ำยังมิอาจประมวลผลความคิดได้ในยามนี้ ว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอาเพศอะไรกับทั้งสามคน
องค์ราชันย์เอื้อนตอบด้วยน้ำเสียงคนึงหา "ท่านคือท่านประมุขน้อยของพวกเรา และข้าคือข้ารับใช้ของท่าน แน่นอนว่าพวกเราต้องเรียกขานท่านเช่นนั้น"
สีหน้าหลี่ชิงหยุนเปลี่ยนแปรเปลี่ยนเป็สีดำไม่เข้าใจเื่ราวที่เกิด ตนจึงเข้าใจไปว่าบุคคลทั้งสามคงสมองกลับเสียแล้ว
เมื่อเขาจะเดินเข้าไปใกล้ทั้งสาม นาหลันเสี่ยวฉีกระตุกชายเสื้อของเขาไว้เพื่อห้ามปราม ทว่าเขาหันกลับไปส่ายหัวให้แก่นาง เพราะเขาไม่สามารถััได้ถึงความเป็ปฏิปักษ์จากทั้งสามแม้แต่น้อย
หลี่ชิงหยุนที่หลงทางโดยสิ้นเชิงโดยเลือกที่จะเปลี่ยนหัวข้อพูดคุยพลางยกบุคคลทั้งสามขึ้น "พวกท่านได้โปรดลุกขึ้นเถิด ยามนี้ข้ากำลังตามหาบางสิ่งบางอย่างที่อาจอยู่ในส่วนลึก พวกท่านพอจะเปิดทางให้ข้าได้หรือไม่?"
องค์ราชันย์และผู้เฒ่าทั้งสองลุกขึ้นคุกเข่าประสานมือเหนือศีรษะ ก่อนองค์ราชันย์จะพยักหน้าเอื้อนตอบ "ข้าเข้าใจว่าท่านประมุขน้อยกำลังหมายถึงสิ่งใด เช่นนั้นได้โปรดตามข้ารับใช้ผู้นี้มา"
"ครืน!"
ทันใดนั้นองค์ราชันย์แหงนหน้าขึ้นเหนือหมู่เมฆก่อนที่ร่างของมันจะขยายขนาดในชั่วพริบตา จากร่างเล็กๆพอๆกับมนุษย์ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นพลันกลายร่างเป็สัตว์ร้ายขนาดใหญ่ 50 ฟุตที่มีเขาสองเขาเหนือศีรษะที่ดูงดงามยิ่ง กรงเล็บสีแดงทั้งสามที่แหลมคมประดุจจะฉีกท้องฟ้าออกจากกันได้ ปีกสีนิลทั้งสี่กระพือกลางอากาศก่อให้เกิดแรงลมพายุงวงช้างขนาดใหญ่ โดยมีิัเป็เกล็ดสีเงินที่สลับเรียงชั้นอย่างงดงาม
"นะ-นี่คือ...เผ่าั!" หลี่ชิงหยุนที่เห็นร่างที่แท้จริงขององค์ราชันย์พลันะโลั่นด้วยสีหน้าไม่เชื่อ
ร่างกาย ิั เขา เกล็ด ปีกและกรงเล็บทั้งหมดล้วนบ่งบอกว่าเบื้องหน้าของพวกเขาคือเผ่าัไม่มีผิดเพี้ยน!
"ผะ-เผ่าั!" นาหลันเสี่ยวฉีและเยว่หลิงเสวี่ยถอยร่นกลับไปหนึ่งก้าวด้วยอาการหวาดกลัว
"ท่านประมุขน้อยและแม่นางน้อยทั้งสอง ได้โปรดขึ้นมาเถิด ข้าจะนำทางพวกท่านกลับไปยังพระราชวัง" ร่างัทมิฬสี่ปีกกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมจากเหนือศีรษะ
"จะ-เ้า…เ้าคือ—" หลี่ชิงหยุนชี้ไปยังร่างัเหนือน่านฟ้าด้วยนิ้วที่สั่นเทาราวกับ้าจะเอ่ยบางสิ่ง
ภาพจำของัตัวนี้ทำให้หลี่ชิงหยุนรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
แต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าวต่อ ทันใดนั้นความรู้สึกที่แปลกประหลาดเข้าถาโถมจิตใต้สำนึกของหลี่ชิงหยุนประดุจดั่งคลื่นมหาสมุทรซัดสาดอย่างรุนแรง!
ชุดข้อมูลและความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขาโดยตรง ราวกับว่ามีบางสิ่งที่ถูกผนึกอยู่กำลังคลายออกอย่างแช่มช้า
"ความรู้สึกนี้คืออะไร?" การแสดงออกของหลี่ชิงหยุนเปลี่ยนเป็สีซีดอย่างตาย สีหน้าในยามนี้บ่งบอกถึงอารมณ์และความรู้สึกเ็ปสุดขีดที่เกินจะรับไหว แม้แต่อาการาเ็ทางิญญาก็มิอาจจะเทียบเทียมได้
สมองของเขาราวกับกำลังจะถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆ!
ก่อนที่รูม่านตาจะเปลี่ยนเป็ความว่างเปล่า ร่างสีขาวของหลี่ชิงหยุนเกิดเสียสมดุล วินาทีต่อมาร่างกายที่มั่นคงพลันล้มฟุบลงกับพื้นพร้อมกับดวงตาที่ปิดลง
"หลี่ชิงหยุน!"
"อาหยุน!"
สตรีทั้งสองกรีดร้องอย่างสะพรึงก่อนจะที่พวกนางจะรับร่างของเขาไว้ไม่ให้ร่วงหล่น
"ท่านประมุขน้อย!" ผู้เฒ่าโหวและผู้เฒ่าซือร้องอย่างตื่นตระหนกพร้อมกับพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศในชั่วพริบตาปรากฏเบื้องหน้าของสองสตรี
"อย่าริอาจเข้ามา! เป็พวกเ้าที่ทำร้ายหลี่ชิงหยุนใช่หรือไม่!?" เยว่หลิงเสวี่ยชักกระบี่อ่อนออกมาชี้ไปยังผู้เฒ่าทั้งสอง และมองปราดตาขวางอย่างเป็ศัตรู
ดวงตาของนางยามนี้เป็สีแดงเนื่องจากโทสะ!
และความกลัวในจิตใจของนางก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น เมื่อเห็นว่าหลี่ชิงหยุนหมดสติไปโดยฉับพลันเช่นนี้
ในยามนี้สตรีผู้หนึ่งในระดับลมปราณฟ้าที่อ่อนแอราวกับเศษฝุ่นกำลังชักกระบี่ขู่เข็ญบุคคลระดับราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองอยู่!
อีกด้านแสงวาบจากกระบี่ของนาหลันเสี่ยวฉีปรากฏขึ้นพร้อมพลังปราณอันเ็า
นาหลันเสี่ยวฉีและเยว่หลิงเสวี่ยกำลังปิดกั้นเส้นทางผู้เฒ่าทั้งสองด้วยสีหน้าเป็ศัตรูยิ่ง
"แม่นางน้อย พวกเ้าเป็ใครสำหรับท่านประมุขน้อยของเรา?" คิ้วของผู้เฒ่าซือเลิกขึ้นพลางเอ่ยถาม
"ข้าเป็ภรรยาของหลี่ชิงหยุน หากเ้า้าทำร้ายเขา เ้าต้องผ่านพวกข้าไปให้ได้ก่อน!" เยว่หลิงเสวี่ยส่งเสียงครวญต่ำก่อนที่แสงปราณสีโพลนดุจดั่งจันทราในยามราตรีจะฉายขึ้นเหนือศีรษะ กระบี่อ่อนฉายแสงปราณศักดิ์สิทธิ์ในยามนี้
ปีกน้ำแข็งบริสุทธิ์ดุจผลึกใสปรากฏเื้ัของนาหลันเสี่ยวฉี ก่อนที่รัศมีปราณน้ำแข็งเ็าจะรายล้อมอาณาบริเวณจนแทบจะแช่แข็งสิ่งก่อสร้างได้ "ข้าเองก็เป็ภรรยาของอาหยุนเช่นกัน!"
"อะไร! แม่นางทั้งสองเป็ภรรยาของท่านประมุขน้อย" สองผู้เฒ่าอ้าปากกว้างมองหน้ากันอย่างโง่งม
ร่างขององค์ราชันย์ท่ามกลางหมู่เมฆม่วงมีสีหน้าเคร่งขรึมพลางกล่างกับผู้เฒ่าทั้งสองทางจิติญญา "ดูเหมือนว่าผลึกแห่งความทรงจำของท่านประมุขน้อยจะยังไม่ถูกคลายออก และผู้เฒ่าเทียนจิคงยังมิอาจตัดสินใจได้ มิเช่นนั้นเป็ไปไม่ได้ที่ท่านประมุขจะจำพวกเราไม่ได้เช่นนี้"
ผู้เฒ่าซือและผู้เฒ่าโหวตระหนักได้พร้อมพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนที่พวกเขาจะย่างกรายไปข้างหน้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ท่านหญิงทั้งสองไม่ต้องกังวลไป พวกข้าคือข้ารับใช้ของท่านประมุขน้อย พวกข้าจะไม่จำอันตรายใดๆแก่ท่านอย่างแน่นอน"
ทว่ากระบี่ของเยว่หลิงเสวี่ยก็มิได้ลดลง นางกล่าวอย่างเย็นเยียบ "พวกเ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าพวกเ้ามิได้มีเจตนาร้ายต่อเขา?"
ในวินาทีนั้นผู้เฒ่าทั้งสองรวมถึงองค์ราชันย์ก็กรีดเืสีม่วงออกมาจากปลายนิ้วก่อนจะหยดลงสู่ผืนปฐีทั้งสามหลับตาลงและเอื้อนอย่างเคร่งขรึม
"ข้าขอสาบานต่อ์และผืนปฐีด้วยเืแก่นแท้ของข้า! ว่าข้ามิได้มีเจตนาร้ายอันใดต่อท่านประมุขน้อย หากข้าฝ่าฝืนคำสาบานขอให้ข้าถูกทัณฑ์์ทำลายล้างและไม่มีทายาทไปอีกเจ็ดชั่วโครต!"
คำสาบานที่ทั้งสามกล่าวถึงเป็การสาบานเืที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ หากผิดคำสาบานแม้แต่น้อยจะหมายความตามที่พวกเขาได้กล่าวอ้างไป
คำสาบานนี้ไม่ต่างจากการสาบานกับเต๋าแห่ง์!
นาหลันเสี่ยวฉีและเยว่หลิงเสวี่ยมองหน้ากันพร้อมเพรียง ก่อนจะเก็บกระบี่ลงฝัก
การสาบานที่ชั่วร้ายเช่นนี้ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะทำเป็แน่ ซ้ำยังทั้งสามนั้นแข็งแกร่งกว่าพวกนางประดุจฟ้าและเหว ซึ่งไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะหลอกลวงผู้อ่อนแอดั่งพวกนางอย่างแน่นอน
นาหลันเสี่ยวฉียกร่างของหลี่ชิงหยุนขึ้นเหนือพื้นพร้อมกับเอ่ยถาม "ผู้าุโทั้งสาม ท่านกล่าวว่าอาหยุนเป็ประมุขน้อยของพวกท่านงั้นหรือ? มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่? เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินเขากล่าวถึงพวกท่านแม้แต่น้อย?"
นาหลันเสี่ยวฉีล่วงรู้ความลับตัวตนของจักรพรรดิเมฆาจากเขาอยู่ก่อนแล้ว ทว่าเขามิเคยบอกกล่าวถึงบุคคลที่มีรูปลักษณ์ดั่งบุคคลทั้งสามมาก่อน
องค์ราชันย์กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ก่อนจะร่อนลงอย่างเชื่องช้า สีหน้าของเขาปรากฏร่องรอยหนักใจยิ่ง "ยามนี้ข้ามิอาจบอกกล่าวเื่นี้แก่พวกท่านได้ เื่นี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและชีวิตของตัวประมุขน้อยเอง หากพวกท่านเป็ภรรยาของประมุขน้อยจริงๆ… สักวันหนึ่งพวกท่านจะได้รับรู้เองโดยธรรมชาติ"
