“หินสายฟ้ามรกต!”
มองสัตว์สายฟ้านิลกาฬที่กลืนหินสายฟ้ามรกตเ่าั้ลงไป พันเทาก็อุทานขึ้นมาเบาๆ หนึ่งครั้ง และก็หาหินวิเศษประเภทนั้นในกำไลเก็บของของตัวเองเหมือนกัน
เขามองออกว่าสัตว์สายฟ้านิลกาฬระดับห้าตัวนี้มีสติปัญญาเป็ของตัวเองแล้ว ไม่สามารถสั่งการได้ง่ายๆ
สัตว์สายฟ้านิลกาฬคือสัตว์วิเศษธาตุสายฟ้า การบำเพ็ญตบะของมันอาศัยพลังของสายฟ้าเป็หลัก แม้ว่าหินสายฟ้ามรกตจะเป็วัตถุวิเศษระดับต่ำ ทว่าเนื่องจากมีพลังสายฟ้าซ่อนเร้นอยู่จึงเหมาะสมกับการเลื่อนขั้นของสายเืมันพอดี
“มารดาข้าเถอะ! ข้าไม่มีหินสายฟ้ามรกตเก็บไว้เลย!” พันเทาหาอยู่พักหนึ่งก็ยังหาหินวิเศษที่มีธาตุสายฟ้าไม่เจอแม้แต่ก้อนเดียวจึงแอบสบถอยู่กับตัวเอง
เนี่ยเทียนมองสัตว์สายฟ้านิลกาฬตัวนั้นด้วยสายตาเ็า พบว่าหลังจากที่มันให้อันซืออี๋ขึ้นไปบนหลังแล้วก็ลุกขึ้นยืนทันที
ดวงตาของสัตว์สายฟ้านิลกาฬฉายประกายแห่งความโลภ จ้องเขม็งมาที่พวกพันเทา คล้ายว่ากำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
“หินสายฟ้ามรกตสามก้อนเ้ายังไม่พออีกหรืออย่างไร?” เนี่ยเทียนด่า
สัตว์สายฟ้านิลกาฬถลึงตาใส่เขาหนึ่งครั้ง แล้วก็ไม่สนใจเขาอีก เอาแต่จ้องเขม็งไปที่พวกพันเทา คล้ายใช้สายตาเร่งเร้า
“คิกๆ!”
อันซืออี๋ที่นั่งอยู่บนหลังของมันหัวเราะสดใสราวดอกไม้ผลิบาน คล้ายนึกความคิดอะไรดีๆ ได้กะทันหัน ดวงตาคู่งามจึงมีคลื่นน่าหลงใหลวาบผ่าน
“อ่ะ!”
นางหยิบเอาหินสายฟ้ามรกตออกมาอีกสามก้อน ส่งผ่านมาตรงลำคอของสัตว์สายฟ้านิลกาฬ
สัตว์สายฟ้านิลกาฬกลืนลงไปหมดในคำเดียว เปล่งเสียงร้องต่ำๆ ด้วยความพึงพอใจ สีหน้าเบิกบาน
“นาง!” นิ้วเรียวยาวราวลำเทียนของอันซืออี๋ชี้ไปที่อันอิ่งแล้วกล่าวว่า “เ้าขึ้นมาเถอะ”
อันอิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก็มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาทันที หัวเราะเหอะๆ เบาๆ เดินไปทางสัตว์สายฟ้านิลกาฬ
สัตว์สายฟ้านิลกาฬที่ก่อนหน้านี้ลุกขึ้นยืน เห็นได้ชัดว่าไม่อนุญาตให้ทุกคนขึ้นไปบนร่างของมัน กลับหมอบลงกับพื้นด้วยท่าทีอ่อนโอนผ่อนตามอีกครั้งเพื่อให้อันอิ่งขึ้นมานั่งโดยไม่ลำบาก
“เ้าสัตว์วิเศษตัวนี้... น่าสนใจยิ่งนัก” หลังจากที่ขึ้นมานั่งด้านหลังพี่สาวของนาง อันอิ่งก็ยิ้มแป้น มองประเมินสัตว์สายฟ้านิลกาฬด้วยความใคร่รู้
รอจนนางนั่งได้มั่นคงแล้ว สัตว์สายฟ้านิลกาฬก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง มองพันเทาด้วยสายตาโกรธเคือง
พันเทายืนอยู่ข้างสัตว์สายฟ้านิลกาฬด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ส่งยิ้มประจบไปให้
เดิมทีเขาคิดจะฉวยโอกาสแอบขึ้นไปบนหลังของสัตว์สายฟ้านิลกาฬตอนที่อันอิ่งขึ้นไป แต่กลับถูกสัตว์สายฟ้านิลกาฬจับได้ สกัดขวางความแผนสูงของเขาเอาไว้เสียก่อน
“พี่ใหญ่เย่ ท่านมีหินวิเศษธาตุสายฟ้าหรือไม่?” เจียงหลิงจูเอ่ยถามเบาๆ
เย่กูโม่ส่ายหัว ทึ้งผมตัวเองแล้วกล่าวว่า “หาทั่วแล้ว ไม่มีหินวิเศษธาตุสายฟ้าแม้แต่ก้อนเดียว เ้าสัตว์สายฟ้านิลกาฬจอมร้ายกาจนี่ หากไม่ได้ป้อนให้มันกินจนอิ่ม เกรงว่าพวกเราก็คงขึ้นหลังมันไปไม่ได้”
“ได้ยินมานานแล้วว่าเ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ละโมบในทรัพย์สินเงินทอง ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายแบบนี้จริงๆ! พวกเราเป็คนของสำนักหลิงอวิ๋น มันคือสัตว์วิเศษที่เ้าอาจารย์ปู่เลี้ยงเอาไว้ ทว่าแม้แต่พวกเราที่เป็คนกันเองก็ยังใจคอคับแคบด้วย!” เจียงหลิงจูด่ากราด
“ฮิฮิ ในมือข้ายังมีหินสายฟ้ามรกตอีกเยอะนะ” ดวงตาคู่งามของอันซืออี๋เปล่งประกายชวนเคลิบเคลิ้ม มองมายังพันเทา เจียงหลิงจูและเย่กูโม่ พูดพร้อมยิ้มตาหยี “พันเทา พวกเราเป็คนของหอหลิงเป่าเหมือนกัน ข้าคิดเ้าในราคาคนกันเอง เ้าเอาหินผลึกอัคคีออกมาสามก้อน แลกกับหินสายฟ้ามรกตของข้าสามก้อน ตกลงหรือไม่เล่า?”
“พี่หญิงอัน! มีใครเขาแลกเปลี่ยนแบบนี้กัน?” พันเทาเต้นเหยงขึ้นมาทันที กล่าวอย่างขุ่นเคือง “หินสายฟ้ามรกตเป็เพียงแค่วัตถุวิเศษธาตุสายฟ้าระดับต่ำ แต่หินผลึกอัคคีเป็ถึงหินวิเศษเปลวเพลิงระดับสูง! วัตถุระดับต่ำกับระดับสูงต่างกันมาเพียงใด ท่านคงรู้ดีกระมัง?”
“หินผลึกอัคคีหนึ่งก้อนสามารถแลกหินสายฟ้ามรกตได้อย่างน้อยเจ็ดร้อยก้อน ท่านเอาหินสายฟ้ามรกตสามก้อนมาแลกกับหินผลึกอัคคีของข้าสามก้อน แบบนี้มันเกินไปหน่อยกระมัง?”
อันซืออี๋ยิ้มอ่อนหวาน แบมือกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่แลกใช่หรือไม่?”
การปรากฏตัวของสัตว์สายฟ้านิลกาฬทำให้นางที่ตกอยู่ในสภาวะจนตรอกมองเห็นความหวังในการรอดชีวิต นางรู้ว่าเมื่อสัตว์ตัวนี้มาถึง พวกนางก็สามารถไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนได้
มีการรับประกันที่ปลอดภัยนางจึงวางใจ และถือโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์มาให้ได้มากที่สุด
“ไม่แลก!” พันเทากล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็ไร” อันซืออี๋วางท่าทีนิ่งเฉย
เนี่ยเทียนมองอันซืออี๋ที่เวลานี้แย้มยิ้มดุจบุปผาผลิบาน ท่าทางมีความสุขอย่างมาก รู้สึกว่าอันซืออี๋ในเวลานี้ต่างหากถึงจะเป็นางร้ายตัวจริง
ดูเหมือนว่าอันซืออี๋จะมีความสามารถในการกดขี่ผลประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนมาั้แ่เกิด เนี่ยเทียนเองก็เคยได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ตอนที่นางรับผิดชอบทำกิจธุระให้กับหอหลิงเป่าก็ล้วนได้รับผลกำไรเป็กอบเป็กำ
นางสามารถได้รับความสำคัญจากเ้าสำนักหลิง นอกจากพร์ที่นางมีแล้ว ที่ยิ่งสำคัญมากกว่านั้นก็คือความถนัดในด้านนี้ของนาง
วันนี้ เนี่ยเทียนถือว่าได้เห็นความสามารถในการหาความร่ำรวยของอันซืออี๋อย่างแท้จริง
“นี่คือหินผลึกอัคคี! ล้ำค่ายิ่งกว่าหินสายฟ้ามรกตนั่นไม่รู้กี่เท่า ข้าใช้หินผลึกอัคคีก้อนหนึ่งแลกมาด้วยโอกาสที่จะได้ไปจากเทือกเขาชื่อเหยียน!” พันเทาถลึงตาใส่อันซืออี๋อย่างโกรธเคืองหนึ่งครั้งก็หยิบเอาหินผลึกอัคคีออกมาส่งให้สัตว์สายฟ้านิลกาฬ
“พรืด!”
สัตว์สายฟ้านิลกาฬพ่นลมขุ่นมัวที่แฝงเร้นไว้ด้วยกระแสไฟฟ้าออกมาทางจมูก ไม่มองหินผลึกอัคคีแม้แต่หางตา แต่จดจ้องไปยังบ่อลาวาที่ห่างออกไปไกล
ในบ่อลาวาแห่งนั้นมีหินผลึกอัคคีมากมายที่จมลึกอยู่ก้นบ่อส่องแสงระยิบระยับออกมา
สัตว์สายฟ้านิลกาฬคล้ายใช้วิธีการเช่นนี้บอกกับพันเทาว่าหินผลึกอัคคีไม่มีค่าใด ทุกพื้นที่ในเทือกเขาชื่อเหยียนล้วนมีให้เห็นเกลื่อนกลาด ไม่ควรค่าที่มันต้องลำบากแบกคนไปหนึ่งคน
“เ้าสัตว์โง่!” พันเทาเดือดเป็ฟืนเป็ไฟ
ทว่าสัตว์สายฟ้านิลกาฬไม่สนใจเขาแม้แต่นิด เอาแต่พ่นลมขุ่นมัวที่เกิดจากหินสายฟ้ามรกตออกมาเสียงดังฟืดฟาด
“เทือกเขาชื่อเหยียนไม่ได้ปลอดภัยขนาดนั้น ข้อนี้พวกเ้าล้วนรู้ดี” อันซืออี๋วิเคราะห์ด้วยท่าทีไม่อนาทรร้อนใจ “ใครก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางฝ่ายของสำนักจะเป็อย่างไรบ้าง และก็ไม่รู้ด้วยว่าสัตว์เพลิงพิภพยังคงคลุ้มคลั่งอยู่หรือไม่ เมื่อลาวาด้านล่างแทรกซึมลงไปยังใต้ดินจริงๆ หลายคนที่ซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาเหมือนพวกเราย่อมเริ่มเคลื่อนไหว”
“คนอื่นยังไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ใกล้ๆ พวกเราก็มีเฟิงหลัวและอวี๋ถงอยู่แล้ว”
“ไม่มีร่องลาวาและธารน้ำเปลวเพลิงนั้นขวางกั้น ข้าคิดว่าเฟิงหลัวและอวี๋ถงต้องบุกเข้ามาสังหารพวกเราอย่างไร้ซึ่งความลังเลแน่นอน”
“นี่เป็เพียงเื่ที่พวกเรารู้ เื่ที่ไม่รู้ก็คืออาจจะยังมีผู้แข็งแกร่งมากกว่านี้”
“เสียเวลาอยู่ในเทือกเขาชื่อเหยียนไม่ใช่เื่ที่ฉลาดเลยสักนิด มีแต่จะทำให้พวกเราตกอยู่ในอันตรายมากกว่าเดิม”
อันซืออี๋ขมวดคิ้วน้อยๆ ใช้น้ำเสียงจริงจังพูดอธิบายถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ให้ทุกคนฟัง และก็พูดขึ้นมาอีกว่า “เมื่อครู่นี้ทุกคนล้วนเก็บหินผลึกอัคคีได้มากมาย เอาออกมาแค่ไม่กี่ก้อนเพื่อแลกกับโอกาสที่จะรอดชีวิต ตามความเห็นข้าถือเป็การตัดสินใจที่ชาญฉลาดและคุ้มค่ามาก”
เนี่ยเทียนฟังนางพูดจาขู่ขวัญเกินจริง มองพวกพันเทาที่ดวงตาของนางจับจ้องมองไป มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็รอยยิ้ม รู้สึกว่าน่าสนใจอย่างมาก
เขามองออกั้แ่แรกแล้วว่าอันซืออี๋คว้าโอกาสอันดีงามเอาไว้ได้ หมายจะง้างหินผลึกอัคคีจำนวนหนึ่งมาจากมือของพวกพันเทา
“ท่านมันช่างร้ายกาจยิ่งนัก!” พันเทาแค่นเสียง เขาหยิบเอาหินผลึกอัคคีออกมาสามก้อนอย่างว่าง่าย โบกให้อันซืออี๋เห็นแล้วกล่าว “มันเป็ของท่านแล้ว!”
“แบบนี้สิถึงจะถูก” อันซืออี๋ยิ้มสมใจ แล้วจึงหยิบเอาหินสายฟ้ามรกตสามก้อนออกมาส่งให้กับสัตว์สายฟ้านิลกาฬอีกครั้ง รอจนสัตว์สายฟ้านิลกาฬกลืนลงไปแล้ว นางก็ชี้ไปที่พันเทา
หลังจากที่สัตว์สายฟ้านิลกาฬกลืนหินสายฟ้ามรกตลงไปก็คุกเข่าให้พันเทาขึ้นมาแต่โดยดี
หลังจากที่พันเทาปีนขึ้นไปก็ส่งหินผลึกอัคคีสามก้อนในมือให้กับอันอิ่ง อันอิ่งเป็คนส่งมอบให้กับอันซืออี๋ที่อยู่ด้านหน้าสุดอีกที
“พวกเ้าเล่า?” อันซืออี๋มองไปทางเจียงหลิงจูและเย่กูโม่อีกครั้ง
“ผู้หญิงน่ารังเกียจ!” เจียงหลิงจูด่าหนึ่งคำ และก็ทำได้เพียงหยิบเอาหินผลึกอัคคีออกมาโบกให้กับอันซืออี๋
เย่กูโม่เองก็ทำได้เพียงยิ้มเจื่อน หยิบเอาหินผลึกอัคคีออกมาเช่นเดียวกัน
“ไม่ ไม่พอ” อันซืออี๋ส่ายหัว พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยเหตุผล “พันเทาเป็คนของหอหลิงเป่า ถึงได้แลกในจำนวนที่เท่าเทียมกัน ส่วนพวกเ้า... จำเป็ต้องใช้หินผลึกอัคคีคนละหกก้อนถึงจะแลกเอาหินสายฟ้ามรกตของข้าไปได้สามก้อน”
ก็ไม่รู้ว่าวางแผนไว้ล่วงหน้าหรือเป็เพราะได้ยินเสียงด่าเบาๆ จากเจียงหลิงจู อย่างไรเสียอันซืออี๋ก็มีท่าทีที่เด็ดเดี่ยวอย่างมาก
“เ้าเป็บ้าไปแล้วหรือไร?” เจียงหลิงจูเดือดดาลขึ้นทันที เอะอะเสียงดังด้วยความโมโห “หอหลิงเป่าของพวกเ้าตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว ยังจำเป็ต้องให้สำนักหลิงอวิ๋นและอีกสองสำนักช่วยเหลือ! มาถึงขั้นนี้แล้วเ้าก็ยังคิดจะรีดไถพวกเราอีกอย่างนั้นหรือ?”
อันซืออี๋เก็บรอยยิ้มกลับคืน พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ก็เพราะว่าครั้งนี้หอหลิงเป่าประสบภัยจนต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง หรืออาจถึงขั้นสาบสูญไปนับั้แ่นี้ ข้าถึงได้พยายามเก็บวัตถุล้ำค่าให้ได้มากๆ เพื่ออนาคตของข้าสองพี่น้อง หากไม่มีสำนักอยู่แล้วจริงๆ ต่อไปพวกข้าพี่น้องจะใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรได้อย่างไร?”
ประโยคนี้ดังออกมา เจียงหลิงจูพลันเงียบงันลงไป นางมองอันซืออี๋ด้วยสายตาลึกล้ำหนึ่งครั้ง พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ช่างเถอะ ถือเสียว่าข้าได้เห็นความเก่งกาจของเ้าก็แล้วกัน หากหอหลิงเป่าจบเห่จริงๆ ข้าจะขอร้องท่านพ่อให้สำนักหลิงอวิ๋นรับตัวเ้าเอาไว้ ผู้หญิงอย่างเ้า ต่อให้ขอบเขตต่ำต้อยก็ถือว่ายังมีประโยชน์อย่างมากต่อสำนัก”
กล่าวจบนางก็หยิบเอาหินผลึกอัคคีออกมาอีกสามก้อน
เย่กูโม่ก็ทำเช่นเดียวกัน
หลังจากที่อันซืออี๋หยิบเอาหินสายฟ้ามรกตหกก้อนส่งให้สัตว์สายฟ้านิลกาฬแล้ว สัตว์สายฟ้านิลกาฬก็หมอบลงอีกครั้ง ยอมให้เจียงหลิงจูและเย่กูโม่ปีนขึ้นไปบนร่าง
จากนั้นก็เหลือเพียงเนี่ยเทียนคนเดียวที่ยืนอยู่ด้านล่าง
หลังจากที่เจียงหลิงจูและเย่กูโม่นั่งเรียบร้อยแล้ว สัตว์สายฟ้านิลกาฬก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เงยหน้ามองท้องฟ้า คล้ายไม่เห็นว่าเนี่ยเทียนยืนอยู่
เดิมทีมันมาเพื่อรับตัวเนี่ยเทียนโดยเฉพาะ ทว่าตอนนี้ได้ลิ้มรสผลประโยชน์หอมหวาน มันจึงไม่คิดละเว้นแม้แต่เนี่ยเทียนเองก็ตาม
มองเห็นท่าทางร้ายกาจเช่นนั้นของมัน เนี่ยเทียนก็รู้ว่าหากไม่ลงทุนอะไรสักหน่อย เกรงว่าคงต้องเสียเวลากับเ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ต่อไป
และก็เป็อย่างที่อันซืออี๋ว่าไว้ เทือกเขาชื่อเหยียนไม่ปลอดภัย อันที่จริงแล้วเขาจะมามัวเสียเวลาอยู่ไม่ได้...
“พี่หญิงอัน ข้า...” เขาเองก็หยิบเอาหินผลึกอัคคีออกมาจากกำไลเก็บของเช่นกัน
“เ้าไม่ต้อง” อันซืออี้แย้มยิ้มอีกครั้ง โยนหินสายฟ้ามรกตให้กับสัตว์สายฟ้านิลกาฬอีกสามก้อน ทั้งยังเขยิบตัวไปด้านหลัง เว้นที่ว่างหน้าสุดเอาไว้ กวักมือเรียกเขา “รีบขึ้นมาเถอะ”
“ตกลง” เนี่ยเทียนหัวเราะแหะๆ ะโขึ้นบนตัวของสัตว์สายฟ้านิลกาฬท่ามกลางสายตาประหลาดใจจากพันเทาและเย่กูโม่
เขานั่งอยู่หน้าสุดแนบติดกับอันซืออี๋ แล้วเตะลงไปบนตัวของสัตว์สายฟ้านิลกาฬแรงๆ หนึ่งครั้ง พูดอย่างโมโห “ไปได้แล้ว!”
สัตว์สายฟ้านิลกาฬคำรามต่ำหนึ่งครั้งแล้วสยายปีกบินสูงขึ้นไปบนท้องฟ้านอกเทือกเขาชื่อเหยียนท่ามกลางสายตาของเฟิงหลัวและอวี๋ถงที่มองมาไกลๆ
-----
