เล่มที่ 5 บทที่ 124 เจอกันอีกแล้ว
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ…
หลินเฟยกวักมือเรียกเพียงไม่นาน เทียนกุ่ยที่เพิ่งกลืนกินอัสนีอู่หยินก็สลายตัวกลายเป็หมอกควันดำกลับมาพันที่แขนหลินเฟย ในตอนนี้จึงเห็นชัดว่าหมอกควันมีกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมา ดูไปดูมาจึงละม้ายกับัอัสนีสีดำตัวหนึ่งก็ว่าได้
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ…
มนต์สะกดในตัวเทียนกุ่ยกลับเพิ่มขึ้นมาถึงหกสายเลยทีเดียว!
ขณะที่หลินเฟยหลอมเทียนกุ่ย ในตอนนั้นมันมีมนต์สะกดเพียงยี่สิบหกสายเท่านั้น ถือว่าพลังที่ถดถอยลงไปไม่น้อย แต่บัดนี้หลังจากได้กลืนกินมนต์อัสนีอู่หยินเข้าไป จึงทำให้มีมนต์สะกดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโ กระทั่งในตอนนี้มันมีมนต์สะกดมากถึงสามสิบสายแล้ว แค่พลังอย่างเดียวก็สูงกว่าอสุรกายกุ่ยเจี้ยงทั่วไปแล้ว หากพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เผลอๆได้บรรลุถึงขั้นกุ่ยหวังเลยทีเดียว
“โชคดีจริงๆเลยนะ…” พอเห็นว่าเทียนกุ่ยกำลังปรับสภาพหลังกลืนกินมนต์อัสนีอู่หยิน หลินเฟยก็พยายามไมไปรบกวนเ้าเทียนกุ่ยอีก จึงปล่อยให้มันพันรอบแขนไว้แบบนั้น
หลินเฟยใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ จึงจะปรับสภาพสิ่งที่ได้รับในคืนฝ่าเคราะห์อัสนีจนหมด ช่วยไม่ได้ เพราะเขาได้ประโยชน์จากคืนนั้นมาไม่น้อยเลย ทั้งบรรลุขั้นมิ่งหุน ฝ่าเคราะห์อัสนีมาได้ก็ดี หรือแม้กระทั่งหลอมชำระกระบี่ ทุกอย่างนี้สำหรับหลินเฟยแล้วถือเป็การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้ โชคดีที่รากฐานขั้นย่างหยวนยังแข็งแรงอยู่ ไม่อย่างนั้นละก็เกรงว่าจะถูกธาตุไฟเข้าแทรกไปเสียแล้ว หากเป็เช่นนั้นอาจจะต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองปีในการฟื้นฟูทีละน้อย จึงไม่ต้องคาดหวังเลยว่าจะสามารถปรับสภาพได้สมบูรณ์เช่นนี้
แต่หลินเฟยเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก…
ค่อยๆปรับสภาพไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เวลาผ่านไปหนึ่งวัน สองวัน สามวัน จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเดือน หลินเฟยจึงได้ก้าวออกมาจากถ้ำเสียที เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลินเฟยในตอนนี้เสมือนเปลี่ยนไปเป็คนละคนก็ว่าได้ เพราะตัวเขาในตอนนี้มีความน่าเกรงขามแฝงอยู่หลายส่วนเลยทีเดียว…
นอกจากอาการาเ็จะหายเป็ปลิดทิ้งแล้ว พลังก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโ หลังจากจบเื่ทั้งหมด หลินเฟยรู้ดีว่าถึงเวลาที่ต้องไปจากพิภพซ่างจงแห่งนี้แล้ว หลังจากมองไปทางทิศเหนือก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาฉับพลัน
“สงสัยคงต้องใช้เวลาสักหนึ่งปีเห็นจะได้ จึงจะเหาะไปถึงหน้าผาอวิ๋น…”
แค่คิดว่าต้องเหาะกระบี่โดยไม่กินไม่นอนถึงหนึ่งปีเต็มๆกว่าจะไปถึงที่หมายได้ หลินเฟยก็รู้สึกเหนื่อยเจียนตายแล้ว จึงตัดสินใจละทิ้งความคิดนี้ทันที
แต่หากไม่ใช้วิธีนี้…
ก็คงต้องหาวิธีอื่นแล้วล่ะ
“หรือจะไปสอบถามพวกสำนักหลิงติ่งดี?”
ขณะที่กำลังคิดไม่ตกว่าควรจะไปขอความช่วยเหลือจากสำนักหลิงติ่งดีหรือไม่ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างสนั่นดังขึ้นมา ก่อนจะปรากฏเป็ลำแสงสายรุ้งเจ็ดสีพวยพุ่งขึ้น หลินเฟยเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นทันที เพราะทั้งเสียงที่ดังและลำแสงสีรุ้งบ่งบอกได้ว่าบริเวณนั้นกำลังมีการต่อสู้เกิดขึ้นอยู่
แถมยังเป็ผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนอีกด้วย…
ขณะที่กำลังจะมุ่งหน้าไปดู จู่ๆหลินเฟยก็ได้กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นลอยมา หลังจากพินิจชั่วครู่ก็พบว่ามันลอยมาจากด้านหลังหุบเขาเสินมู่ อยู่ห่างจากจุดที่มีลำแสงสีรุ้งและเสียงดังสนั่นไม่ถึงสิบลี้…
“หื้อ?” หลินเฟยที่กำลังประหลาดใจอยู่นั้น ก็เริ่มโคจรพลังปราณกระบี่ไท่อี๋ออกมาทันที ปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งของเขา แค่พริบตาเดียวมันก็สามารถทำลายถ้ำที่หลินเฟยอาศัยมาหลายเดือนราบเป็หน้ากลองได้แล้ว
พอแน่ใจว่าตนเองทำลายเบาะแสทุกอย่างหมดแล้ว หลินเฟยก็รีบโคจรพลังบินทะยานไปบริเวณด้านหลังของหุบเขาเสินมู่ทันที…
ในตอนนี้ที่ส่วนลึกทางด้านหลังของหุบเขาเสินมู่ มีกระถางสามขาขนาดั์สูงกว่าสิบจ้างตั้งตระหง่านอยู่ บริเวณใต้กระถางยังมีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมาอีกด้วย แถมยังมีเสียงน้ำเดือดดังปุดๆ กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นลอยโชยมาตามสายลม คล้ายกับกำลังมีใครกำลังหลอมยาบางอย่างอยู่ รอบบริเวณกระถางั์นั้นต ปรากฏเป็ผู้บำเพ็ญอายุไม่มากประมาณสิบกว่าคนกำลังโคจรพลังให้เปลวไฟใต้กระถางให้ลุกโชติ่ยิ่งขึ้น
หากหลินเฟยเห็นภาพเช่นนี้แล้วละก็ จะต้องจำได้ว่าในบรรดาผู้บำเพ็ญนับสิบนี้ มีเจ็ดถึงแปดคนเป็ศิษย์สำนักหลิงติ่งที่เขาเคยเจอมาก่อน
“ทุกคนพยายามอีกหนึ่งเค่อนะ พอหลอมวารีหมื่นบุปผานี้เสร็จก็กลับกันได้” หวังหยวนแห่งสำนักหลิงติ่งเอ่ยขึ้นมา
ราวกับนกหวาดเกาทัณฑ์* ก็ว่าได้ ครั้งนี้หวังหยวนเอาแต่เฝ้าสังเกตรอบๆอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวว่าจะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนครั้งก่อน ที่มีศิษย์สำนักเชียนซานบุกเข้ามา
(*นกหวาดเกาทัณฑ์ หมายถึง คนที่มีปมบางอย่างฝังใจจนทำให้เกิดความกลัวเมื่อต้องพบเหตุการณ์คล้ายๆกัน)
หากเลือกได้ละก็ ให้ตายอย่างไรหวังหยวนก็ไม่อยากมาที่หุบเขาเสินมู่อีก เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงฝังใจเขาอยู่เสมอ
สำหรับสำนักเชียนซานนั้น ยังไม่เท่าไรหรอก…
เมื่อเทียบกับการที่หวังหยวนเข้าใจว่ามีมือสังหารโรคจิตอาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งนี้…
และวารีบุปผานี้ก็จำเป็ต้องใช้เคล็ดวิชาลับของสำนักหลิงติ่งและสมุนไพรบุปผานับร้อยชนิดถึงจะหลอมรวมออกมาได้ ซึ่งเป็หนึ่งในรากฐานการบำเพ็ญของศิษย์สำนักหลิงติ่งนั่นเอง หรือจะพูดง่ายๆก็คือ ทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญของสำนักล้วนได้มาเพราะสิ่งนี้ทั้งนั้น
และที่สำคัญก็คือสมุนไพรและบุปผาที่นำมาหลอม จะต้องเด็ดมาสดๆเท่านั้น หากช้าไปนิดเดียวก็ไม่ได้ แม้จะบรรจุในกระถางหลิงติ่งที่เป็อาวุธคู่กาย หรือใช้พลังปราณห่อคุ้มกันไม่ให้ไอิญญารั่วไหลก็ไม่เป็ผล เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาเหล่าศิษย์สำนักหลิงติ่งก็จะพากันมาเด็ดเก็บบุปผาและสมุนไพรเพื่อใช้หลอมวารีหมื่นบุปผาบริเวณด้านหลังของหุบเขาเสินมู่
ตามปกติก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร...
ต่อให้เป็สำนักเชียนซานก็ไม่อาจหาญเข้ามารบกวนได้ เพราะทั่วทั้งทะเลอูไห่รู้ดีว่าวารีหมื่นบุปผาสำคัญกับสำนักหลิงติ่งแค่ไหน หากเกิดปัญหาขึ้นมา ต่อให้สำนักหลิงติ่งจะอ่อนแอเพียงใด ก็อาจจะกัดฟันลุกขึ้นสู้ตายก็เป็ได้
แต่หลังจากเจอเหตุการณ์ครั้งก่อน ก็ทำให้หวังหยวนตื่นกลัวขึ้นมา ได้แต่ภาวนาขอให้หลอมสำเร็จไวๆ อย่าได้เกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นอีกเลย
“ทุกคนตั้งสติได้ดี หากวารีหมื่นบุปผานี้เกิดความผิดพลาดขึ้นมา เกรงว่าปีหน้าคงต้องกินดินในการบำเพ็ญแทนแล้ว จะ…”
ขณะที่เอ่ยเตือนเหล่าศิษย์น้องด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ทันใดนั้นหวังหยวนก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างโฉบลงมา ตอนแรกก็คิดว่าตนเองตาฝาด จึงขยี้ตาดูใหม่อีกครั้ง
และแล้ว…
คำพูดที่เหลือจึงติดอยู่ในลำคอทันที ใบหน้าหวังหยวนในตอนนี้พลันตกตะลึงจนตาแข็งค้าง…
“เจอกันอีกแล้วนะศิษย์น้องหวัง!” หลินเฟยบินมาตามกลิ่นสมุนไพร หลังมองดูกระถางหลอมขนาดั์ที่สูงนับสิบจ้างแล้ว ก็หันมายิ้มทักทายหวังหยวน
“เ้าๆๆ…” หวังหยวนใจนพูดไม่ออก สองตาเอาแต่จดจ้องไปที่หลินเฟย เอาแต่พูดคำว่าเ้าซ้ำๆอย่างเดียว
แต่เหล่าศิษย์สำนักหลิงติ่งที่ไม่เคยพบกับหลินเฟยมาก่อน ก็จำคำสอนของศิษย์พี่ได้ดี “หากวารีหมื่นบุปผาเตานี้เกิดความล้มเหลวขึ้นมาละก็ ปีหน้าคงต้องกินดินบำเพ็ญแทนแน่”
ฉะนั้น…
ชั่วขณะที่เท้าของหลินเฟยกำลังแตะพื้น เหล่าศิษย์สำนักหลิงติ่งก็เกิดอาการไม่พอใจขึ้นมา
“เ้าเป็ใครกัน!”
พริบตานั้นก็ขว้างยาลูกไฟหั่วหยวนออกมาทันที
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
