หลังจากชื่อของหลี่โหย่วฉายสามารถหลอกหลัวชิงเยว่ได้สำเร็จ ฉินอวี่ก็เกือบจะลืมไปแล้วว่าอาจมีภัยคุกคามกำลังเกิดขึ้น และในตอนนี้ จู่ๆ ก็มีเสียงะโดังขึ้นทำให้ฉินอวี่สับสนขึ้นมาอย่างกะทันหัน
แต่ฉินอวี่กำลังอยู่ในสภาวะจิตใจที่ไม่ธรรมดา หลังจากผ่านความใเพียงชั่วครู่ เขาก็เริ่มสงบนิ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนจะกวาดสายตาไปโดยรอบ และถามขึ้น “ผู้าุโ นี่คือผนึกฝ่ามือของข้า!”
เมื่อพูดจบ เงาร่างที่แก่ชราก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของฉินอวี่ ฉินอวี่รู้สึกได้เพียงข้อมือข้างขวาของเขาเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็ง ฉินอวี่ใเล็กน้อย และมองไปยังบุคคลที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทันที เขาคนนี้อยู่ในชุดสีม่วง มีใบหน้าใจดี แต่ร่างกายของเขาเหมือนจะเป็ชายชราที่ให้ความรู้สึกแก่มากจริงๆ
“ผนึกฝ่ามือนี้มาจากไหน!” ดวงตาที่ขุ่นมัวของผู้าุโจ้องตรงมาทางฉินอวี่ และพูดอย่างดุดัน
ฉินอวี่สบตากับผู้าุโคนนี้อย่างไม่เกรงกลัว และพูดออกไป “ผู้าุโ นี่ก็คือผนึกฝ่ามือของข้า เพียงแต่... ก่อนหน้านี้อาจารย์ของข้าเคยให้ข้านำมือแตะลงบนแผ่นศิลาแผ่นหนึ่ง และั้แ่ตอนนั้นมา ผนึกฝ่ามือของข้าก็มีพลังมากกว่าของคนทั่วไปมาก” ฉินอวี่คาดว่าผู้าุโคนนี้น่าจะสนใจในผนึกฝ่ามือของตน และน่าจะเป็เพราะแผ่นผนึกว่านเซี่ยง
เพียงมองจากพลังปราณของผู้าุโคนนี้ ฉินอวี่ก็สามารถสรุปได้ทันทีว่า ระดับฝึกฝนของผู้าุโคนนี้จะต้องอยู่ในระดับสูงสุดของระดับเขตแดนเต๋า เมื่อได้เผชิญหน้ากับผู้าุโในระดับนี้ ฉินอวี่จึงไม่กล้าประมาท จึงเอ่ยถึงผู้เฒ่าร้องไห้ขึ้นมาโดยตรง
ต้องบอกเลยว่า การอาศัยบารมีของผู้เฒ่าร้องไห้นี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าตำแหน่งของเต้าจวินทั้งสองเลย แม้ว่าผู้าุโจะมีสีหน้าไม่เปลี่ยนไป แต่ภายใต้ดวงตาที่เปล่งประกายนั้น เขาก็พูดขึ้นมาเบาๆ “แผ่นศิลา? แผ่นศิลาอะไร?”
“มันคล้ายกับแผ่นศิลาที่อยู่บนยอดเขาของเจ็ดสิบสองอสูรธรณียิ่งนัก!” ฉินอวี่พูดด้วยใบหน้านิ่งเฉย เขาก็ไม่กลัวเช่นกันหากถูกเปิดเผย ถึงอย่างไรก็ดูเหมือนจะทำให้พิสูจน์ได้แล้วว่าไม่ได้ไปที่ซากปรักหักพังนั้นจริงๆ แต่รอยวิถีทำลายล้างที่อยู่ชั้นรอบนอกของซากปรักหักพังนั้นเป็สิ่งที่คนทั่วไปสามารถต้านทานได้ หลายปีมานี้ ผู้แข็งแกร่งของแดนต้าโหมวเทียนไม่ได้โจมตีเข้าไปยังเขตซากปรักหักพังนั้นเลย นั่นก็เป็เพราะสาเหตุของรอยวิถีทำลายล้างที่มีอยู่อย่างหนาแน่น
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินอวี่ ผู้าุโก็ลังเลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในแดนต้าโหมวเทียน ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้เฒ่าร้องไห้ล้วนเป็ตัวแปรสำคัญ และไม่มีผู้ใดที่สามารถพูดได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดที่เคยเข้าไปในส่วนซากปรักหักพังนั่นมาก่อน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าผู้เฒ่าร้องไห้มีความลับมากมายเพียงใด และการหยั่งเชิงของผู้าุโในครั้งนี้ ก็เพื่อลองดูว่าเพราะเหตุใดผนึกฝ่ามือของฉินอวี่จึงแตกต่างออกไปเช่นนี้
แม้ว่าจะคาดไว้ว่าเื่นี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เฒ่าร้องไห้ แต่ผู้าุโยังคงทำเช่นนี้ก็เพื่อจะลองพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพียงแต่ เมื่อดูจากท่าทีของฉินอวี่ ผู้าุโก็มีคำตอบบางอย่างอยู่ในใจ
“ผู้เฒ่าร้องไห้บอกไว้จริงหรือว่าโอกาสในการออกจากการกักขังอยู่กับคนนอกคนหนึ่ง?” ผู้าุโจ้องตรงมาทางฉินอวี่ และถามต่อไป
ฉินอวี่พยักหน้า และพูดขึ้น “ใช่ ข้าเองก็สงสัยว่าทำไมโอกาสจึงอยู่ที่คนนอกคนหนึ่ง ข้าถามอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ยังไม่เคยตอบข้าเลย ครั้งนี้เลยให้ชิงเยว่หวังพากลับไปที่นั้นมาแล้ว เขาบอกว่าโอกาสสำคัญอยู่ในคุกโหมวเทียน ส่วนรายละเอียดว่าเขาเป็ใครนี่เขาไม่ได้บอกข้า เพียงแต่ เขาให้ข้ามาบอกคำหนึ่ง หากฟังแล้วเข้าใจ คนผู้นั้นคือโอกาสสำคัญ!”
“คำพูดอะไรกัน?” ดวงตาที่ขุ่นมัวของผู้าุโเปล่งประกาย
ฉินอวี่ส่ายหน้า และพูดอย่างขมขื่น “เื่นี้บอกไม่ได้ อาจารย์กำชับไว้ว่าข้าไม่สามารถพูดมันออกมาได้ หากความลับรั่วไหล จะเป็ภัยต่อตนเอง ดังนั้น... ขอผู้าุโอย่าได้ทำให้ผู้น้อยต้องลำบากใจเลย”
ผู้าุโเริ่มสงสัยแต่ก็ทำตัวไม่ถูกมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ฉินอวี่พูดมาก็ถูกต้อง และเมื่อดูจากท่าทีของเขาแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะเป็เื่จริง หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ผู้าุโก็พูดขึ้นช้าๆ “ตามข้าเข้าไปเถอะ!” พูดจบ ยังไม่ทันรอให้ฉินอวี่ได้ตอบคำถาม เขาก็รู้สึกได้ว่าเหตุการณ์ตรงหน้าได้เปลี่ยนไปแล้ว
ภาพของเทือกเขาและแนวเขาที่สง่างามปรากฏขึ้นต่อหน้าฉินอวี่ ทั่วทั้งพื้นที่กำลังเต็มไปด้วยแสงสีดำที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้พื้นที่ทั้งหมดพร่ามัวไปในทันที ด้วยพลังการมองเห็นของฉินอวี่เขาสามารถมองเห็นได้เพียงสิ่งที่อยู่ในระยะหนึ่งร้อยจ้างเท่านั้น เมื่อมองไปข้างหน้า กลับเต็มไปด้วยความพร่ามัวและหมอกหนา สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่รู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกรายล้อมด้วยสัตว์อสูรร้ายจำนวนนับไม่ถ้วน!
“เป็ไปได้หรือไม่ว่า ที่นี่คือภาพเหตุการณ์ในหลุม์เมื่อครั้งนั้น?” ฉินอวี่คิดอยู่กับตนเอง
“เ้าหนุ่ม เ้ากำลังมองหาทางตันให้ตัวเองหรือ? เ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหน?” ขณะที่ฉินอวี่กำลังมองไปโดยรอบ เสียงของจู๋ฮวงก็ดังขึ้นในความคิดของฉินอวี่ทันที ในครั้งนี้ จู๋ฮวงรู้สึกโกรธมาก ไปเกี่ยวข้องกับผู้ไถ่โทษมาแล้ว แทนที่จะอยู่นิ่งๆ ฝึกฝนตนเอง แต่กลับเอาแต่ออกไปสร้างปัญหาไปทั่ว โดยเฉพาะการเข้าไปยุ่งอยู่ในค่ายกลอันน่ากลัว เช่นนี้จะไม่ให้จู๋ฮวงโกรธได้อย่างไร?
ความเป็ความตายของฉินอวี่ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา แต่ความเป็ความตายของตนเองยังคงเชื่อมโยงกับฉินอวี่!
ต้องบอกเลยว่า หลังจากครั้งนี้ไป จู๋ฮวงยิ่งคิดเร่งที่จะออกไปจากฉินอวี่ให้เร็วที่สุด เพราะหากเป็เช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่? และจะตายอย่างไรเมื่อไรคงไม่อาจรู้ได้
“ค่ายกลเวท?” ฉินอวี่มีดวงตาตกตะลึง เขานึกถึงเกราะป้องกันโดยธรรมชาติที่เขาเคยเห็นมาก่อน เมื่อมองไปยังยอดเขาที่เป็ชั้นๆ ตรงเบื้องหน้า ฉินอวี่ก็เข้าใจได้ทันที
เช่นเดียวกับที่จู๋ฮวงเคยกล่าวเอาไว้ จริงๆ แล้ว คุกโหมวเทียนแห่งนี้คือค่ายกลเวท มีูเาและปฐีเป็ค่ายกลสร้างขึ้นเป็คุก์ แต่คำพูดต่อมาของจู๋ฮวงทำให้ฉินอวี่ต้องใ “เ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือค่ายกลเวทชนิดใด? ช้าก่อน... หรือเ้าคิดจะใช้ค่ายกลนี้มากดดันข้า? เ้าหนุ่ม หากเ้ากล้า ข้าสู้ตายกับเ้าแน่นอน แต่ถ้าข้าตาย เ้าก็อย่างหวังจะมีชีวิตรอด!”
เมื่อััได้ถึงความแปลกประหลาดของจู๋ฮวงกลางมือ และผู้าุโนั้นก็กลับมาข้างกายอีกครั้ง ฉินอวี่จึงสงบไว้และพูดอย่างโกรธเคือง “หากเ้าไม่อยากตายก็ช่วยหุบปากด้วย หากข้าจะฆ่าเ้า จะพาเ้ามาถึงที่นี่ทำไม? เ้ามองตัวเองสูงเกินไปหน่อยแล้ว หากจะฆ่าเ้า ไฟเพียงน้อยนิดก็พอแล้ว”
หลังจากด่าจบ ฉินอวี่ก็ไม่รอให้จู๋ฮวงได้ตอบกลับ เขาก็ดึงสมาธิกลับมาทันที มองไปยังผู้าุโด้านข้างอย่างสงสัย และพบว่าสายตาของผู้าุโกำลังมองตนเอง สีหน้าของฉินอวี่ก็เต็มไปด้วยความงุนงง “ผู้าุโ ที่นี่คือคุกโหมวเทียนใช่หรือไม่?”
ผู้าุโยังไม่ทันตอบ แต่ดวงตาทั้งสองจ้องตรงไปทางฉินอวี่ สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่แทบมีเหงื่อออกในหัวใจ
“ใช่ ที่นี่คือคุกโหมวเทียน!” ผู้าุโพูดอย่างช้าๆ
“เอ่อ... คน... นอกคนนั้นล่ะ?” ฉินอวี่ถามอย่างสงสัย
“มานี่!” ผู้าุโละสายตากลับไป ยื่นมือจับไหล่องฉินอวี่ก่อนจะลับหายไป
และเมื่อปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง ฉินอวี่ก็ได้มายืนอยู่ตรงหน้าประตูถ้ำ ณ เชิงเขาแห่งหนึ่ง และผู้าุโก็พูดขึ้น “คนที่เข้ามายังแดนต้าโหมวเทียนไม่กี่ปีก่อน ล้วนถูกกักตัวไว้ที่นี่” พูดจบ ผู้าุโก็กำลังจะเปิดประตูออก แต่กลับถูกฉินอวี่ขัดเอาไว้
“ผู้าุโ ช้าก่อน พวกเราไปเริ่มดูจากกลุ่มที่อยู่มานานก่อนจะดีกว่า”
เมื่อยืนอยู่เชิงเขา บางที อาจมีประตูเดียวเท่านั้นที่จะพบอาจารย์หวงถิง และอาจารย์หวงถิงอาจจะอยู่ในประตูบานนี้ เมื่อเปิดออกอาจจะได้พบเจอทันที แต่ฉินอวี่ยังไม่้าเปิดออกเป็บานแรก แต่ไม่ใช่เพราะกลัวความผิดหวัง แต่เป็... มีผู้าุโคนนี้อยู่ข้างกาย ฉินอวี่ก็เป็กังวลว่า หากเป็อาจารย์หวงถิงจริงๆ เขาจะต้องจำตนเองได้ และอาจทำให้ผู้าุโรู้สึกถึงเบาะแสบางอย่างขึ้นมาอย่างแน่นอน
ดังนั้น ฉินอวี่จึงตั้งใจจะชะลอเอาไว้ก่อน เพื่อลองหาวิธีที่จะปลีกตัวจากผู้าุโคนนี้
ผู้าุโขมวดคิ้วขาวโพลนของเขาเล็กน้อย และไม่ได้พูดอะไรมาก ก่อนจะพาฉินอวี่หายตัวไปอีกครั้ง
และเมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏสู่สายตาของฉินอวี่คือเชิงเขาขนาดั์ลูกหนึ่งที่มีความสูงพันจ้าง และดูแตกต่างไปจากูเาลูกอื่นๆ ูเาั์ลูกนี้ดูเหมือนถูกคนแบ่งออกจากบนลงล่าง และตัดออกจากศูนย์กลาง ดูเหมือนหน้าผาสูงชัน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉินอวี่รู้สึกเหมือนถูกพายุกระหน่ำก็คือ มีร่างขนาดใหญ่ถูกตอกตรึงไว้กับหน้าผาแห่งนี้
เหตุผลที่ใช้คำว่าถูกตอกตรึงเอาไว้ นั่นเป็เพราะตรงเข่าของคนั์แต่ละข้างมีตะปูสีดำถูกตอกเอาไว้ และไม่รู้ว่ามีตะปูอยู่ทั้งหมดเท่าไรที่ตอกตรึงเขาไว้อย่างแ่าบนหน้าผา
และเป็เพราะร่างของคนผู้นี้มีขนาดที่ใหญ่เกินไป ฉินอวี่จึงไม่สามารถที่จะมองเห็นรูปลักษณ์ที่อยู่สูงขึ้นไปจากเอวของเขาได้
แต่... ก็ยังสามารถดูออกว่า คนผู้นี้คือวานรยุทธ์!!!
