ในเวลาต่อมา…
ขณะที่เปลวกำลังจะพายเรือออกจากท่าน้ำที่หลังบ้าน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องะโตามมาข้างหลัง เปลวจำไว้ดีว่าเ้าของเสียงทุ้มกังวานนี้จะเป็ใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ผู้เป็ลุง
“เฮ้ย… ไอ้เปลว… รอลุงด้วย… ”
เป็เสียงของลุงเดชจริงๆ
“อ้าว… จะไปด้วยกันหรือลุง… ”
เปลวเหลียวหลังกลับมาะโถามด้วยความสงสัย ก็ไหนลุงเดชบอกว่าไม่ไป
“เออ… ลุงจะไปด้วย… ลุงเปลี่ยนใจแล้วว่ะ… ”
ลุงเดชกล่าวพลางคว้าผ้าขาวม้าที่พาดบ่าลงมาคาดเอว รีบก้าวยาวๆ มาตามสะพานไม้
“แน่ใจนะว่าลุงจะไปกับผม… ”
เปลวเงยหน้าขึ้นถามย้ำอีกครั้งขณะกำลังก้มลงแก้เชือกที่ผูกหัวเรือเอาไว้กับเสาไม้ไผ่ใกล้สะพาน
“แน่ใจสิวะ… อันที่จริงลุงก็อยากรู้เหมือนกันว่านางเงือกที่เป็ตำนานเล่าขานจะมีจริงหรือไม่… ”
ลุงเดชกล่าวพร้อมกับค่อยๆ ก้าวลงมานั่งในเรือ คืนพระจันทร์สีเืที่เวียนมาถึงในค่ำคืนนี้ใช่ว่าจะมีให้เห็นกันบ่อยๆ
ปรากฏการณ์เช่นนี้ร้อยปีจะมีสักครั้ง ซึ่งรอบนี้มันคือครั้งแรกและครั้งเดียวใน่ชีวิตของแก
“ถ้าพร้อมแล้วงั้นเราไปกันเลยครับ… ”
เปลวกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น ส่งไม้พายอีกอันมาให้ลุงเดช…
เป็ที่รู้กันว่าเรือพายถ้าช่วยกันพายคนละข้างจะได้สมดุลดีกว่าพายคนเดียวแล้วต้องสลับข้างไปมา
ในเวลาต่อมา
เปลวพายเรือผ่านเวิ้งน้ำดำทะมึน เรือลอยลำลัดเลาะลอดมาตามกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ที่โน้มลงมากลางแม่น้ำ ก้านกิ่งของมันสานกันเป็พุ่มหนา แต่ยังเหลือช่องว่างคล้ายอุโมงค์ต้นไม้พอให้เรือพายได้ลอดผ่าน
“ลุงไม่ได้เข้ามานาน… สภาพแถวนี้ดูแปลกตาไปมาก… ”
ลุงเดชที่นั่งอยู่ท้ายเรือกล่าวพลางเอามือฉายไฟสองให้เห็นเวิ้งน้ำเบื้องหน้า
“ดูนั่นสิ… สวยจัง… ”
ลุงเดชรู้สึกตื่นเต้นแปลกตา…
เมื่อแสงสว่างจากกระบอกไฟฉายสาดออกไปกระทบกับผิวน้ำที่มีแสงจันทร์สะท้อนพราว ดูราวกับว่าระลอกคลื่นที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่เบื้องหน้านั้นฉาบทาไว้ด้วยประกายสีทองอร่ามของพระจันทร์
“ไม่คิดว่าบรรยากาศจะวิเวกขนาดนี้… ”
เปลวกล่าว…
ยิ่งพายเรือลึกเข้ามาในเวิ้งน้ำชายป่ายิ่งรู้สึกถึงความเงียบสงัด รอบกายได้ยินแต่เสียงใบพายกระทบผิวน้ำ ครั้นเมื่อทอดสายตาแลไปในความมืด ก็เห็นแสงเรืองๆ ของหิ่งห้อยนับร้อยนับพันกะพริบพราวอยู่ข้างพงหญ้าริมลำธาร
“นั่นสิ… ลุงรู้สึกว่ามันวังเวงพิกล”
ลุงเดชกล่าว ก่อนจะเอ่ยตามมาอีกประโยค
“ลุงว่าเรากลับกันดีกว่า… ”
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ๆ…
ความผิดปกติบางอย่างที่ััได้ ทำให้ลุงเดชตัดสินใจชักชวนหลานชายกลับ เพราะรู้สึกว่ายิ่งพายเรือลึกเข้ามามากเท่าใดก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความวิเวกวังเวงพิกล
“เดี๋ยวสิครับลุง… อย่าเพิ่งกลับเลยครับผมคิดว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ตรงลานทรายทางโน้น… ”
และในขณะที่ลุงเดชกำลังจะคัดพายเพื่อเลี้ยวเรือกลับ จู่ๆ เสียงพูดคุยเล็กแหลมคล้ายเสียงของผู้หญิงที่แว่วมาจากเวิ้งทรายหลังพุ่มไม้ไม่ไกลกันนัก ทำให้เปลวชะงัก เปลี่ยนทิศทางพายเรือมุ่งหน้าตรงไปยังที่มาของเสียง
ก่อนจะพบกับภาพที่ทำให้เปลวและลุงเดชต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า
“ลุง… ลุงเห็นเหมือนที่ผมเห็นใช่ไหม”
เปลวกระซิบถามเบาๆ…
พร้อมกับค่อยๆ เหลียวหลังมามองลุงเดชที่กำลังเอามือขยี้ตาตกตะลึง นึกว่าตัวเองตาฝาดไปเองกับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า
“เห็นสิวะ… เต็มสองตาเลย… ”
ลุงเดชตอบเบาๆ…
