โดนปล้น!
ตอนที่กลับมาจากสถานีตำรวจ พวกเขาฉลาดขึ้นแล้ว
คราวนี้บนรถไม่บรรทุกเกิน นั่งไปเพียงเจ็ดคนเท่านั้น
ส่วนคนอื่นๆ ยอมควักเงินจ่ายค่ารถสามล้อไฟฟ้าถ่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียนมัธยม 2 ประจำอำเภอ
ในปี 2007 ที่อำเภออู้สุ่ยแห่งนี้ รถสามล้อไฟฟ้ายังมีให้เห็นทั่วไป จ่ายแค่สองสามหยวนก็ไปส่งได้ทุกที่ในตัวเมือง ถือว่าสะดวกไม่น้อย
หลังจากลงรถ
หลิวหยูถงเดินเข้าโรงเรียนไปได้นิดเดียว แต่พอเห็นสายตาที่ดูมืดแปดด้านของพวกอวิ๋นเฉิง เธอก็เดินย้อนกลับมา
“คิดออกหรือยังว่าจะไปพักที่ไหน?”
อวิ๋นเฉิงและคนอื่นๆ ต่างพากันส่ายหน้า
ถึงแม้จะตัดสินใจตามคุณหนูแล้ว แต่เื่ที่พักพวกเขายังไม่ได้วางแผนกันเลย
ยิ่งตอนนี้เหลือเงินติดตัวกันแค่ไม่กี่ร้อยหยวน จะหาที่พักดีๆ ก็คงยาก
แผนที่แย่ที่สุดคือไปสิงสถิตอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตสักสองสามคืน
หลิวหยูถงเห็นสภาพแล้วก็ถอนหายใจในใจ พลันนึกอะไรขึ้นมาได้
“เลยไฟแดงข้างหน้าไป ตรงถนนชิงเหนียนจะมีตลาดโต้รุ่ง แล้วก็บนลานจัตุรัสชิงเหนียนจะมีถนนของกินที่มีร้านแผงลอยเยอะมาก เวลาว่างๆ พวกคุณลองไปเดินแถวนั้นดูนะ”
“คุณหนูครับ ให้พวกเราไปทำอะไรที่นั่น? ไปเก็บค่าคุ้มครองเหรอ?”
หม่าต๋าถามอย่างตื่นเต้น “เื่นี้พวกเราถนัดนักล่ะ”
หลิวหยูถง “หม่าต๋า ฉันเคยบอกอะไรนายไว้ จำได้ไหม?”
“บอกว่าอะไรเหรอครับ?” หม่าต๋าจำไม่ได้เลยสักนิด
หลิวหยูถงใช้นิ้วชี้ไปทางโรงเรียน: “ความรู้เปลี่ยนโชคชะตา!”
“อ๋อๆๆ คุณหนูหมายความว่า ต่อไปพวกเราจะเก็บค่าคุ้มครองก็ต้องทำตัวให้ดูมีการศึกษา มีอารยธรรมหน่อยใช่ไหมครับ?” หม่าต๋าทำท่าเหมือนบรรลุธรรม
ในสายตาเขา พวกคนมีการศึกษามักจะท่าทางสุภาพเรียบร้อย
หรือว่าถ้าสุภาพเข้าไว้ จะเก็บค่าคุ้มครองได้ง่ายขึ้นนะ?
เฮ้อ... สีซอให้ควายฟังชัดๆ
หลิวหยูถงตั้งใจอยากให้พวกเขาเคารพกฎหมายและล้างมือจากวงการแท้ๆฃ
ช่างเถอะ ไว้ค่อยๆ กล่อมเกลาไปแล้วกัน
เธอจึงหันไปมองอวิ๋นเฉิง ซึ่งดูจะมีบารมีและพึ่งพาได้มากที่สุดในกลุ่มนี้แทน
“อวิ๋นเฉิง ฉันไม่สนว่าเมื่อก่อนพวกคุณจะทำอะไรมา แต่ตอนนี้ต้องทำตามที่ฉันสั่ง เข้าใจไหม?”
อวิ๋นเฉิงพยักหน้า “คุณหนูครับ ผมจะคอยคุมพวกเขาเอง”
“ที่ฉันให้ไปสองที่นั่น เพราะอยากให้ไปสืบดูราคาตลาดของพวกสัตว์น้ำ โดยเฉพาะ 'กุ้งเครย์ฟิช' ว่าเขาซื้อขายกันยังไง สืบได้ความแล้วค่อยมาหาฉันที่โรงเรียน” หลิวหยูถงสั่ง
“ครับ คุณหนู!” อวิ๋นเฉิงและพรรคพวกขานรับพร้อมกัน
เมื่อเข้าสู่รั้วโรงเรียน หลิวหยูถงตรงไปที่หอพักก่อน
เธอเรียนมัธยมปลายแบบอยู่ประจำ ซึ่งจริงๆ เธอไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
เพราะต้องเรียนภาคค่ำจนดึกกว่าจะได้เลิกเรียน แถมถ้าไม่ใช่่สุดสัปดาห์ก็ออกนอกโรงเรียนตามใจชอบไม่ได้
พอถึงหอพัก เธอเก็บเสื้อผ้าและสัมภาระเสร็จ กำลังจะออกไปหาข้าวเย็นกินที่โรงอาหารก่อนไปเรียนภาคค่ำ
จู่ๆ ก็มีแก๊งเด็กสาวนักเลงสามคนมาดักหน้าประตูหอพักไว้
หัวโจกที่ชื่อ จ้าวซู ยื่นมือมาข้างหน้าทันที “เอามาซิ?”
“เอาอะไร?” หลิวหยูถงแกล้งโง่
“วันนี้แกกลับบ้านมาไม่ใช่เหรอ? ได้เงินมาล่ะสิ เอาออกมา” จ้าวซูขู่ “หรือว่าอยากโดนตื้บเหมือนเดิม?”
แม้โรงเรียนมัธยม 2 จะเป็โรงเรียนชื่อดังของอำเภอ แต่ด้วยจำนวนนักเรียนเกือบหมื่นคน สภาพภายในจึงค่อนข้างวุ่นวาย
เด็กสาวท่าทางนักเลงอย่างจ้าวซู ตามหลักแล้วไม่น่าจะสอบเข้าที่นี่ได้ แต่เพราะเธอเป็คนในพื้นที่ เรียนที่นี่มาั้แ่มัธยมต้นเลยได้โควตาขึ้นมัธยมปลายโดยตรง
ส่วนหลิวหยูถง สอบเข้ามาจากโรงเรียนในชนบทด้วยความสามารถของตัวเอง
ด้วยปัญหาทางครอบครัว ทำให้เธอมีนิสัยอ่อนแอ เก็บตัว และดูรังแกง่ายมาตลอด
ดังนั้นพอเข้า ม.4 ปุ๊บ เธอก็ถูกพวกจ้าวซูเล็งเป้าและคอยกลั่นแกล้งรังแกอยู่เสมอ
เงินค่าขนมเดือนละสองร้อยหยวน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งต้องถูกจ้าวซูปล้นไป ทำให้เธอต้องทนหิวบ่อยครั้งจนร่างกายซูบผอม
แต่ตอนนี้ เธอจะไม่ยอมให้ใครมารังแกอีกแล้ว
ในฐานะทนายความ ถึงจะเป็แค่เด็กฝึกงาน แต่เธอก็มีวิธีนับร้อยในการจัดการกับเด็กเมื่อวานซืนพวกนี้
หลิวหยูถงกางมือออกทันที “เงินอยู่ที่ตัวฉัน อยากได้ก็มาเอาไปเอง”
จ้าวซูชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมทีเธอคิดว่าหลิวหยูถงต้องทำตัวเหมือนเดิม คือยอมให้โดนตื้บก่อนถึงจะยอมส่งเงินให้
หลิวหยูถงถึงจะเป็คนเก็บตัวและดูอ่อนแอ แต่ลึกๆ แล้วเป็คนดื้อรั้น ไม่เคยยอมให้ความร่วมมือเลยสักครั้ง
ในความทรงจำของจ้าวซู เธอตื้บหลิวหยูถงมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเห็นยัยนี่ร้องไห้เลยสักครั้ง
ไม่นึกเลยว่าคราวนี้ หลิวหยูถงจะให้ความร่วมมือดีขนาดนี้
จ้าวซูคิดว่าหลิวหยูถงคงเข็ดจนกลัวไปแล้ว จึงรีบเข้าไปค้นตัวทันที
ไม่นานนักเธอก็เจอเงินสองร้อยหยวนในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบ
“เหอะ รู้ความก็ดีแล้ว!”
“พวกเราไป!”
หลังจากพวกนั้นเดินจากไป
หลิวหยูถงลูบกระเป๋าเสื้อที่ว่างเปล่าแล้วถอนหายใจ สงสัยต้องทนหิวอีกแล้วสิเนี่ย
เงินในตัวเธอมีแค่สองร้อยหยวนที่คุณปู่ให้มา และตอนนี้จ้าวซูก็เอาไปหมดแล้ว
จริงๆ แล้วถ้าเธอขัดขืนสักหน่อย อาจจะเหลือไว้ได้สักร้อยหยวน แต่เธอจงใจไม่ขัดขืน
เธอเดินไปที่เตียงชั้นบน แล้วหยิบ "โทรศัพท์มือถือ" ที่กำลังบันทึกวิดีโออยู่ออกมา
เธอเช็กดูจนแน่ใจว่าบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ครบถ้วนแล้วจึงเก็บโทรศัพท์ลงไป
โทรศัพท์เครื่องนี้เธอยืมมาจากพวกหม่าต๋า ถึงพวกนั้นจะกรอบไม่มีเงิน แต่โทรศัพท์มือถือพอจะมีกันอยู่คนละเครื่อง
แม้ฟังก์ชันจะสู้สมาร์ทโฟนในชาติก่อนไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ถ่ายรูปและอัดวิดีโอได้
จ้าวซูและพวกคงคาดไม่ถึงว่า นักเรียนที่ดูจนกรอบในสายตาพวกเธออย่างหลิวหยูถง จะมีโทรศัพท์มือถือใช้
อย่างไรก็ตาม หลิวหยูถงยังไม่คิดจะไปแจ้งฝ่ายปกครองตอนนี้
เพราะเงินแค่สองร้อยหยวน ยังไม่เพียงพอจะส่งพวกนั้นไปรับบทลงโทษที่สาสม
ตามกฎหมายของประเทศ คดีชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ส่วนบุคคลต้องมีมูลค่าั้แ่ 1,000 ถึง 3,000 หยวนขึ้นไปถึงจะถือว่าเป็จำนวนเงินที่มากพอ
เงินสองร้อยหยวนอาจจะไม่ถึงเกณฑ์การดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด ประกอบกับพวกนั้นยังเป็นักเรียน และจ้าวซูยังเป็หลานสาวของอาจารย์หลี่ หัวหน้าสายชั้น ม.6 ต่อให้บรรลุนิติภาวะแล้วก็จัดการลำบาก
นี่แหละคือเหตุผลที่จ้าวซูซ่าได้ขนาดนี้ในโรงเรียน
ใน่เรียนภาคค่ำ หลิวหยูถงที่ไม่ได้กินข้าวเย็นต้องนั่งทบทวนบทเรียนทั้งที่ท้องกิ่ว ทำให้สมาธิแย่มาก
และที่ทำให้เธอหนักใจยิ่งกว่าคือ เธอพบว่าโจทย์ส่วนใหญ่เธอดูแทบไม่รู้เื่เลย
ก็แหงล่ะ เวลาผ่านไปนานขนาดนั้น แถมชาติก่อนเธอมัวแต่ท่องตัวบทกฎหมายจนลืมความรู้ ม.ปลาย ไปหมดแล้ว
ยังดีที่เธอยังพอจำเนื้อหาคร่าวๆ ในข้อสอบ "เกาเข่า" ได้บ้าง แม้เวลาหนึ่งเดือนจะบีบคั้น แต่เธอก็ต้องสอบให้ติดมหาวิทยาลัยรัฐบาลให้ได้
กว่าจะได้ออกจากห้องเรียนก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มครึ่ง เธอไม่ได้กลับหอพักแต่ตรงไปที่ประตูโรงเรียนแทน
อวิ๋นเฉิงยืนรอเธออยู่ตรงนั้นแล้ว
เขาไม่ได้มาแค่ข่าวเื่ราคาสัตว์น้ำและกุ้งเครย์ฟิชเท่านั้น แต่ยังหิ้ว "ข้าวผัด" มาฝากเธอด้วย
หลิวหยูถงไม่ได้กินมูมมามแต่ก็กินไวมาก เธอฟังข้อมูลที่อวิ๋นเฉิงไปสืบมาพลางตักข้าวเข้าปาก
เมื่อเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ แล้ว เธอจึงส่งโทรศัพท์คืนให้อวิ๋นเฉิง พร้อมสั่งให้เขาไปซื้อแฟลชไดรฟ์แล้วไปหาร้านอินเทอร์เน็ตเพื่อก๊อปปี้ไฟล์วิดีโอข้างในเก็บไว้
หลังจากจัดการเสร็จ พรุ่งนี้ให้มาหาเธอที่โรงเรียนอีกครั้ง แล้วเธอจะพาพวกเขาลงพื้นที่ชนบทด้วยกัน
