“ขอโทษด้วย” จางฟางซินพูดอย่างนึกขึ้นได้ “ท่านแม่ทัพกรุณากับข้ายิ่ง”
“เ้าต้องกินอะไรบ้าง เพื่อจะได้มีแรง” เขาหยิบตะเกียบคีบเนื้อปลากะพงนึ่งให้นาง
“ข้าทำเองได้” นางเตือนเขา “มือของข้ายังใช้การได้ดีอยู่”
“แขนซ้ายเ้ายังเจ็บอยู่” ดูท่านางก็ดื้อดึงไม่แพ้เขาเช่นกัน “เอาไว้เ้าหายดีแล้วค่อยปรนนิบัติข้าคืนก็แล้วกัน”
“ข้าจะจำใส่ใจไว้” นางพูดพลางกินมื้อเที่ยงของตัวเอง หลายวันนี้กินแต่โจ๊ก พอมีอาหารเลิศรสเข้าปาก ใบหน้าของนางพลันแช่มชื้นขึ้น
“อร่อยไหม” หลัวหลิวหยางถามเพราะสีหน้าของนางช่างดูมีความสุขเสียเหลือเกิน
“ข้าจำได้ว่าท่านเคยปรึกษาเื่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่เป็ูเาเสียส่วนใหญ่ ข้าวในถ้วยนี้มาจากแปลงนาเชิงเขาใช่หรือไม่”
เขายิ้มแทนคำตอบ เขาเคยเขียนจดหมายถึง ‘จางฟางหรง’ ปรึกษาเื่เหล่านี้จริง และจางฟางหรงช่วยค้นหาวิธีเพาะปลูกและกักเก็บน้ำ ทำให้สองปีมานี้ แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งทางทิศตะวันออกเปลี่ยนเป็เขียวขจีด้วยทุ่งข้าวและพืชพรรณมากมาย
“ดีจริง วันนี้ได้กินข้าวที่ท่านปลูกแล้ว”
“ข้าสั่งผู้อื่นปลูกต่างหาก” เขาพูดพลางคีบเห็ดผัดน้ำมันหอยให้นาง “เห็ดนี่ได้มาจากูเา เก็บมาเมื่อเช้า ปรุงสดใหม่อร่อยยิ่ง”
จางฟางซินกระตื้อรือร้นที่จะกินอาหารแต่ละจานที่เขาป้อนให้ นางเป็คนที่มีความสุขกับการอ่านตำราและกินของอร่อย แต่อย่าให้นางลงมือทำเลย ห้องครัวจะพังพินาศเอาเสียเปล่า
“มีอะไรที่เ้าอยากได้อีกหรือไม่” เขาถามหลังจากทั้งสองกวาดอาหารทุกจานจนหมดเกลี้ยง ปกติเขากินข้าวคนเดียว กินให้อิ่มกินให้เสร็จแล้วไปทำงาน จึงไม่เคยรู้เลยว่าอาหารที่จวนตนเองนั้นรสชาติดีไม่น้อย
“หากเป็ไปได้ ท่านแม่ทัพช่วยหาไม้เท้าให้ข้าสักอันเถิด ข้าจะได้พยุงตัวเองยามลุกเดิน”
“ข้าจำได้ว่า ข้าพูดแล้วว่าเ้าไม่ควรเดินและไม่ควรขยับตัวมากนัก”
“ท่านแม่ทัพจะมาอุ้มข้าทุกคราวหรือไร” นางย่นจมูกหงุดหงิดกับความดื้อรั้นของเขา แต่...นางก็ลืมไปว่าตนเองดื้อรั้นใส่เขาเช่นกัน
“ได้” เขาตอบด้วยรอยยิ้มซุกซนซึ่งไม่ค่อยเป็เช่นนี้นัก “่นี้ข้าพักผ่อนในจวน เ้าจะทำอะไรหรือไปไหน ข้าจะปรนนิบัติอุ้มเ้าเอง”
เขาเห็นเพียงดวงตาของนางวูบไหวเล็กน้อย แต่สีหน้าของนางคงสงบนิ่งอยู่ ดูๆ ไปแล้วนางก็ไม่เลวทีเดียว
“ก็ได้” นางเหมือนจะยอมจำนน “หากท่านเกรงว่าผู้อื่นจะไม่เชื่อว่าท่านหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวข้า ก็เชิญท่านปรนนิบัติข้าได้อย่างเต็มที”
หลัวหลิวหยางได้ยินถ้อยคำของนางแล้วถึงกับแหงนหน้าหัวเราะ เสียงหัวเราะของเขาดังไปนอกห้อง เล่นเอาทหารยามสะดุ้งใ ร้อยวันพันปีแม่ทัพพิทักษ์บูรพาจะส่งเสียงหัวเราะสักครั้ง แม้กระทั้งได้รับชัยชนะในสนามรบก็แทบไม่เคยเห็นรอยยิ้มหรืออาการดีอกดีใจใดๆ เหล่าทหารมั่นใจแล้วว่า สตรีที่อยู่ในห้องนั้นต้องเป็คนพิเศษของท่านแม่ทัพเป็แน่ ถึงได้มีความสามารถทำให้ท่านแม่ทัพหัวเราะเสียงดังถึงเพียงนี้
จางฟางซินได้แต่ลอบถอนหายใจเบาๆ เขาหัวเราะเช่นนี้ หมายความว่านางจะได้ไม้เท้าตามที่ร้องขอหรือไม่นะ นางได้แต่หวังว่าเขาจะหาไม้เท้าที่ธรรมดาไม่ใช่ไม้เท้าประดับมุกหรือสลักลายอลังการแต่อย่างใด
หรือว่าจะเขาจะยอมเป็ไม้เท้าให้นางเสียเอง
จางฟางซินกลั้นใจดื่มยาแสนขมและทนกับการเ็ปทุกครั้งที่ท่านหมอใส่ยาและเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ เดิมทีท่านหมอมีความกังวลไม่น้อย เขาเป็หมอทหารรักษาแต่บุรุษหนังหนา แต่เมื่อต้องมารักษาสตรีที่มีฐานะไม่ธรรมดาของแม่ทัพหลัวหลิวหยาง เขาจึงเกรงว่านางจะเป็สตรีอารมณ์ร้ายเอาแต่ใจ แต่นางกลับให้ความร่วมมืออย่างดี
“าแทั่วไปดีขึ้นมาก หมั่นใส่ยาตลับนี้จะช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้นและไม่ทิ้งรอยแผลเป็บนร่างกาย”
“ขอบคุณท่านหมอ” จางฟางซินผ่อนลมหายใจยาว “แล้วที่ข้อเท้าเล่า”
“ขอเพียงแม่นางไม่ขยับตัวเดินลงน้ำหนักที่เท้าข้างที่เจ็บ รับรองว่าจะต้องหายดีในหนึ่งเดือนอย่างแน่นอน”
“ขอบคุณมาก”
หญิงสาวลอบถอนหายใจเบาๆ ชีวิตนางไม่เคยต้องอยู่เฉยๆ เช่นนี้มาก่อน แม้ชอบอ่านตำรามากเพียงใด แต่ถ้าให้นั่งๆนอนๆ อ่านตำราทั้งวันก็ไม่ไหว นางดั้นด้นมาถึงที่นี้ก็หวังว่าตัวเองจะเป็กำลังสำคัญให้หลัวหลิวหยางได้ แต่กลับต้องมาอยู่ในสภาพคนพิการเช่นนี้ นางรู้สึกย่ำแย่ไม่น้อย แต่เพราะเหตุนี้นางจึงพยายามมองข้ามความเ็ปเ่าั้เพื่อจะได้สมองปลอดโปร่ง
ท่านหมอขอตัวออกไปแล้ว ครู่ต่อมาเสี่ยวจิ้ง-สาวใช้หน้าตาน่ารักเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยา จางฟางซินพิศมองใบหน้าของเสี่ยวจิ้ง ได้ยินว่าแม่นมเหมยกุ้ยเป็ผู้คัดเลือกสตรีมาทำงานในจวน สาวใช้หน้าตาน่าเอ็นดูซ้ำรูปร่างยังอิ่มเอิ่บมีน้ำมีนวล ริมฝีปากแต้มสีชาดอย่างพอดี นางควรรู้สึกริษยาหรือไม่นะ แต่ก่อนนางมักถกเถียงกับจางฟางหรงว่าจิตใจและสติปัญญาสำคัญกว่าความงามบนใบหน้า แต่มาบัดนี้นางกลับรู้สึกด้อยค่าเสียเหลือเกิน
“แม่นางฟาง” เสี่ยวจิ้งถูกจ้องจนหวั่นวิตก
“อ่อ...ขอบใจมาก” นางยื่นมือไปรับถ้วยยา นางเป่าไล่ไอร้อนแล้วยกดื่มรวดเดียวหมด เสี่ยวจิ้งรีบยกน้ำให้นางบ้วนปาก เวลาเช่นนี้จางฟางซินไม่เื่มาก มีผู้มาดูแลนางก็ต้องรีบรับไว้ หลังจากเสี่ยวจิ้งดูแลนางช่วยแปรงผมและสวมเสื้อผ้า นางจึงคว้า ‘ไม้เท้า’ ที่หลัวหลิวหยางส่งมาให้แล้วพยายามยันกายลุกขึ้นยืน
“ท่านอย่าขยับเลยเ้าค่ะ หาก้าสิ่งใดโปรดบอกข้าน้อยได้ทันที”
“อยู่ในห้องมาสี่ห้าวันแล้ว ขอข้าเดินเล่นนอกห้องบ้างเถิด ข้าเจ็บเช่นนี้ไปไหนไม่ไกลอยู่แล้ว”
นางยันกายขึ้นยืนได้สำเร็จ เสี่ยวจิ้งรีบเข้ามาประคองและพาจางฟางซินเดินออกมาด้านนอกอย่างทุลักทะเล ดวงตาของหญิงสาวเป็ประกายทันทีที่ได้เห็นทิวทัศน์ของสวนดอกไม้ จากที่ทำได้เพียงแค่มองผ่านหน้าต่าง ยามนี้นางสามารถออกมายืนใต้แสงแดดอุ่น ดอกเบญมาศแบ่งบานราวกับแข่งกันอวดความงาม
กอดอกไม้สั่นไหวเล็กน้อยเรียกสายตาของหญิงสาว นางหรี่ตามองพร้อมระวังตัว เพียงพริบตา ‘สิ่งนั้น’ ก็พุ่งพรวดกระโจนออกมาจากกอดอกไม้
“ว๊าย!”
เสี่ยวจิ้งร้องเสียงหลงผละจากจางฟางซิน ปล่อยให้ ‘สิ่งนั้น’ กระโจนใส่เต็มแรง จางฟางซินที่เท้าเจ็บไม่สามารถยืนได้เต็มเท้าจึงเสียหลักหงายหลังก้นกระแทกพื้นหญ้า นางควรจะร้องโอดครวญออกมาแต่กลับส่งเสียงหัวเราะกังวานใส สองมือของนางกอดรัดสิ่งนั้นไว้
เสียงหัวเราะสดใสที่ไม่ค่อยได้ยินนัก ทำให้หลัวหลิวหยางชะงักเท้าไปชั่วอึดใจ คราวแรกเขาได้ยินเสียงหวีดร้องของเสี่ยวจิ้งทำให้รีบสาวเท้าเข้ามา แต่เมื่อเห็นจางฟางซินกอดรัดแมวป่าตัวใหญ่ขนฟูเขากลับได้แต่ยืนมอง
“เ้าแมวน้อย!”
“แมวน้อย?” หูซานที่เดินตามหลังท่านแม่ทัพหลุดปากพูดออกมา พอรู้ตัวว่าเผลอจ้องมองสตรีของผู้เป็นายอยู่ ก็รีบหลุบตามองปลายรองเท้าของตน
“ฟางซิน” หลัวหลิวหยางเรียกชื่อนางแล้วเดินไปใกล้ เขาทรุดตัวลงนั่งบนส้นเท้า โน้มหน้าลงมองใบหน้าระบายยิ้มของนาง “นี่ไม่ใช่แมวน้อย”
“ข้ารู้” นางไม่ทันสังเกตว่าเขาเรียกนางเพียงแค่ชื่อเท่านั้น นางอุ้มแมวตัวใหญ่ไว้แนบอกแล้วพูดเหมือนอวดเขา “นี่เป็แมวูเา ถ้าข้าเดาไม่ผิดนี่คือเปาเป่าใช่ไหม?”
หลัวหลัวหยางเผลอยิ้มออกมา เขายื่นมือไปประคองนางให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วปัดใบไม้ที่ติดตามตัวนางออก แต่ดูท่าทางนางไม่สนใจเลยสักนิดว่าตัวเองมอมแมมเพียงใด สิ่งเดียวที่นางสนใจคือแมวป่าตัวนี้
“ถูกแล้ว นี่คือเปาเป่า”
“ท่านรักษามัน ท่านเลี้ยงมันด้วย” นางตื่นเต้นแนบหน้ากับขนนุ่มๆ ของแมวป่า ดูท่ามันก็ชอบนางเช่นกันเพราะไม่มีการแสดงท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด
“เ้าจำได้”
