ผู้ที่มาแสดงความยินดีเหล่านี้ล้วนเป็ชนชั้นสูงของเมืองหลวง ซึ่งฝูงชนต่างก็รู้ดีว่าผู้ที่อยู่เื้ัในการก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็คือ ราชวงศ์
หลายคนคิดว่าลานศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยมีราชวงศ์อยู่เื้ั ได้ถูกกำหนดมาให้ยิ่งใหญ่ ถ้าหากได้เข้าไปเป็ส่วนหนึ่งของลานศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามชื่อลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จะกลายเป็ที่รู้จักของทั่วทั้งอาณาจักรอย่างแน่นอน
หลังจากที่มอบของขวัญเสร็จแล้ว พวกเขาก็ทยอยกลับเข้าไปในฝูงชน ส่วนอ๋องเทียนหลางก็ยืนยิ้มหน้าบานอยู่บนเวที ขั้นตอนต่อไปหลังจากประกาศเปิดลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็คือ การเปิดรับสมัครศิษย์
ทันใดนั้นบนท้องฟ้าได้ปรากฏเสียงแหวกอากาศดังขึ้นมา ฝูงชนต่างรู้สึกได้ว่าที่เหนือหัวของพวกเขามีลมปราณที่แข็งแกร่งแล่นผ่านไป ทำให้พวกเขาต้องเงยหน้าขึ้นมองที่ท้องฟ้า
“ลูกศร!”
ในอากาศปรากฏลูกศรดอกหนึ่งพุ่งเข้ามาประหนึ่งดาวตก และตรงไปยังต้วนเทียนหลางที่ยืนอยู่บนเวที
“เกิดอะไรขึ้น?”
ฝูงชนะโขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก ใครกันที่กล้ายิงธนูใส่ต้วนเทียนหลาง! และยังเป็วันที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่กำลังก่อตั้งอย่างเป็ทางการอีกด้วย ช่างบ้าบิ่นยิ่งนัก!!!
ต้วนเทียนหลางรู้สึกประหลาดใจ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาพลันสลายไปและถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเย็นะเื
“แกร๊ก!”
คลื่นดาบที่แข็งแกร่งพลันทะลักออกมาและโจมตีไปที่ลูกศร ทำให้ลูกศรหยุดชะงักกลางอากาศไม่กี่วิ ก่อนจะล่วงลงมาที่พื้น ในขณะเดียวกันเสียงเกือกม้าก็ดังกระหึ่มขึ้นมา กระทั่งพื้นดินก็เริ่มสั่นะเื
“ข้าหลิ่วชั่งหลัน ขอแสดงความยินดีกับการก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่!”
เสียงะโที่ดังลั่นมาจากที่ไกลๆ ทำให้ฝูงชนพากันตกตะลึงขึ้นมา
หลิ่วชั่งหลัน แม้แต่เทพลูกศรหลิ่วชั่งหลันก็มา!!!
“กองทหารม้าโลหิต ขอแสดงความยินดีกับการก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่”
เสียงะโดังะเืไปทั่วปฐี พร้อมกับลมปราณที่รุนแรงพวยพุ่งออกมา เหล่าฝูงชนเห็นกองกำลังทหารม้าโลหิตกำลังห้อตะบึงเข้ามา
“นั่นมันอะไรกัน?”
ตอนนี้เองสีหน้าของฝูงชนก็เปลี่ยนไป เมื่อเห็นลูกศรจำนวนนับไม่ถ้วนถูกยิงออกมา เสียงลูกศรฝ่าอากาศอย่างรุนแรงดังกระหึ่มไปทั่วท้องฟ้า และพุ่งตรงมาทางเวทีไม่ขาดสาย
ทุกคนจ้องมองไปยังห่าธนูที่ลอยผ่านเหนือหัวพวกเขาไปอย่างตกตะลึง
เทพลูกศรหลิ่วชั่งหลันมาที่นี่เพื่อแสดงความยินดีกับการก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จริงๆ หรือ?
“บังอาจ!!!”
ต้วนเทียนหลางะโออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว ก่อนที่ร่างของเขาจะทะยานขึ้นไปในอากาศและชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว แสงสะท้อนจากคมดาบพลันส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
ในเวลาเดียวกัน คนของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็ะโขึ้นมาในอากาศ ก่อนจะปลดปล่อยลมปราณที่แข็งแกร่งออกมา แล้วโจมตีไปที่ห่าธนูเ่าั้จนร่วงตกลงมาที่พื้น
ลูกศรจำนวนมากที่หล่นมาจากท้องฟ้า ทำให้ฝูงชนเกิดความวุ่นวายขึ้นมาชั่วขณะ พวกเขาพยายามหลบลูกศรกันจ้าละหวั่น
เสียงเกือกม้าดังใกล้เข้ามา ทำให้ฝูงชนต้องแยกออกเป็สองฝั่งเพื่อให้กองทหารม้าโลหิตเข้ามาได้ง่ายๆ
ผู้นำของกองทัพดูสง่างามและสะอาดสะอ้าน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของทุกคนก็คือ เส้นผมสีขาวราวกับหิมะของเขา
“นั่นมันหลิ่วชั่งหลันนี่! แต่ทำไมผมของเขาถึงกลายเป็สีขาวไปได้?”
เมื่อฝูงชนเห็นกองทหารม้าโลหิตที่แผ่ลมปราณดุดันออกมา แต่ละคนก็พลันใจสั่น หลิ่วชั่งหลันคงไม่ได้มาก่อความวุ่นวายในวันก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่หรอกนะ?
เสียงเกือกม้าได้หยุดลง กองกำลังทหารม้าโลหิตกองนี้มีทั้งหมด 200 คน แต่ละคนก็ดูน่าเกรงขาม ดวงตาของพวกเขาฉายแววหนักแน่นและลุ่มลึก
“หลิ่วชั่งหลัน เ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่?”
คนของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ะโขึ้นมา สีหน้าของต้วนเทียนหลางดูอึมครึมและเ็า เมื่อจ้องเขม็งไปที่หลิ่วชั่งหลัน
“ข้ามาในนามของความยุติธรรม”
หลิ่วชั่งหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมกับดวงตาหนักแน่น
“ความยุติธรรม?” ต้วนเทียนหลางแสยะยิ้มอย่างเ็า “วันนี้เป็วันก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ มันเป็การเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ของอาณาจักร แล้วเ้ามาถามหาความยุติธรรมเนี่ยน่ะ?”
“20 กว่าปีที่ข้ารับใช้อาณาจักรเสวี่ยเยว่ ไม่ว่าจะเป็สนามรบใดๆ ตัวข้าก็พร้อมพุ่งชนโดยไม่หวาดหวั่น เมื่ออาณาจักรเสวี่ยเยว่้าก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยวเยว่ขึ้นมา ข้าก็ให้หลิ่วเฟยบุตรสาวของข้าตระเวนไปทั่วอาณาจักร เพื่อชักจูงผู้คนให้เข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยวเยว่ และหวังว่าพวกเขาจะกลายเป็เสาหลักของอาณาจักร”
หลิ่วชั่งหลันกล่าวขณะเงยหน้ามองท้องฟ้า เส้นผมสีขาวของเขาได้พลิ้วไหวไปตามสายลม
“ข้าอุทิศชีวิตให้กับอาณาจักรเสวี่ยเยว่ กระทั่งมอบทหารม้าโลหิตให้เ้าเป็ผู้บัญชาการ แต่เ้ากลับนำทหารม้าโลหิตที่ข้ามอบให้ไปทำลายนิกายหยุนไห่ นิกายที่เลี้ยงดูและฟูมฟักข้า!!! วันนั้นทั่วทั้งหุบเขาหยุนไห่ได้กลายเป็ทะเลเื ต้วนเทียนหลาง เ้ายังต้องถามข้าอีกหรือ? ว่าทำไมข้าถึงมาทวงถามถึงความยุติธรรม?”
หลิ่วชั่งหลันเลื่อนสายตาลงมามองที่ต้วนเทียนหลาง
เมื่อฝูงชนได้ยินสิ่งที่หลิ่วชั่งหลันกล่าว ในใจของพวกเขาก็พลันรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมา ราชวงศ์ช่างโเี้ยิ่งนัก!
หลิ่วชั่งหลันคือวีรบุรุษ เพราะมีเขาใต้หล้าจึงยังสงบสุข แต่นิกายของเขากลับถูกคนของราชวงศ์ทำลาย!!! ต่อให้มีใจดั่งหินผาแค่ไหน ก็ไม่อาจกล้ำกลืนความเ็ปนี้ได้
ไม่มีใครคิดว่าต้วนเทียนหลางจะทำแบบนั้น โดยที่ไม่ได้รับคำสั่งจากราชวงศ์
“นิกายหยุนไห่ปฏิเสธที่จะช่วยก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ พวกเขาเมินเฉยต่อคำสั่งขององค์จักรพรรดิ คนพวกนั้นคือคนทรยศ! และคนทรยศจะต้องถูกทำลาย!!! วันนี้หลิ่วชั่งหลันพาทหารม้าโลหิตบุกเข้ามาในเมืองหลวงและก่อความวุ่นวายในวันก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่... เ้าคงรู้ความผิดของตัวเองแล้วสินะ?”
ต้วนเทียนหลางกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “เป็ทหารของอาณาจักรแท้ๆ แต่กลับกล้าทรยศอาณาจักร เ้าคงรู้บทลงโทษสินะ?”
“คนทรยศ?”
ฝูงชนต่างรู้สึกมึนงง หลิ่วชั่งหลันเนี่ยนะเป็คนทรยศ?
สีหน้าของต้วนเทียนหลางกับคนอื่นๆ ยังคงสงบนิ่ง
“แค่เรียกร้องความยุติธรรมก็มีความผิดงั้นหรือ? ข้าหลิ่วชั่งหลัน ไม่เคยทำผิดต่ออาณาจักรเสวี่ยเยว่ แต่กลับทำผิดต่อนิกายและพี่น้องของข้า”
หลิ่วชั่งหลันกวาดสายตามองไปยังกองทหารของเขา ด้วยสายตาละอายใจ
“พวกข้าจะติดตามแม่ทัพจนกว่าจะตาย!”
เมื่อหลิ่วชั่งหลันได้ฟังประโยคนี้ก็พลันผุดยิ้มขึ้นมาตรงมุมปาก เป็รอยยิ้มที่อบอุ่นและซาบซึ้งใจ
“พวกข้าจะติดตามแม่ทัพจนกว่าจะตาย!”
กองทหารม้าโลหิตหลายร้อยคนได้ะโออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ั้แ่ที่ตัดสินใจติดตามท่านแม่ทัพมา พวกเขาก็เตรียมใจที่จะตายไว้แล้ว
เมื่อฝูงชนได้ยินทหารม้าโลหิตะโขึ้นมาอย่างไม่กลัวตาย ในใจก็พลันโศกเศร้า ลมปราณในร่างกายของเหล่าทหารม้าโลหิตแพร่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง
“แม่ทัพที่ดีอย่างนี้ กลับไม่้ามีชีวิตอยู่”
ดวงตาของเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็พลันฉายแววโศกเศร้าขึ้นมา
ดวงตาของหลินเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เวิ่นอ้าวเสวี่ย กลับเป็ประกายขึ้นมา
“ขุนนางที่สมควรตายกลับไม่ตาย!!!”
วินาทีที่หลิ่วชั่งหลันตัดสินใจนำกองทหารม้าโลหิตเข้ามาในเมืองหลวง เขาก็ได้คิดไว้แล้วว่าจะสู้จนกว่าตัวจะตายเพื่อความยุติธรรม
หลิ่วชั่งหลันกวาดสายตามองพี่น้องของเขาทุกคน พลางถอนหายใจออกมาด้วยความเสียใจ
“วันนี้จะเป็ศึกครั้งสุดท้ายของพวกเรา น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้ตายอยู่ในสนามรบ แต่กลับเป็เมืองหลวงของอาณาจักรเสวี่ยเยว่”
หลิ่วชั่งหลันหยิบธนูออกมาจากด้านหลังเขา ก่อนจะง้างธนูออกมาและเล็งไปที่ต้วนเทียนหลาง
แต่ดวงตาของต้วนเทียนหลางกลับฉายแววสงบนิ่ง มิหนำซ้ำตรงมุมปากยังผุดรอยยิ้มเ็าขึ้นมา
ในขณะเดียวกันด้านข้างของต้วนเทียนหลาง ก็ปรากฏยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเป็จำนวนมากขึ้นมา พวกเขาทุกคนต่างพากันปลดปล่อยลมปราณและจิตสังหารออกมา
าใหญ่ใกล้จะปะทุขึ้นมาแล้ว
“เดี๋ยวก่อน!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงะโดังขึ้นมาจากฝูงชน ก่อนจะมีร่างหนึ่งเดินออกมาอย่างช้าๆ
คนคนนั้นสวมหน้ากากสัมฤทธิ์เอาไว้ ทำให้มองเห็นหน้าไม่ชัด
หลิ่วชั่งหลันหันมามองเล็กน้อยก่อนจะตาโตขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเป็ชายที่สวมหน้ากากสัมฤทธิ์ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมา เขาค่อยๆ ลดธนูลงช้าๆ
“นั่นมันเขา!”
หลิ่วชั่งหลันเคยเห็นหลินเฟิงมาก่อน คนคนนี้มาขวางเขาไว้ไม่ให้ทำลายการบ่มเพาะของตัวเอง ภายหลังได้ทราบจากลูกน้องใต้บังคับบัญชาการว่าชายที่สวมหน้ากากสัมฤทธิ์คนนั้นก็คือ หลินเฟิง
ทุกคนในนิกายหยุนไห่ได้สละชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องคนที่ชื่อหลินเฟิง แล้วทำไมคนคนนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่
“เื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับเ้า ไสหัวไปให้พ้น!”
หลิ่วชั่งหลันตะคอกอย่างเ็า แต่มีหรือที่หลินเฟิงจะไม่เข้าใจการกระทำของเขา ดังนั้นหลินเฟิงจึงส่ายหน้าอย่างจนใจ “ในเมื่อท่านแม่ทัพมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่ทำไมถึงยังมาที่เมืองหลวงอีก?”
“เพื่อความยุติธรรม” หลิ่วชั่งหลันตอบ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าหลินเฟิงจะเข้ามาแทรก
“ความยุติธรรม? แต่ความยุติธรรมในสายตาของท่านแม่ทัพกับสายตาของคนอื่น มันแตกต่างกัน ความยุติธรรมของท่านคือการฆ่าตัวตาย ดังนั้นอย่าใช้คำว่า ‘ความยุติธรรม’ เพราะมันไม่คู่ควร”
หลินเฟิงส่ายหน้าขณะที่เดินไปหาหลิ่วชั่งหลันและยืนเคียงข้างเขา จากนั้นก็หันไปมองต้วนเทียนหลาง
“อ๋องเทียนหลาง วันนี้เป็วันก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ดังนั้นข้าขอถามคำถามท่านสักข้อได้หรือไม่?”
ต้วนเทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาคงคาดไม่ถึงว่าคนที่เขา้าจะฆ่า กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาอยู่ และเพื่อเป็การรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงตอบกลับอย่างเ็าว่า “ถามมา”
“ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ทำไมถึงเรียกว่าลานศักดิ์สิทธิ์?”
“คำว่าศักดิ์สิทธิ์ มีความหมายว่าสูงส่งและบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงนำคำว่าศักดิ์สิทธิ์มาใช้ เพื่อบอกให้รู้ว่าลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่เป็สถานที่ที่สูงส่งและบริสุทธิ์” ต้วนเทียนหลางตอบ
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง” หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่บนเวทีแล้วพูดว่า “แต่ว่าพวกเขา บางคนก็มาจากนิกายเฮ่าเยว่ บางคนก็มาจากหมู่บ้านเสวี่ยอิงซาน แม้กระทั่งบางคนก็มาจากนิกายหยุนไห่ที่ถูกพวกท่านไปกวาดล้างมา ตอนนี้พวกเขาได้กลายเป็ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่แล้ว ในความคิดของท่านอ๋องก็คือใครก็ตามที่มาสมัครนิกายนี้ล้วนแล้วแต่กลายเป็คนที่สูงส่ง ต่อให้ทรยศนิกายของตัวเองมาก็ยังถือว่าบริสุทธิ์ ถูกต้องไหม?”
เมื่อหลินเฟิงพูดจบ ความเงียบก็พลันเข้าปกคลุมฝูงชนทันที กระทั่งต้วนเทียนหลางก็ยังตกตะลึงไปชั่วขณะ
“เมื่อครู่นี้ท่านอ๋องใช้คำว่า ‘คนทรยศ’ มากล่าวหาท่านหลิ่วชั่งหลัน แต่ศิษย์ของนิกายหยุนไห่ที่ถูกท่านกวาดล้างมากลับติดตามท่าน คนพวกนี้ไม่ใช่คนทรยศหรอกหรือ? แม้แต่คนทรยศพวกนี้ท่านก็ยังยอมรับเป็ศิษย์ แล้วจะมาเรียกที่นี่ว่าลานศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง? นอกจากนี้ยังเอาชื่อที่ล้ำค่าอย่างเสวี่ยเยว่ มาใช้เป็สัญลักษณ์ของที่นี่อีก ท่านไม่กลัวจะทำให้อาณาจักรเสวี่ยเยว่ต้องอับอายหรือ? เอาล่ะ ข้าหมดคำถามแล้ว เชิญท่านอ๋องเทียนหลางโปรดชี้แนะ”
หลินเฟิงมองสีหน้าของต้วนเทียนหลางที่ดูย่ำแย่ลงไปทุกทีๆ เขาอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับไม่เปล่งเสียงออกมา
ช่างเป็วาจาที่คมยิ่งกว่ามีด!!! คนคนนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!!!
