เฉียวเยว่รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย นางอยากจะยกมือนวดจุดไท่หยางแต่กลับต้องประหลาดใจที่มือของตนเองถูกคนมัดไว้ ขณะเดียวกันปากของนางก็ถูกปิด กระทั่งหูก็ถูกอุดไว้ หากถามว่ามีสิ่งใดที่ยังใช้งานได้อยู่ ก็คงเหลือเพียงดวงตาเท่านั้น นางลุกขึ้นมานั่งอย่างยากลำบาก มองไปโดยรอบเห็นเพียงความมืด ไม่รู้ว่านี่คือที่ไหน นางย้อนนึกถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้
ชิงเยว่ชวนนางมาออกมาซื้อตำราด้วยกัน รถม้าของพวกนางผ่านตรอกแคบแห่งหนึ่งก็ถูกลอบโจมตี ตอนนั้น... เฉียวเยว่หวนนึกถึงสถานการณ์ตอนนั้นอย่างละเอียด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็นึกไม่ออก ดูเหมือนว่านางจะสลบไปอย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นางไม่เข้าใจเลย
"อื้อ" แม้จะพูดไม่ได้ แต่นางก็พยายามเปล่งเสียง และขยับตัวไม่หยุด พยายามััสถานการณ์รอบด้าน
นางสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่ารอบกายของตนเองตอนนี้ไม่มีคน สถานที่ที่กักขังนางไม่ใหญ่มาก
เป็ไปไม่ได้ที่จู่ๆ นางจะสลบไป... ชิงเยว่!
แม้ว่าจะปวดหัวเล็กน้อย แต่ชั่วพริบตานางก็นึกถึงชิงเยว่ ตอนชิงเยว่อยู่บนรถม้าได้ส่งขนมชิ้นหนึ่งให้นาง หากชิงเยว่ไม่มีอันใด ปัญหาก็ต้องอยู่ที่ขนมชิ้นนั้น
เฉียวเยว่ไม่รู้ว่านี่คือที่ไหน และไม่รู้ว่าเหตุใดชิงเยว่ต้องทำร้ายนาง
แน่นอนว่าทุกอย่างนี้ยังไม่อาจรู้ได้ในเวลานี้ สิ่งที่นางสามารถทำได้คือรีบหาวิธีไปจากที่นี่
นางอยากจะดิ้นให้หลุดจากเชือกที่พันธนาการที่มือ
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าสถานที่คุมขังตนเองเริ่มมีการเคลื่อนไหว ในใจของเฉียวเยว่ยิ่งละล้าละลัง นางอยู่บนรถม้าหรือ?
นางสูดหายใจอย่างแรง... เหม็นชะมัด!
...
สีหน้าของซูซานหลางย่ำแย่สุดขีด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความดุดัน "ยังหาคนไม่พบอีกหรือ?"
บริวารสองสามคนล้วนเคร่งเครียด พวกเขาส่ายหน้า "ตรวจสอบถี่ถ้วนแล้ว ยังไม่พบขอรับ"
"เช่นนั้นพวกเ้ามาพบข้าทำไม ไสหัวออกไป รีบออกไปค้นหา ช้าก่อน วันนี้ซีเหลียงออกเดินทางใช่หรือไม่?" ซูซานหลางวิ่งออกไปจนถึงประตู เห็นฉีจือโจวรีบร้อนเดินเข้ามา
"เ้าจะทำอันใด?" ฉีจือโจวรั้งซูซานหลางไว้
"ข้าคิดดูแล้ว เฉียวเยว่ของพวกเรามีศัตรูคู่แค้นถึงขั้นลักพาตัวที่ไหนกัน เกรงว่าจะเป็พวกซีเหลียงที่ไม่รู้จักแพ้เ่าั้เสียมากกว่า ถึงงัดกลอุบายชั่วร้ายเช่นนี้ออกมาใช้"
เขาหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
เด็กทั้งสามล้วนเป็ยอดดวงใจของเขา หากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาจริงๆ ซูซานหลางคิดว่าไม่เพียงแต่อาอิ่ง แม้แต่เขาเองก็คงต้องเป็บ้า
เฉียวเยว่เป็เด็กน้อยแสนดีของครอบครัว เขาจะปล่อยให้บุตรเกิดเื่ได้อย่างไร
ฉีจือโจวรั้งซูซานหลางไว้ แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง "ต่อให้พวกเขาจับตัวเฉียวเยว่ไปจริง เ้าคิดว่าพวกนั้นจะเก็บคนไว้ข้างตัวรอเ้าไปทวงคนคืนเช่นนั้นหรือ หากเื่ราวบานปลายแล้วยังหาไม่พบ เ้าคิดบ้างหรือไม่ว่าเฉียวเยว่จะต้องเสียหายอย่างไรบ้าง"
แม้จะร้อนใจจนแทบคลั่ง แต่ฉีจือโจวก็ยังเยือกเย็นกว่าซูซานหลางหนึ่งส่วน
"อยู่ดีๆ เป็ไปไม่ได้ที่จะถูกลักพาตัว เ้าสอบสอนทุกคนในจวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ข้าเชื่อว่าต้องมีคนในสมคบกับคนนอก มิเช่นนั้นคงไม่ประจวบเหมาะถึงเพียงนี้"
ฉีจือโจวกดซูซานหลางไว้ "เวลานี้เ้ายิ่งควรเยือกเย็น หากแม้แต่เ้ายังทำไม่ได้ แล้วอาอิ่งจะทำเช่นไร?"
ไท่ไท่สามเป็ลมหมดสติไปแล้ว
บัดนี้นอกจากฉีอันที่อยู่กั๋วจื่อเจียนจึงไม่รู้เื่ราว อิ้งเยว่ก็อยู่เป็เพื่อนไท่ไท่สามด้วยเกรงว่านางจะเป็อะไรไปอีกคน
ซูซานหลางพยายามสงบสติอารมณ์ "เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะไปสอบปากคำพวกเขาอีกที ไม่มีเหตุผลที่เกิดเื่ขึ้นแต่พวกเขากลับไม่รู้เห็น มีเพียงเฉียวเฉียวของพวกเราที่หายไปเพียงผู้เดียว"
"เ้ากลับไปสอบสวนดูว่าพอจะพบเบาะแสบ้างหรือไม่ ข้าจะไปหามู่หรงซื่อกับมู่หรงจิ่ว แม้ไม่มีหลักฐาน แต่เื่นี้เป็ไปได้แปดเก้าส่วน... ว่าจะเกี่ยวข้องกับพวกเขา"
ซูซานหลางพยักหน้า เห็นด้วยกับความคิดนี้
ฉีจือโจวกับซูซานหลางปรึกษาหารือกันแล้วก็แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
เขาไม่กล้าชักช้า รีบแล่นไปสถานพักม้าอย่างเร่งด่วน ยามนี้สถานพักม้ากำลังขนของขึ้นรถเตรียมออกเดินทาง
ฉีจือโจวประสานมือเอ่ยว่า "กระหม่อมเสนาบดีกรมอาญาฉีจือโจว ้าขอพบท่านอ๋องสี่และท่านอ๋องเก้าเพื่อกล่าวอำลา"
ชายาองค์ชายสี่แค้นเคืองอาอิ่งตลอดมา หากนางลักพาตัวเฉียวเยว่ไปเพื่อทำร้ายจิตใจอาอิ่ง ก็มีเหตุผล
มู่หรงจิ่วกับหรงจ้านมีบุญคุณความแค้นที่มิอาจอธิบายได้ชัดเจน หากจะลักพาตัวเฉียวเยว่ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหรงจ้านเพื่อใช้บีบบังคับเขาก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
แต่ทางนี้ดูเหมือนจะเป็ไปได้มากกว่า ฉีจือโจวจึงตัดสินใจมาโดยไม่ลังเล
เขารู้แก่ใจ ความปลอดภัยของเฉียวเยว่คือสิ่งสำคัญที่สุดเวลานี้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด หรือใครทำให้เดือดร้อน เขาสามารถพักเื่เหล่านี้ไว้ก่อนชั่วคราว แต่ต้องตามหาเฉียวเยว่กลับมาให้จงได้
ฉีจือโจวเข้ามาข้างใน มู่หรงซื่อกับมู่หรงจิ่วเตรียมออกเดินทางแล้ว พวกเขาสวมชุดคลุมกันลมนั่งอยู่ในห้องโถง
มู่หรงซื่ออมยิ้ม "มิทราบว่าสายลมใดหอบท่านเสนาบดีฉีมาถึงที่นี่ ยากยิ่งนักที่จะได้ต้อนรับแขกเช่นท่าน เพียงแต่พวกเรากำลังจะออกเดินทางแล้ว เกรงว่าคงสนทนากับท่านได้ไม่นานนัก"
มู่หรงจิ่วอมยิ้มอยู่ด้านข้าง แต่กลับสงวนวาจา
ฉีจือโจวไม่อยากพิรี้พิไรแม้แต่ชั่วขณะจิต เขาเปิดปากโดยไม่อ้อมค้อม สายตาจดจ้องคนทั้งสอง "เมื่อข้ามา ย่อมไม่มีอะไรต้องเสแสร้ง"
เขาส่งสารสองฉบับให้กับมู่หรงซื่อและมู่หรงจิ่ว
"ข้า้าทราบว่าเด็กอยู่ที่ใด"
มู่หรงซื่ออ่านสารในมือ ใบหน้าพลันถอดสี เงยหน้าขึ้น "เ้าหมายความว่าอย่างไร เ้า... เ้า... เ้าคิดจะทำอะไร"
ฉีจือโจวดูจากสีหน้าเขา ก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าอีกฝ่ายไม่รู้เื่
เขาเป็คนของกรมอาญา สิ่งที่ชำนาญที่สุดคือการไต่สวนและสังเกตสีหน้าคน
เขามองมู่หรงจิ่วอีกครา เขาพับปิดเอกสารแต่ไม่เอ่ยคำใด
ฉีจือโจว “ข้าเพียงอยากรู้ว่าเด็กอยู่ที่ไหน มิเช่นนั้นข้าจะปล่อยข่าวเหล่านี้ให้กระจายไปทั่วซีเหลียง ข้าคิดว่า เ้าแคว้นซีเหลียงของพวกเ้าคงจะพึงพอพระทัยยิ่งหากรู้ว่าโอรสทั้งสองของตนเคยทำสิ่งใดไว้บ้าง"
"เด็กที่ไหน? ข้าไม่รู้ว่าเ้าพูดเื่อะไร เ้าเก้า ช่วยบอกข้าทีว่าเกิดอะไรขึ้น"
นิ้วของมู่หรงจิ่วไล้ไปบนเทียบฉบับนั้น มุมปากโค้งขึ้นอมยิ้ม "ไม่นึกว่าข่าวสารของเสนาบดีฉีจะรวดเร็วปานนี้ มิน่าหลายปีมานี้พวกเราถึงพ่ายศึกอย่างต่อเนื่อง ดูท่าใครบางคนคงจะรักเงินทองจนสามารถทรยศพวกพ้องของตนเองได้ ดูสิ ข่าวคราวของชาวซีเหลียงเรายังเข้าไปอยู่ในอุ้งมือของเสนาบดีแห่งแคว้นต้าฉีคนหนึ่งได้"
เขาเว้นจังหวะชั่วขณะ นิ้วมือชี้ไปบนเทียบ แล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง "เช่นนั้นเสนาบดีฉีคิดจะใช้สิ่งนี้แลกกับสิ่งใด?"
"แต่ต้องขออภัยที่ข้าอ๋องน้อยต้องพูดตามตรง ข้าไม่ทราบว่าเด็กอันใดที่ไหน หากบุตรของท่านเสนาบดีฉีหายไป ก็ต้องออกไปค้นหาให้ดี มิใช่มาเสียเวลากับพวกเราที่นี่" น้ำเสียงของเขาพูดติดตลก
แต่แม้จะกล่าวเช่นนี้ ทว่าสีหน้ากลับตรงข้าม ฉีจือโจวยิ่งสงสัยในตัวคนผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกว่าสีหน้าของเขาดูผิดปรกติ
"ไยท่านอ๋องเก้าต้องแกล้งโง่ด้วยเล่า หากมิใช่ฝีมือชายาท่านอ๋องสี่ ก็คงเป็ท่าน ข้าคิดว่าไม่น่าจะมีบุคคลที่สาม"
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา มู่หรงซื่อก็ตกตะลึง ก่อนเอ่ยถาม "หนิงอัน? จะเป็นางได้อย่างไร เ้าอย่าพูดเหลวไหล"
ฉีจือโจวมองทั้งสองอย่างสืบเสาะค้นหา แล้วกล่าวเสียงเรียบ "แล้วเหตุใดจะไม่ใช่นาง? นางริษยาน้องสาวของข้าจะเป็จะตาย การลักพาตัวบุตรของนาง ใช่ว่าจะทำไม่ได้"
"บุตรของซูซานหลางหายไปหรือ คนไหนล่ะ?" มู่หรงซื่อหัวเราะออกมา คงไม่ใช่ว่าที่ชายารัชทายาทหรอกกระมัง? มิเช่นนั้นก็คงได้บันเทิงกันล่ะ ฮ่าๆๆ"
ท่าทางสะใจเต็มที่เมื่อได้เห็นหายนะของผู้อื่น
ต้องบอกว่าหรงจ้านพูดถูกต้อง คนผู้นี้โง่เขลาเบาปัญญาเป็ที่สุด ไม่ควรค่าจะเสียสายตามอง
ฉีจือโจว "คนเช่นข้ามีอุปนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง คิดว่าพวกท่านคงยังไม่รู้ หึๆ หากหาตัวเด็กไม่พบ พวกท่านลองเดาดูว่าข้าจะปล่อยพวกท่านไปหรือไม่?"
"ปัง!" มู่หรงซื่อทุบโต๊ะ เอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด "เ้ากล้ากักขังพวกเราเชียวหรือ? ฉีจือโจว เ้ากำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ก็แค่เสนาบดีคนหนึ่งเท่านั้น เสียสติไปแล้วหรือ?”
ฉีจือโจวหรี่ตาน้อยๆ สายตาแฝงแววดุดันอยู่หลายส่วน "หึๆ เช่นนั้นหรือ แล้วท่านว่าข้าเสียสติหรือไม่เล่า"
แววตาที่มององค์ชายทั้งสองเยียบเย็นขึ้นเรื่อยๆ "ว่าอย่างไร? จะให้เชิญชายาของท่านอ๋องสี่ออกมาด้วยหรือไม่?"
"ไม่ต้องเชิญ ข้าอยู่นี่"
องค์หญิงหนิงอันเดินออกมา นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยเอ่ยขึ้นว่า "พี่ใหญ่ฉี นี่ท่านทำอันใด จะต้องให้ตายกันไปข้างใช่หรือไม่ พวกเราไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น แต่ท่านก็คิดว่าต้องเป็พวกเราแน่ ท่านเป็คนของกรมอาญาก็ควรแยกแยะได้ระหว่างการจับโจรกับการยัดเยียดความผิด"
ฉีจือโจวเอ่ยอย่างเ็า "นั่นสำหรับคนนอก แต่หากคนที่ถูกทำร้ายคือคนในครอบครัว ข้าไม่สนใจหลักฐานอันใดทั้งนั้น ต่อให้พวกเ้าทั้งหมดตายในต้าฉีแล้วอย่างไร ข้าก็จะเผยแพร่เื่งามหน้าของพวกเ้าให้ล่วงรู้ไปทั่วซีเหลียง เ้าว่า คนซีเหลียงของพวกเ้าจะคิดอย่างไรกันบ้าง พวกเขาจะคิดเช่นไรกับองค์ชายทั้งสองของพวกเขา ถึงข้าจะไม่มีหลักฐานการลักพาตัวของพวกเ้า แต่หลักฐานที่ให้พวกเ้าอ่านเมื่อครู่ ข้ามีอีกเยอะ"
มู่หรงซื่อฉายแววละล้าละลัง "เ้า... เสด็จพ่อไม่มีทางเชื่อ"
ฉีจือโจวเลิกคิ้ว "เช่นนั้นก็ลองสักตั้งไหมเล่า ลองดูว่าเสด็จพ่อที่แสนดีของพวกท่านจะเชื่อหรือไม่"
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็มองไปที่มู่หรงจิ่ว
"ท่านเสนาบดีฉีช่างไร้เหตุผลยิ่งนัก เมื่อเป็เช่นนี้ก็เชิญท่านค้นตามสบาย หากท่านค้นพบคนที่นี่ ข้าก็ยินดีจะรั้งอยู่ต้าฉีด้วยความเต็มใจ ท่านคิดเห็นเช่นไร?"
"ค้นไม่ได้" องค์หญิงหนิงอันขัดขึ้นทันที "ห้ามค้น"
เมื่อรู้สึกว่าน้ำเสียงของตนเองดูเหมือนจะผิดปรกติเกินไป จึงสงบอารมณ์แล้วเอ่ยว่า "เ้าเป็เพียงเสนาบดีคนหนึ่ง ถือสิทธิ์อันใดมาค้นที่นี่?"
ท่าทีเช่นนี้ อย่าว่าแต่ฉีจือโจว แม้แต่มู่หรงซื่อยังรู้สึกว่านี่คือการประกาศว่าเงินสามร้อยตำลึงมิได้ซุกซ่อนอยู่ที่นี่
เขาหันกลับไปแล้วสะบัดมือใส่ใบหน้าของนาง "นางคนชั้นต่ำ เป็ฝีมือเ้าใช่หรือไม่?"
"ไม่ใช่" หนิงอันตอบทันควัน
นางลุกขึ้นมา ขบริมฝีปาก "ข้าเปล่า ข้าไม่ได้ทำจริงๆ แต่เขาไม่อาจค้นที่นี่ตามอำเภอใจ เขามีสิทธิ์อะไร"
ขัดแย้งกันเองเช่นนี้ ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ผู้ช่วยของฉีจือโจวก็เดินเข้ามากระซิบข้างหูเขาสองสามประโยค
ฉีจือโจวค่อยๆ ยิ้มออกมา "เมื่อครู่ ต้องขออภัยด้วย เป็ความผิดของกระหม่อมเองที่เข้าใจพวกท่านทั้งสองผิดไป ที่แท้หลานสาวตัวน้อยของกระหม่อมเห็นแก่กินเกินไปหน่อย ลอบออกไปซื้อขนมที่ร้านข้างนอก ต้องโทษมารดาของนาง กลัวว่านางจะอ้วนแล้วไม่สวย อะไรก็ไม่ยอมให้กิน จนบุตรต้องลอบออกไปข้างนอก ต้องขออภัยพวกท่านจริงๆ"
พอคำกล่าวนี้หลุดออกมาจากปากเขา ทุกคนต่างอึ้งงัน...
