วันมงคลสมรสของรัชทายาท ชายารองและสนมซู่เฟยยังคงมาถึงตามกำหนดการเดิม วันนี้คนในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยต่างตั้งตารอชมงิ้วสนุกๆ พวกเขาจ้องมองขบวนรับเ้าสาวที่ออกจากจวนรัชทายาทมุ่งตรงไปยังจวนเจิ้งอ๋อง เกี้ยวเ้าสาวสองหลังโยกคลอนไปมาอยู่ในขบวนรับเ้าสาว
แม้ผู้เป็ชายารองและสนมซู่เฟยของรัชทายาทจักได้สลักนามลงบนอวี้เตี๋ยของราชวงศ์ แต่พวกนางก็ยังไม่มีสิทธิ์ถึงขนาดที่องค์รัชทายาทจะมารับตัวเ้าสาวด้วยพระองค์เอง ดังนั้น ในขบวนรับเ้าสาวนี้จึงไร้เงารัชทายาท
นอกจากนี้ เกี้ยวเ้าสาวของชายารองและสนมซู่เฟยก็ยังมีความแตกต่างกัน ชัดเจนว่าเกี้ยวเ้าสาวของชายารองต้องสูงส่งกว่ามาก ส่วนสินเดิมนั้น เป็เจิ้งอ๋องที่ให้จัดสินเดิมของธิดาทั้งสองไว้รวมกัน เหตุเพราะเวลาจัดเตรียมงานค่อนข้างกระชั้นชิดเกินไป ซึ่งสินเดิมของสนมซู่เฟยชุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้มีมากมายนัก เนื่องจากชายาเจิ้งอ๋องไม่มีทางยอมให้ลูกสาวของอนุมีสินเดิมเ้าสาวมากไปกว่าบุตรสาวของตนเอง ดังนั้น เจิ้งเฟยเอ๋อร์ที่มีสินเดิมหกสิบหกลัง สนมซู่เฟยชุ่ยเอ๋อร์จึงมีแค่ยี่สิบหกลังเท่านั้น ความแตกต่างนี้ คนที่มีสายตาแจ่มชัดย่อมรู้ดีว่าชายาเจิ้งอ๋องไม่โปรดสนมเซียวซู่เฟยผู้เป็มารดาของชุ่ยเอ๋อร์มากเพียงใด
ถึงกระนั้นสนมเซียวซู่เฟยกลับทำเพียงยิ้มมองไปยังบุตรสาวตน พูดเสียงเบา “เด็กดี เมื่อแต่งงานออกไปแล้ว เ้าก็ถือเป็ภรรยาของผู้อื่นแล้ว แม่ย่อมไม่มีทางให้เ้าแต่งออกไปอย่างน่าน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้แน่”
เมื่อพูดจบ สนมเซียวซู่เฟยก็โบกมือ ฉับพลันนั้นองครักษ์ในชุดแดงมงคลก็แบกสินเดิมมาจากที่ไกลๆ และเป็ตอนนี้เองที่ทุกคนถึงได้เข้าใจ นั่นคงเป็สินเดิมที่สนมเซียวซู่เฟยเตรียมไว้ให้บุตรสาวตน ด้วยเหตุนี้ เมื่อนำสินเดิมที่จวนอ๋องให้ยี่สิบหกลัง กับสินเดิมที่มีมาเพิ่มไม่มากไม่น้อย รวมๆ แล้วก็เรียกได้ว่ามีมากกว่าสินเดิมของเจิ้งเฟยเอ๋อร์ถึงสองลังพอดิบพอดี
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป เจิ้งเฟยเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ในเกี้ยวเ้าสาวสายตาสงบนิ่ง ไม่พูดสักประโยค ส่วนชุ่ยเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ในเกี้ยวอีกหลังหนึ่งข้างหลังก็ทำเพียงปิดตาลงอย่างเกียจคร้าน ทั้งร่างดูสงบนิ่งเป็อย่างยิ่งราวกับว่าสินเดิมอะไรนั่นจะมากน้อย นางล้วนไม่สนใจ
ขณะเดียวกันอวิ๋นซีและจวินเหยียนก็มาถึงจวนรัชทายาทก่อนที่เ้าสาวจะมาถึง นางหันมองไปรอบๆ จวนที่คุ้นเคย มุมปากโค้งขึ้นน้อยๆ ตอนนั้นนางดีใจเพียงใดกันเมื่อได้ย้ายเข้ามาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ บ้านของนางและเทียนหัว
ถึงกระนั้นตอนนี้นางก็ยังคงดีใจเช่นกัน เพราะครั้งนี้ที่กลับมาก็เพื่อทำลายที่นี่ ยิ่งที่นี่มีความทรงจำที่ทั้งแสนสุขและแสนเศร้าของนางมากเท่าไร นางก็จะใช้เืสดๆ มากลบฝังให้เสมอเหมือน
จวินเหยียนกังวลว่าในใจนางจะยังมีความไม่สบายใจอยู่ จึงได้อยู่เป็เพื่อนนางตลอด่แรกของงาน ทว่า การกระทำเช่นนี้ของเขาทำให้บรรดาสาวน้อยสูงศักดิ์ที่ยังไม่ออกเรือนทั้งหลายต่างอดไม่ได้ให้อิจฉาริษยา แม้คนมากมายจะลือกันว่า ที่หนิงชินอ๋องมีวันนี้ได้ก็เพราะความสามารถของชายาหนิงชินอ๋อง แต่พวกนางที่เป็สาวน้อยที่ทั้งรักทั้งเทิดทูนหนิงชินอ๋องเพียงนั้นย่อมไม่มีทางยอมรับว่า ชายในใจที่พวกนางพร่ำนึกถึงอยู่เสมอนั้นจะมีสถานะเช่นวันนี้ได้เพราะสตรีเพียงนางเดียว พวกนางต่างเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าอย่างไรอวิ๋นซีก็จักต้องเล่นลูกไม้ใดเป็แน่ถึงได้ทำให้จวินเหยียนรักใคร่เพียงนี้
ด้วยความคิดต่างๆ นานานี้ แน่นอนว่าอวิ๋นซีรู้ แต่นางก็ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หัวร่อต่อกระซิกกับจวินเหยียนพลางเดินไปยังศาลาแล้วนั่งลง อีกทั้ง เพราะตอนนี้มีจวินเหยียนอยู่ คนมากมายจึงไม่กล้าเข้าใกล้ศาลา เมื่ออวิ๋นซีเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านไปที่เรือนรับรองด้านหน้าเถิด ที่นี่เป็เรือนหลัง มีแต่สตรี”
นางพูดเพียงเท่านั้น และไม่ได้หลุดพูดออกไปอีกว่า ท่านเป็ชายมาอยู่ที่นี่ทำอะไร? ยังไม่รีบจากไปอีก
จวินเหยียนเห็นท่าทีนางเช่นนี้ ก็ถอนใจอย่างสงบนิ่ง “นี่เปิ่นหวางถูกรังเกียจแล้วหรือ” อันที่จริงเขาไม่อยากห่างกายนางสักนิด เพราะที่นี่ย่อมดึงความทรงจำที่ไม่ควรจำมาให้นาง
“วางใจเถอะ ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ไม่สู้แรงลม ท่านน่าจะรู้ดีว่า ข้ากล้าแม้กระทั่งฆ่าคน ดังนั้น กับแค่บรรดาคุณหนูที่มือไม่มีแรงจะเชือดไก่เหล่านี้ ข้ายังต้องกลัวด้วยหรือ” สตรีเหล่านี้ก็แค่เสือกระดาษที่ดีแต่ปากร้าย ซึ่งเื่นี้อวิ๋นซีไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย หากเป็เมื่อก่อนนางคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคุณหนูเหล่านี้ แต่ั้แ่ที่แต่งให้จวินเหยียน นางก็ได้เห็นความปากร้ายของคนผู้นี้อยู่บ่อยครั้ง แม้ที่เรียนรู้มาจะยังไม่ถึงสิบส่วนจากที่เขามี แต่อย่างน้อยก็ต้องได้มาสักหกเจ็ดส่วนกระมัง ดังนั้น คุณหนูทั่วไปเช่นนี้ นางไม่เห็นอยู่ในสายตาจริงๆ
ต่อให้จะเถียงสู้ไม่ได้จนถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือ แต่อวิ๋นซีก็ไม่กลัวว่าตนจะเสียเปรียบ อีกทั้ง วันดีๆ ดังเช่นวันนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้เจอคนรู้จักมากมาย ตัวอย่างเช่น หยวนอวี่ที่แต่งให้ชิวิจนตอนนี้กลายมาเป็ฮูหยินผิงหยางโหว หรือลู่อวี้ฉิงที่มีนามใหม่ว่าซือสืออิ๋ง ตอนนี้คนได้กลายมาเป็ฮูหยินของลู่เหวินเจิ้น รองเ้ากรมกลาโหมขั้นสาม
คนเหล่านี้ล้วนเป็คนคุ้นเคยที่ไม่อาจคุ้นเคยไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
เมื่อจวินเหยียนจากไป ศาลาแห่งนี้ก็มีสตรีสองสามคนเดินเข้ามาทันที รูปลักษณ์ของพวกนางล้วนงดงามยิ่ง ทว่าอย่างไรฐานะของพวกนาง อวิ๋นซีก็รู้อยู่ก่อนแล้ว คนที่เดินนำหน้าในคราวนี้สวมใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกบัว เครื่องหน้างดงาม คนคนนี้คือน้องสาวสายตรงของผิงหยางโหวชิวิ นามว่าชิวเหลียน ส่วนอีกคนที่ตามติดอยู่ข้างกายอีกฝ่ายเป็บุตรสาวสายตรงของรองเสนาบดีผู้เป็รองเ้ากรมพิธีการซ้ายขวาเช่นเดียวกับผิงหยางโหวชิวิ
แค่ลักษณะการเดินเข้าหาก็ดูรู้แล้วว่า คนเหล่านี้ยกให้ชิวเหลียนเป็ผู้นำกลุ่ม ทำให้ตอนนี้ชิวเหลียนคลับคล้ายจันทราสุกไสวที่ถูกดวงดาวทั้งหลายห้อมล้อมไว้ เพียงแต่ จันทร์สุกสกาวที่ห่มด้วยดอกบัวขาวเช่นนี้ อวิ๋นซีเพิ่งเคยเจอเป็ครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม วันนั้นก่อนเริ่มงานฉลองในวังหลวง นางก็สังเกตเห็นคุณหนูชิวเหลียนผู้นี้แล้ว เนื่องด้วยอีกฝ่ายชอบจวินเหยียน คนอาจหาญพูดออกมาตรงๆ ทั้งยังพูดว่าคนเยี่ยงนาง อวิ๋นซี ไม่มีสิทธิ์ยืนเคียงข้างจวินเหยียน
แม่นางคนนี้นี่ ช่างกล้าหาญไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เดิมทีนางไม่เคยคิดจะจัดการอีกฝ่าย แต่ก็ไม่คิดไม่ฝันเช่นกันว่าคนจะรนหาที่ด้วยตนเอง การกระทำนี้ชวนให้นางประหลาดใจยิ่ง ทั้งยังนึกสงสัยว่าดอกบัวขาวดอกนี้้าจะทำอันใดกันแน่?
ชิวเหลียนเดินนำอวี้เชี่ยนเอ๋อร์ผู้เป็บุตรสาวสายตรงของรองเ้ากรมพิธีการซ้ายขวาจากตระกูลอวี้สายรอง และโจวเหม่ยอวี๋จากตระกูลโจวเข้ามา คนทั้งสามพร้อมใจกันยอบกายคารวะอวิ๋นซีด้วยท่าทีเคารพนบนอบ และเป็ชิวเหลียนที่ยิ้มกล่าว “ได้ยินท่านพี่ชิวิพูดถึงอยู่เสมอว่าพระชายาเป็สตรีที่เฉลียวฉลาด ครั้งนี้เมื่อได้พบ หม่อมฉันเองก็รู้สึกว่าพระองค์เป็เช่นนั้นจริงด้วยเพคะ มิน่าหนิงชินอ๋องถึงได้ทรงรักใคร่พระชายาเพียงนี้”
อวิ๋นซีมองไปยังสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ยิ้มบางๆ “งั้นหรือ? ให้พูดก็พูดเถอะ เปิ่นเฟยเองก็มิได้พบหน้าผิงหยางโหวและฮูหยินท่านโหวมาหลายปีแล้ว เมื่อหวนนึกถึงตอนที่พวกเขาอยู่ด้วยกันที่จวนอ๋องในหานโจว ท่าทีรักใคร่ลึกซึ้งนั่น เปิ่นเฟยและท่านอ๋องเทียบไม่ติดเลยจริงๆ อันที่จริงเปิ่นเฟยเองก็อิจฉาในความรักใคร่และความจริงใจระหว่างพวกเขาทั้งสอง เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบได้”
คำพูดของอวิ๋นซี ทำให้ชิวเหลียนที่เดิมทีรอยยิ้มแขวนอยู่บนหน้าถึงกับหน้าถอดสีแทบจะในทันที แต่นางก็ยังสามารถเก็บสีหน้านั้นกลับไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ในใจคิด สมควรตายนัก สตรีนางนี้ยากจะต่อกรด้วยจริงๆ ตอนนั้นเื่ที่พี่ชายของนางและหยวนอวี่ยังไม่ทันได้แต่งงานกันก็ตั้งครรภ์แล้วนั้นร่ำลือไปทั่วเมืองหลวง ตอนหลังเมื่อหยวนอวี่แต่งเข้าจวนโหวมาได้ไม่นาน บิดามารดาของนางก็สิ้นชีวิตไปพร้อมๆ กัน การจากไปอย่างกะทันหันของคนทั้งสอง ทำให้พี่ชายโศกเศร้าเป็อย่างมาก จนไม่กี่เดือนก่อนพี่ชายถึงได้เพิ่งจะกลับไปยังราชสำนัก
หากไม่ใช่เพราะรัชทายาทให้ความสำคัญ ตอนนี้จวนผิงหยางโหวของพวกนางก็ไม่รู้ว่าจะถูกคนตั้งเท่าไรเหยียบย่ำ ถึงกระนั้นนางก็มิใช่คนโง่ เหตุที่พี่ชายกับพี่สะใภ้ยามอยู่ด้วยกันพลั้งเผลอกระทำเื่ที่ชวนให้คนต้องหน้าแดงใจเต้นออกมา หากว่ามิใช่ฝีมือของสตรีตรงหน้า ตัวนางก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
แท้จริงแล้วชิวิผู้เป็พี่ชายของนางเป็คนที่มีเหตุมีผลยิ่ง ทว่าครั้นไปอยู่หานโจวกลับกลายเป็คนเช่นนั้นไป ทั้งยังทำให้บิดามารดาโกรธจนตาย หากให้พูดตามจริง อวิ๋นซีอาจเรียกได้ว่าเป็ศัตรูคู่แค้นที่แท้จริงของนาง
