ดุลยาเห็นว่ายังพอมีเวลาจึงพยักหน้ารับ ได้ยินว่าคำว่าเด็ก ก็ไม่อยากให้เด็กเสียใจ เธอยอมเดินตามผู้หญิงคนนั้นออกจากห้องแต่งตัว เพียงแต่เดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ร่างก็ถูกโอบรัดจากด้านหลัง ยังไม่ทันตั้งตัว ผ้าผืนหนึ่งก็ถูกปิดครึ่งปากครึ่งจมูก ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างใ เท้าเล็กๆ เตะไปมาแต่ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรได้เลย พยายามกลั้นหายใจแต่กลิ่นประหลาดนั้นก็ทำให้ร่างที่ดิ้นรนอยู่ค่อยๆ หยุดนิ่งพร้อมดวงตาที่ปิดสนิทลง
“เจ้แน่ใจนะว่าไม่มีปัญหาที่หลัง” ชายคนที่อุ้มร่างที่หมอสติบ่นพึมพำ
“จะมีปัญหาได้ ก็ยัยแม่สั่งมาเองนี่” หญิงสาวคนเดิมพูดแล้วก้มลงเก็บกระเป๋าข้าวของหญิงสาวที่ตกพื้นขึ้น “มัวแต่พูดมากรีบไปได้แล้ว”
“ครับเจ้”
คนสองคนช่วยกันพาร่างคนที่หมดสติเข้าไปในรถตู้ หญิงสาววัยสี่สิบมองใบหน้าคนที่หมดสติไป ใบหน้าหวานรูปร่างบอบบาง ผิวขาวอมชมพูแบบธรรมชาติ หน้าไร้เครื่องสำอางแต่กลับดูน่ามองกว่าเมื่อครู่ที่อยู่บนเวทีเสียอีก
รถตู้พาหญิงสาวที่หมดสติมายังสถานที่แห่งหนึ่ง หญิงเริ่มรู้สึกตัวแต่ยังขยับตัวเคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจ เธอรู้สึกเพียงว่ามีมือมาจับเนื้อตัวเธอ หญิงสาวพยายามปัดป้องแต่ทำได้แค่คิดเพราะยกมือยังไม่ขึ้น
ดุลยาพยายามตั้งสติ เกิดอะไรขึ้นกับเธอนะ เธอถูกลักพาตัวใช่ไหม? ใครกันเล่า บ้านเธอก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ต้องมีการเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ
หญิงสาวรู้สึกว่ามีคนพยุงร่างเธอมาวางบนพื้นพรมหรืออะไรสักอย่างที่ค่อนข้างนุ่ม เสียงพูดเป็ภาษาอังกฤษปนภาษาไทย ทำให้เธอพยายามตั้งใจฟัง และไม่กี่นาทีต่อมา แสงไฟก็เข้ามากระบใบหน้า เธอหยี่ตาแล้วขยับมือยกขึ้นบังแสงสปอร์ตไลน์นั้น เริ่มใจชื้นที่แขนขาขยับได้บ้าง แต่ยังยันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก
“เริ่มประมูลที่ห้าหมื่นบาท ท่านใดสนใจหญิงสาวงดงามราวกับหลุดออกมาจากนางในวรรณคดี ขอเชิญเสนอราคากันมาเลยครับ!!!”
ประมูล! ประมูลอะไรกัน!
“อ๊ะ!”
ดุลยาร้องได้เพียงแค่นั้น รู้เพียงแค่มีคนมาจับให้เธอเงยหน้าขึ้น เพียงเธอกวาดสายตาไปเบื้องหน้า หัวคิ้วก็ขมวดยุ่ง อะไรกัน เหมือนกับที่เคยเห็นในภาพยนตร์แต่...นี่มันอะไรกัน คนสวมหน้ากากนั่งจ้องมองเธอราวกับเป็สัตว์หรือสิ่งของชิ้นหนึ่ง
“หกหมื่น”
เสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมชูป้ายหมายเลขของตนเอง ดุลยายังงุนงงอยู่จับต้นชนปลายไม่ถูก เธอมองไปอีกด้านของเวที มีหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยยืนอยู่ราวกับคุ้นเคยกับเื่นี้ดี
“เจ็ดหมื่น”
ดุลยาผวาเฮือก เป็เธอใช่ไหมที่กำลังถูกประมูล
“ไม่ ไม่ เข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้...ว้าย! ”
“เชิญดูสินค้าก่อนได้ครับ รับรองไม่ผิวหวัง สาวไทยแท้ผิวพรรณผุดผ่องครับ”
หญิงสาวหวีดร้องอย่างใเมื่อมือใหญ่มากระชากเอาสไบที่เธอห่มอยู่หลุดออกไป เหลือเพียงผ้าแทบที่มัดหน้าอกอยู่ เสียงหือดังขึ้น มือเรียวรีบยกมือขึ้นปกทรวงอกที่แม้จะมีผ้าปิดอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ปกป้องเธอมากนัก ผมยาวสลวยคลี่กระจายราวแพรไหม หญิงสาวกลั้นน้ำตา กวาดสายตามองหาคนที่จะช่วยเหลือ เธอสะดุ้งสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองอยู่ มีแววประหลาดใจปนอยู่ในแววตาคู่นั้น
“แปดหมื่น”
“เก้าหมื่น”
ไม่เอานะ หยุดที ฉันฝันไปใช่ไหม ใครก็ได้ช่วยด้วย ดุลยาได้แต่อ้าปากพะงาบๆ แต่เสียงก็เบาเหลือเกิน นี่ใครเล่นตลกอยู่ใช่ไหม เมื่อครู่...เธอยังอยู่กับเพื่อนๆพี่ๆ เธอเป็นางรำ มาแสดงโชว์ ไม่ใช่มาขายตัว แล้วเธอก็นึกได้ว่า เธอเดินตามผู้หญิงคนนั้นออกมา แล้วผ้าผืนนั้นก็ปิดที่ปากกับจมูกทำให้เธอหมดสติไป
“สองแสน”
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้น สายตาหลายคู่หันไปมอง ดุลยาพยายามเพ่งมองแต่มองไม่ชัดนัก ม่านน้ำตาทำให้ภาพพร่าเบลอไปหมด
“มีใครให้มากกว่าสองแสนไหมครับ”
มีเพียงเสียงฮือฮาแต่ไม่มีการเสนอราคาเพิ่ม
“สองแสนครั้งที่หนึ่ง”
“สองแสนครั้งที่สอง”
“สองแสนครั้งที่สาม เคาะให้กับคุณหมายเลขสิบสามท่านนั้นครับ”
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ มีชายร่างใหญ่เข้ามาประคองดุลยา หญิงสาวผวาเฮือกกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาเดินยาวๆ เข้ามาดูสินค้า ที่ตนเองประมูลด้วยความไม่ตั้งใจ เขาปัดมือชายคนนั้นออกแล้วก้มตัวลงช้อนตัวหญิงสาวในชุดไทยขึ้นแนบอก
“ปล่อยฉันเถอะ คุณ... ฉัน...ไม่ได้...เป็...อย่าง...ที่...คุณ...คิด”
น้ำเสียงแหบแห้งปนสะอื้น ชายหนุ่มอุ้มเธอไว้แนบอกแล้วพาลงเวทีไป มือเล็กพยายามที่จะยกขึ้นเพื่อดันเขาออก แต่มันกลับทิ้งลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาพาเธอเดินออมาไกลแค่ไหนไม่รู้ แต่เสียงการประมูลค่อยๆ ห่างออกไปทุกที จนกระทั้งเขาพาเธอเข้าไปนั่งในเบาะหลังของรถ ร่างเล็กขดตัวงอเป็กุ้ง เธอสะดุ้งเมื่อนิ้วมือของเขาเกลี่ยเส้นผมที่ลงมาปรกใบหน้า หญิงสาวเม้มปากเน้นไม่้าให้เขารับรู้ถึงความอ่อนแอของเธอ หากเธอขยับตัวได้มากกว่านี้อาจจะปกป้องตัวเองได้บ้าง มิใช่เพียงแค่ร้องไห้อยู่อย่างนี้
“ทำแบบนี้ค่าตัวก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรอกนะ”
ประโยคสนทนาเป็ภาษาไทยแต่สำเนียงติดออกไปทางต่างชาติสักหน่อย เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมจางๆจากหญิงสาว และกลิ่น... เหมือนกลิ่นยาสลบ
“โดนวางยารึ”
ดุลยาพยักหน้าแรงๆ หวังใจว่าเขาจะเป็คนดีที่พอจะช่วยเหลือเธอได้ แต่เธอคงลืมไปว่าคนดีๆที่ไหนจะไปอยู่ในสถานที่ประมูลคนราวกับสินค้าเช่นนั้น เธอไม่รู้ว่าเขานิ่งคิดอะไรอยู่ แต่เขาขยับตัวถอยห่างแล้วปิดประตูรถ เธอพยายามรั้งสติของตัวเองไว้ ทว่าร่างกายและจิตใจที่แบกรับเื่ราวที่ถาโถมแบบไม่ทันตั้งตัวนี้ทำให้เธอผล็อยหมดสติไปอีกครั้ง
อลัน หยาง ชายหนุ่มเืฮ่องกงวัยสามสิบสองเดินเข้ามาดูร่างที่ยังหลับใหลบนเตียงนอนของเขา ดวงตาดุดันมักฉาบรอยเศร้าอยู่เสมอ เขาถอนหายใจอย่างไร้เหตุผล กลับได้กลิ่นหอมละมุนจากเรือนกายหญิงสาวทำให้ต้องถอยห่างออกมาอย่างไม่เข้าใจตัวเองนัก
เขาควรกบดานอยู่เงียบๆ ไม่ให้ใครรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ปล่อยให้คนที่แอบลอบฆ่าได้ใจว่ามีฝีมือสามารถปลิดชีวิตเขาได้ คิดเพียงแค่นี้ใบหน้าแบบหนุ่มเืัก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก เขาต้องแสร้งทำเป็คนตายหลบมาอยู่ไกลถึงเมืองไทย เพียงเพื่อจะได้สืบข่าวได้ว่าใครเป็คนวางแผนลอบฆ่าเขา เดิมทีเขาคิดจะหลบซ่อนตัวเองในกลุ่มนักท่องเที่ยวแถวพัทยา เพราะ้าสืบเสาะหาเบาะแสอะไรบ้างอย่าง ทำให้บังเอิญเข้าไปเวทีการประมูลลับๆ นั่น
เดิมที่เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็คนจิตใจด้านชา ไร้ความรู้สึกไปแล้ว หากแต่เพราะดวงตาฉ่ำน้ำตาเต็มไปด้วยแววอ้อนวอนนั้นทำให้เขาตัดใจทำเป็ไม่สนใจไม่ได้ ยอมเสียเงินสองแสนเพื่อซื้อผู้หญิงคนนี้มา อลันเดินไปนั่งที่เก้าอี้ยาวริมระเบียง หยิบแว่นกันแดดที่แหนบอยู่ที่อกเสื้อขึ้นมาสวม เอนกายในท่าสบาย แล้วปิดเปลือกตาพักผ่อน
‘เสียงคลื่น เสียงทะเล’
ดุลยาเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ เสียงคลื่นกระทบฝั่งทำให้เธอคิดว่าตัวเองฝันไป จวบจนเปิดเปลือกตาและตั้งสติ ไม่ใช่แค่เพียงเสียงเท่านั้น เธอยังััลมเย็นๆได้อีก หญิงสาวยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอน เบื้องหน้าคือระเบียงเล็กๆ ที่ทำให้เธอมองเห็นผิวน้ำสีครามเบื้องหน้า หากไม่เพราะตัวเองยังใส่ชุดนางรำอยู่ เธอคงคิดว่าตัวเองฝันไปแล้วแน่ๆ แต่กระนั้นเธอก็ยังคงก้าวลงจากเตียงเดินผ่านร่างที่เอนตัวบนเก้าอี้ยาวไปหยุดที่ราวระเบียงราวกับต้องมนตร์
“ทะเล”
“ว้าย!”
