เมื่อฝาแฝดทั้งสี่คนได้อยู่กันตามลำพัง จึงเดินออกจากเรือนใหญ่ไปยังศาลากลางสวนดอกไม้ เพื่อพูดคุยเื่แหวนหยกที่พวกเขามีเหมือนกัน เนื่องจากญาติผู้พี่ทั้งสองยังไม่รู้ว่ามันเป็แหวนมิติ
เป็ฟงเหยาเหวินที่เอ่ยถามกับหยางเฟิ่งเซียน เพราะตนอยากรู้จนทนแทบไม่ไหวแล้ว “เซียนเอ๋อร์เ้ารีบบอกพวกพี่มาเร็วเข้า ว่าเ้าแหวนหยกนี่มีความพิเศษอย่างไร ท่านน้าซูอันถึงได้กล่าวว่าให้เ้าเป็คนอธิบายกับพวกพี่”
หยางเฟิ่งเซียนนั่งลงด้วยท่าทางสบาย ๆ คล้ายกับว่าเื่นี้มิใช่เื่แปลกใหม่อันใด “ถ้าข้าบอกพวกท่านไปแล้ว จงปิดปากให้สนิทอย่าได้บอกกับผู้ใดเป็อันขาดนะเ้าคะ”
“อื้อ /แน่นอน”
“หากพวกท่านสองคนยังจำได้ ถึงอาวุธบางอย่างที่ท่านแม่ได้สอนยามฝึกวรยุทธ์ ย่อมเข้าใจว่าพวกมันมิใช่สิ่งจะสร้างออกมาได้ในโลกนี้ ดังนั้นแหวนหยกที่ท่านแม่มอบให้พวกเราสี่คน จึงมีความพิเศษมากกว่าแหวนทั่วไปอย่างมาก เพราะมันคือแหวนหยกมิติที่สามารถเก็บสิ่งของได้ และด้านในท่านแม่ยังมอบอาวุธให้พวกเราหลายอย่างเชียวล่ะ”
“หา! แหวนมิติ /มันคือแหวนวิเศษรึ!”
หยางซิวหรงกล่าวยืนยันคำพูดของน้องสาวอีกคน ว่าสิ่งที่นางพูดล้วนเป็ความจริงมิได้ล้อเล่นแต่อย่างใด “ใช่แล้วมันคือแหวนวิเศษ ถ้าพี่ชายทั้งสองไม่เชื่อลองใช้จิตััที่แหวน แล้วพวกท่านจะรับรู้ได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ด้านในบ้าง”
สองพี่น้องทำตามที่หยางซิวหรงบอก เพื่อเป็การพิสูจน์ว่านี่มิใช่เื่โกหก เมื่อพวกเขาตั้งจิตให้มั่นและใช้นิ้วแตะไปที่แหวนบนนิ้วชี้ ก็ถึงกับอ้าปากค้างเมื่อสามารถมองเห็นด้านใน ว่ามีอาวุธมากมายวางแยกไว้อย่างเป็ระเบียบ
ฟงเสวี่ยหลินชอบสิ่งที่ได้รับในครั้งนี้มาก เขานึกถึงยามที่ต้องอยู่กลางสนามรบ หากมีอาวุธเหล่านี้ย่อมสังหารฝ่ายศัตรูได้อย่างง่ายดาย
“เซียนเอ๋อร์อาวุธพวกนี้ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ หากมีศึกาพี่ย่อมสังหารศัตรู จนพวกมันต้องรีบถอยทัพกลับแคว้นเป็แน่”
“ถึงแม้พี่จะสอบเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่สามารถใช้อาวุธเหล่านี้ป้องกันตัวยามมีภัยได้เช่นกัน”
หยางเฟิ่งเซียนรู้ว่าญาติผู้พี่ย่อมดีใจมาก เมื่อได้รับของขวัญที่ตนได้เอ่ยขอจากมารดา นอกจากนี้ยังสะดุดกับเื่ที่ฟงเสวี่ยหลินพูด หากวันใดมีคนกระหายในอำนาจ หรืออยากแคว้นเป่ยชาง นางก็อยากทดลองใช้อาวุธที่ได้ สังหารศัตรูกลางสนามรบดูสักครั้งเช่นกัน
“พี่เสวี่ยหลินกล่าวมีเหตุผลนะเ้าคะ ข้าเองก็อยากรู้ว่ามันสามารถสังหารศัตรูได้กี่คนต่อการใช้งานหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะเ้าลูกกลม ๆ นั่นท่านแม่บอกว่ามันคือะเิ ข้าคิดว่ามันต้องมีอานุภาพรุนแรงไม่น้อยนะเ้าคะ หากวันหนึ่งมีศัตรูคิดเปิดศึกา ข้าจะตามพี่เสวี่ยหลินไปจัดการพวกมันด้วยเ้าค่ะ”
“เซียนเอ๋อร์เ้าอย่าได้พูดเป็เล่นเชียวนะ”
“ถ้าเ้าไปออกรบกับพี่เสวี่ยหลิน เช่นนั้นพี่ใหญ่ย่อมต้องไปกับเ้า เพราะท่านพ่อไม่ยอมให้เ้าไปเพียงลำพังแน่น้องเล็ก” หยางซิวหรงย่อมคิดไม่ต่างกับน้องสาว เขาเองก็อยากรู้ผลลัพธ์อย่างที่นางพูดเช่นกัน
แม้แต่ฟงเหยาเหวินยังแอบคิดหาแผนการ ว่าตนที่อยู่ในราชสำนักจะตามไปสนามรบได้อย่างไร “ในเมื่อพวกเ้าสองคนจะตามอาหลินไปรบ ข้าจะรออยู่ที่เมืองหลวงเพียงลำพังได้อย่างไร หากพวกเราสี่คนไปสังหารศัตรูด้วยกัน คงช่วยชีวิตทหารของแคว้นเป่ยชางได้ไม่น้อยนะ จริงไหม”
“ฮ่า ๆ ๆ”
ขณะที่สี่พี่น้องฝาแฝดกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน จ้าวหยูและหลี่เจินก็กลับมาจากภารกิจของหยางเฟิ่งเซียน ที่มีคำสั่งให้พวกเขาสองคนติดตามรถม้าตระกูลเซิ่งกับตระกูลหลี เพื่อสืบสถานการณ์ภายในจวนว่า ใต้เท้าทั้งสองมีบทลงโทษบุตรสาวอย่างไร
“คุณชาย คุณหนู พวกข้าสืบได้ความแล้วขอรับ”
ฟงเหยาเหวินถามญาติผู้น้องอย่างสงสัย ว่านางส่งคนของตนไปสืบเื่อันใด “หือ เซียนเอ๋อร์เ้ามอบภารกิจให้พวกเขาไปสืบข่าวอันใดหรือ เหตุใดพวกพี่ถึงไม่รู้ล่ะ”
“พี่เหยาเหวินเซียนเอ๋อร์คงสั่งทั้งสองตอนที่เกิดเื่นั้นกระมัง”
“อ้อ เพราะพวกเรามิได้ตามไปที่เรือนรับรอง จึงไม่รู้ว่าเซียนเอ๋อร์ส่งคนตามศัตรูไปถึงจวนนี่เอง”
“พวกเ้ารายงานมาเถิดว่า สองจวนนี้ตัดสินใจทำอันใดกับบุตรสาวของพวกเขา”
“เรียนคุณหนูใต้เท้าเซิ่งจะส่งบุตรสาว ออกเดินทางไปพักอยู่ที่บ้านบรรพบุรุษ รอจนกว่าผู้คนจะลืมเื่นี้ค่อยรับตัวกลับมา ส่วนตระกูลหลีเตรียมส่งบุตรสาวไปแต่งงานกับผู้ช่วยเ้าเมือง ที่เป็ลูกน้องของตนยังเมืองเหิงอัน พวกนางจะออกเดินทางต้นยามเหม่าพรุ่งนี้เช่นกันขอรับ”
หยางเฟิ่งเซียนเลิกคิ้วเรียวได้รูป เมื่อได้รู้ว่าคู่แค้นของนางจะออกเดินทางยามเช้ามืด “หึ ๆ ๆ ช่างเป็บิดาที่รักบุตรสาวจริง ๆ เมื่อใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็ส่งไปตายอยู่ไกล ๆ เช่นนั้นพวกเราควรไปส่งพวกนางนะเ้าคะ จะได้เดินทางไปยังที่หมายอย่างมีความสุข”
คำว่าไปส่งพวกนางเหล่าพี่ชายจะรู้ไม่ทันได้หรือ ว่าน้องสาวคนงามของพวกตน้าส่งคู่แค้นไปที่ใด “ในเมื่อพวกนางคิดทำร้ายน้องสาวผู้งดงามของพวกพี่ ด้วยการวางแผนสกปรกเช่นนั้น พวกพี่ยินดีพาเ้าไปส่งพวกนางออกเดินทางอยู่แล้ว”
“ดีมากเ้าค่ะ พวกเราจะได้ลองใช้อาวุธใหม่ในครั้งนี้ จะได้รู้ว่าอาวุธชนิดใดที่เหมาะมือของพวกเรานะเ้าคะ”
หยางซิวหรงเอ่ยถามเื่เวลาในการลงมือกับน้องสาว “น้องเล็กพวกเราควรออกจากเมืองหลวง พร้อมกับพวกนางสองคนหรือไม่”
หยางเฟิ่งเซียนคิดว่าจะไม่ออกเดินทางพร้อมศัตรู “ไม่ดีเ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าคิดว่าพวกเราควรเดินทางก่อนพวกนางเล็กน้อย หากข้าจำไม่ผิดในระยะทางหนึ่งร้อยลี้จากเมืองหลวง จะมีเส้นทางขึ้นลงเขาผานหยูเยว่เพื่อไปอำเภอที่ใกล้ที่สุด ข้าจะใช้ที่นั่นเป็ที่ส่งพวกนางเ้าค่ะ”
“ไม่เลวนะเซียนเอ๋อร์หากเ้าใช้วิธีนี้ พวกเราแค่ทำให้เหมือนเป็อุบัติเหตุก็ได้แล้ว ว่าแต่เ้าจะออกจากเมืองหลวงยามใดหรือ พวกพี่สองคนจะได้เตรียมตัวไว้ให้พร้อม”
“ย่อมเป็ปลายยามอิ๋นเ้าค่ะ พวกเราจะไปรออยู่หน้าประตูเมืองก่อนพวกนาง กว่ารถม้าสองตระกูลนั่นจะมาถึงประตูเมืองก็ช้าไปหนึ่งเค่อ เวลาเพียงสั้น ๆ ม้าของพวกเราย่อมวิ่งได้ไกลแล้วเ้าค่ะ”
ฟงเหยาเหวินคิดคล้ายกับญาติผู้น้อง การเดินทางก่อนพวกนางสองคน ย่อมถึงที่หมายและวางแผนไว้ล่วงหน้าได้ “เอาตามที่เซียนเอ๋อร์บอกเถิด ถ้าไปถึงูเาผานหยูเยว่ก่อนสตรีสองคนนั่น พวกเราจะได้ซ่อนม้าและหาต้นไม้สูงเพื่อลอบโจมตีรถม้าทั้งสองได้สะดวก”
“ยังพอมีเวลาอีกหลายชั่วยาม พวกเราแยกย้ายกลับไปพักผ่อนสักหน่อย แล้วเจอกันปลายยามอิ๋นที่หน้าประตูเมือง” ฟงเสวี่ยหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง เพราะระยะทางที่ต้องไปนั้นใช้เวลาหลายชั่วยาม
“แล้วเจอกันขอรับ /เ้าค่ะ”
เมื่อสี่พี่น้องเข้าใจแผนการแล้ว จึงกลับไปพักผ่อนอย่างที่ฟงเสวี่หลินเสนอมา เื่อาวุธย่อมไร้กังวลเพราะมีให้ใช้อยู่หลายอย่าง ส่วนม้าที่เป็พาหนะของพวกเขา ล้วนเป็ม้าศึกพันธุ์ที่แข็งแรงและสามารถวิ่งได้ไกลนับร้อยลี้
่ปลายยามอิ๋นมีคนทยอยมารออยู่หน้าประตูเมืองไม่น้อย บางคนคุ้นหน้าคุ้นตากับสี่พี่น้องจึงเอ่ยทักทายเช่นปกติ แต่มิได้พูดคุยอันใดมากไปกว่านั้น
จนกระทั่งประตูที่สูงใหญ่เริ่มเปิดกว้าง ม้าทั้งแปดตัวจากค่อย ๆ วิ่งเหยาะ ๆ ก็เริ่มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นในพริบตา ซึ่งอีกหนึ่งเค่อต่อมารถม้าตระกูลเซิ่งและตระกูลหลีก็มาถึง เพื่อเดินทางออกจากเมืองหลวง
เนื่องจากเป็ม้าศึกที่แข็งแรง ทั้งแปดคนใช้เวลาในการเดินทางเพียงสองชั่วยาม ในที่สุดก็มาถึงเส้นทางก่อนถึงโค้งลงูเาผานหยูเยว่ ทุกคนช่วยกันสำรวจพื้นที่โดยรอบ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะลงมือในระยะใดถึงจะเหมาะสม
ภายหลังหยางเฟิ่งเซียนเลือกได้แล้วว่า จะใช้ปืนยิ่งไปที่เพลารถม้าทั้งสองคัน และเสียงปืนย่อมทำให้ม้าใวิ่งสะเปะสะปะ เหล่าพี่ชายย่อมแบ่งหน้าที่ในการดูลาดเลา ว่ารถม้าทั้งสองคันจะมาถึงยามใด พวกเขาจะช่วยส่งสัญญาณบอกญาติผู้น้องให้เตรียมตัว
หยางเฟิ่งเซียนให้หลี่เจินกับจ้าวหยู พาคนสนิทของญาติผู้พี่นำม้าไปซ่อนในที่ลับตา ส่วนพวกตนจะขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ โดยพี่ชายกับญาติผู้พี่กระจายไปตามต้นไม้ที่อยู่ห่างกันสองถึงสามจั้ง เป็ระยะที่สามารถมองเห็นสัญญาณได้พอดี
และแล้วเวลาที่หยางเฟิ่งเซียนรอคอยก็มาถึง หลังจากนางมาถึงผ่านไปครึ่งชั่วยามฟงเสวี่ยหลินเริ่มส่งสัญญาณเป็คนแรก ตามมาด้วยฟงเหยาเหวินและหยางซิวเหรง ซึ่งยามนี้ในมือของหยางเฟิ่งเซียนกับพี่ชายฝาแฝด มีปืนยาวเตรียมพร้อมยิงรถม้าตามแผนที่วางไว้แล้ว
เมื่อรถม้ามาถึงบริเวณที่หยางเฟิ่งเซียนกำหนด เสียงจากปลายกระบอกปืนก็ดังสนั่นไปทั่วป่า
‘ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!’
กรี๊ดดด! ฮี้ ๆ ๆ “อ๊ายยย ช่วยด้วยยย พวกเ้ารีบหยุดรถม้าสิ”
โครม! ฮี้ ๆ ๆ กุบกับ ๆ “แย่แล้วม้าใเกินไปข้าบังคับมันไม่อยู่แล้ว”
“อ๊ายยย มันเกิดอะไรขึ้นกับรถม้าของข้ากันแน่ เ้าพวกโง่รีบหาทางหยุดม้าเร็วเข้าสิ!”
“ว๊ากกก! เ้าม้าพวกนี้ไม่เชื่อฟังแล้ว ขืนข้ายังอยู่บนรถม้าต้องตกเหวตายพร้อมคุณหนูแน่ ไม่อยู่แล้วโว้ยยย..” ตุบ อัก
เนื่องจากเสียงของอาวุธที่ดังสะท้อนไปทั่ว ม้าที่ตื่นใไม่มีทางที่บ่าวไพร่จะบังคับกลับมาได้ และพวกมันวิ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว เมื่อคิดจะเลี้ยวไปตามทางจึงเกิดแรงเหวี่ยง ทำให้เครื่องเทียมม้าเอียงไปตามแรงจนล้มกลิ้งหลายตลบ และร่วงลงไปด้านล่างหุบเหวข้างทาง
เพราะมัวแต่ตื่นใไม่มีสติคิดหาทางเอาตัวรอด เซิ่งฟางเอินและหลีเยียนหรานที่อยู่ในรถม้า ทำได้เพียงแค่กรีดร้องเสียงหลงดิ่งลงไปก้นเหว จนเกิดเสียงกระแทกของรถม้าอยู่ด้านล่างจนเงียบหายไป
ตึ้ง! ตึ้ง! โพละ! โพละ!
“หึ หากพวกเ้าแค่มีใจริษยาแต่ไม่ลงมือทำร้ายข้า คนอย่างหยางเฟิ่งเซียนย่อมไม่ทำร้ายผู้ใดกลับ เพราะยามใดที่ข้าลงมือไม่คิดปล่อยให้ผู้ใดรอด เพื่อกลับมาสร้างปัญหาให้ข้ากับคนรอบข้างอีก”
หยางซิวหรงที่เดินมายืนอยู่ข้างกายน้องสาว ย่อมมีจิตใจโเี้ไม่แพ้กันกับเื่กำจัดคนคิดชั่ว “พวกนางสมควรได้รับสิ่งนี้แล้ว มีสตรีใดบ้างที่จะยืนหยัดอยู่กับความอัปยศได้ตลอดชีวิต”
“คิดจะให้เซียนเอ๋อร์ของพวกเราต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็ ช่างเป็สตรีที่จิตใจชั่วร้ายหาที่ใดเปรียบ พวกเ้าสมควรรับผลกรรมของตนแล้ว” ฟงเหยาเหวินเคยเห็นสตรีที่ถูกใส่ร้ายกับเื่เช่นนี้ พวกนางต่างฆ่าตัวตายหนีความอับอายทุกคน
ฟงเสวี่ยหลินเอ่ยเื่สตรีดอกบัวขาว รวมถึงบ่าวที่บังคับรถม้าของตระกูลหลีที่ะโหนีตายได้ทัน “สตรีเช่นนี้ยังมีอีกมากในเมืองหลวง พวกนางล้วนซ่อนความร้ายกาจไว้ภายใต้ใบหน้าที่อ่อนหวาน ส่วนสตรีที่เปิดเผยจริงใจกลับมีน้อยนัก เซียนเอ๋อร์เ้าจะทำเช่นไรกับบ่าวของตระกูลหลีผู้นั้นหรือ”
“ไม่ต้องทำสิ่งใดเ้าค่ะ ปล่อยให้กลับเข้าเมืองหลวงเช่นนั้นน่ะดีแล้ว เพราะบ่าวสองคนนี้สุดท้ายก็ต้องถูกฆ่าปิดปากอยู่ดี ไม่มีทางที่บิดาของพวกนางจะคิดใส่ใจหาตัวคนลงมือด้วยซ้ำเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นอีกครึ่งชั่วยามพวกเราค่อยกลับเข้าเมืองหลวง จะได้ไม่ดูผิดสังเกตจนเกินไปดีหรือไม่” หยางซิวหรงเอ่ยถามความเห็นกับทั้งสามคน
“ก็ดีนะ /ข้าก็ว่าดี /ย่อมฟังพี่ใหญ่เ้าค่ะ”
ภายหลังพี่น้องฝาแฝดลงมือจัดการคู่แค้นเสร็จสิ้น จึงหาลำธารใกล้ ๆ นั่งรอเวลาเพื่อกลับเข้าเมืองหลวง แต่ใครจะคาดคิดว่าระหว่างรออยู่เงียบ ๆ กลับได้ยินเสียงคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่าห้าคนหยุดพักอยู่อีกด้านหนึ่ง
ที่สำคัญคนกลุ่มนี้ยังพูดถึงเื่สูตรการทอผ้าไหม โดยเ้านายของคนทั้งห้า้าสูตรนี้ไปมอบให้ตระกูลของตน เพื่อให้การค้าของตระกูลมีกำไรและแบ่งกำไรที่ได้ มอบให้กับผู้ครองแคว้นที่้าใช้ตำลึงเงิน ในการซื้อเสบียงจำนวนมากก่อนจะลงมือทำเื่ใหญ่
