การจัดขบวนทหารของเมืองแซมบอร์ดดูเหมือนเป็งานจัดขบวนเฉลิมฉลอง ไม่เหมือนจัดขบวนเพื่อทำา
ในที่สุด พวกทหารที่สวมชุดอัศวินเกราะหนักบนร่างทั้งยี่สิบสองนายก็ลากสังขารจนมาถึงกลางขบวนทัพที่อยู่ชายฝั่งแม้น้ำทิศเหนืออย่างยากลำบาก ทันใดนั้นก็มีเสียงเกือกม้าก็ดังขึ้น ก่อนที่จะมีรถม้างดงามหกคันค่อยๆ ข้ามสะพานมาอย่างช้าๆ พวกเขามองเห็นสาวงามอ่อนเยาว์หน้าตาน่ารักนั่งอยู่บนรถม้า เสียงหัวเราะดังกังวานของพวกนางเหมือนมีแมวมาข่วนหัวใจของพวกทหารพันธมิตรจนคันยุบยิบ ยิ่งมองใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาอย่างชัดเจนก็ยิ่งทำให้พวกทหารฝั่งตรงข้ามน้ำลายไหลออกมาจากปาก ทันใดนั้นพวกเขาก็พลันรู้สึกฮึมเหิมขึ้นมาทันที
“ไอ้าางี่เง่านั่นมันพาสนมของมันออกมาด้วย นี่จะมาทำาหรือมาเที่ยวเล่นกันแน่?”
เหล่าองค์าาฝ่ายพันธมิตรต่างมึนงงเล็กน้อย ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ยินมาว่าองค์าาอเล็กซานเดอร์เป็เด็กปัญญาอ่อน แต่ไม่ใช่ว่ากลับมาเป็ปกติแล้วหรือ? แต่ดูจากสถานการณ์นี้แล้ว นี่มันยิ่งกว่าปัญญาอ่อนเสียอีก ถ้าไม่โง่ดักดาน คงไม่นำสนมของตัวเองออกมาในสนามรบหรอก นี่ถือว่าเป็การละเมิดข้อห้ามทางการทหารเชียวนะ รนหาที่ตายจริงๆ
พวกองค์าาพันธมิตรต่างมองในแง่ดีว่า าที่กำลังจะเริ่มขึ้น พวกตนอาจได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย
และที่ทำให้พวกเขาตาค้างยิ่งกว่าเดิมก็คือ ด้านหลังของรถม้าที่งดงามตระการตาพวกนั้น มีกลุ่มเด็กๆ วัยประมาณสิบขวบนับร้อยคนเดินตามหลังมาอย่างแน่นขนัด เด็กๆ พวกนั้นต่างหัวเราะรื่นเริงอยู่ด้านหลังรถม้า โดยมีผู้คุ้มกันจำนวนไม่กี่คนคอยคุ้มกันอยู่ข้างๆ หลังจากนั้นก็ให้พวกเด็กๆ ยืนอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ด้านหลังกองทัพเมืองแซมบอร์ด แต่ละคนชะเง้อคอมองดูข้าศึกด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น
“าาปัญญาอ่อนของเมืองแซมบอร์ดมันคิดอะไรอยู่?”
องค์าาเกือบจะทุกคนแทบหน้ามืด
ขณะที่พวกเขามึนงงสับสนกันอยู่นั้น ในที่สุดบุคคลที่ทุกคนรอคอยก็ปรากฏตัวออกมา ทันใดนั้นกองทัพเมืองแซมบอร์ดก็แยกแถวกว้างประมาณสองเมตร ชายหนุ่มผมสีดำในชุดสีขาวที่กำลังลู่ไปตามลม บรรยากาศรอบตัวเขามีกลิ่นอายที่ยากจะอธิบายเป็คำพูดได้ เขาขี่ม้าั์สีดำที่ดูแข็งแกร่งและทรงพลังเดินออกมาจากสะพานหินอย่างช้าๆ เดินผ่านพื้นที่ว่างที่พวกทหารพากันเว้นไว้ให้ในพริบตา ในที่สุด ม้าั์สีดำก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าสุด
การปรากฏตัวของซุนเฟย ได้รับความสนใจจากพวกาาพันธมิตรเป็อย่างมาก
“เ้าเป็าาปัญญาอ่อนของเมืองแซมบอร์ด?” ทันใดนั้นในใจของพวกาาแทบจะทุกคนนึกเปรียบเทียบรูปลักษณ์ที่องอาจห้าวหาญของตัวเองกับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เพียงเสี้ยววินาทีพวกเขาต่างได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกันจนน่าแปลกใจ “แม้เด็กหนุ่มตรงหน้าจะมีท่าทางดูไม่เลว แต่ตัดสินจากขบวนทัพของเมืองแซมบอร์ดก่อนหน้านี้แล้ว าาที่เรียกว่าอเล็กซานเดอร์เป็เพียงคนงี่เง่าคนหนึ่ง...ไม่ๆ จะบอกว่าเป็พวกงี่เง่าก็ยังเบาไป ต้องใช้คำที่เรียกกันทั่วทั้งราชอาณาจักร เอ๋ คำว่าอะไรนะ อ๋อ...ไอ้ปัญญาอ่อน! ใช่แล้ว คำนี้ไง แล้วไอ้ปัญญาอ่อนจะมาเทียบชั้นกับความองอาจห้าวหาญของข้าได้อย่างไร? อืม...แต่ม้าั์สีดำที่ไอ้ปัญญาอ่อนขี่อยู่ มันดูแข็งแกร่งมาก น่าจะเป็สายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ หากข้าเป็คนขี่ มันต้องดูดีแน่ๆ!”
โฮ่งๆๆ!
ราวกับว่ามันจะรู้สึกได้ถึงความคิดที่ไม่น่าพิสมัยของเหล่าาาพันธมิตรที่กำลังมองมาที่ตัวเอง ‘ลมกรดทมิฬ’ จึงเห่าเตือนออกมาเสียงดัง
เฮือก!
ทหารฝั่งตรงข้ามนับสองพันกว่าชีวิตเกือบจะสำลักน้ำลายออกมา องค์าาฝ่ายพันธมิตรแทบจะพลัดตกหลังม้า สีหน้าพวกเขาปรากฏท่าทาง ‘ใ’ และ ‘เคร่งเครียด’ พระเ้า นั่นๆๆ...ไอ้ตัวนั่น...สุนัข? ทำไมสุนัขมันถึงตัวใหญ่ขนาดนี้? เหล่าองค์าาพันธมิตรที่นั่งอยู่บนหลังมารีบกวาดสายตามองมันดีๆ อีกครั้ง ในขณะที่ทหารนับสองพันคนกว่าคนต่างพากันแตกตื่น าาปัญญาอ่อนของเมืองแซมบอร์ดคนนี้มันบ้าไปแล้ว ขี่สุนัขั์ออกมาเนี่ยนะ อา รสนิยมช่าง...ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ
เ้า ‘ลมกรดทมิฬ’ เองก็ดูเหมือนจะรู้สึกพอใจมากที่ได้สร้างความวุ่นวายเล็กๆ ให้แก่ฝ่ายศัตรู ดังนั้น มันจึงเห่า ‘โฮ่งๆๆ’ อยู่อีกสักพักก่อนจะหยุด
แม้กระทั่งคนที่โง่ที่สุดก็ยังแน่ใจเลยว่า าาเมืองแซมบอร์ดขี่สุนัขมาจริงๆ
ท่ามกลางสายลมที่พัดอย่างยุ่งเหยิง
ในขณะเดียวกัน ซุนเฟยเองก็กวาดสายตามองไปยังกองทัพพันธมิตรด้วยอาการน้ำลายแทบหก
ในสายตาของเขา มองเห็นเป็เพียงพวกโง่ๆ ที่นำสมบัติกับอาวุธมาเคาะประตูส่งถึงที่เท่านั้น แม้ว่าใน่นี้เหล่าทหารของเมืองแซมบอร์ดจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากว่าเมืองแซมบอร์ดเป็พื้นที่ที่ห่างไกลและขาดแคลนสินแร่ ทำให้พวกเขาไม่มีเหล็กมากพอที่จะหลอมอาวุธขึ้นมาได้ ดังนั้นเมืองแซมบอร์ดจึงขาดแคลนชุดเกราะและอาวุธเป็อย่างมาก จนถึงตอนนี้ นอกจากพวกทหารรักษาพระองค์แล้ว ทหารราบทั้งหนึ่งร้อยคนไม่มีใครได้สวมชุดเกราะครบส่วนสักคน หากไม่ใช่ว่าได้ยึดอาวุธและชุดเกราะบางส่วนหลังจากที่พวกทหารเกราะดำได้แตกพ่าย คาดว่าซุนเฟยคงได้ใช้จอบ เสียม และบรรดาอุปกรณ์การเกษตรของชาวนามาไล่สังหารพวกศัตรูแน่ๆ
ซุนเฟยครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรจะให้ ‘การต้อนรับ’ พวก ‘สมบัติเคลื่อนที่’ พวกนี้อย่างไรดี ท่ามกลางกองทัพพันธมิตร องค์าาเมืองชื่อชุยก็ให้เฟลมมิ่ง บีตส์ที่ตัวเองขี่อยู่ก้าวไปด้านหน้าอย่างช้าๆ พลางกวาดสายตามองฝูงชนเมืองแซมบอร์ดด้วยท่าทางดุดัน จากนั้นก็ะโเสียงดังว่า “าาเมืองแซมบอร์ดอยู่ที่ไหน? รีบๆ ตอบกลับมาเสีย?”
ทั้งๆ ที่เขาก็รู้สถานะที่แท้จริงของซุนเฟย แต่กลับจงใจแสร้งทำเป็ไม่รู้
ซุนเฟยก็ไม่โกรธ เขาหัวเราะออกมาเสียงดังขณะที่ลูบ ‘ลมกรดทมิฬ’ ที่กำหลังคำรามเสียงต่ำในลำคอให้ก้าวออกไปด้านหน้า
“าาอาณาจักรทั้งเก้ามารวมตัวกันแบบนี้ เพื่อนำค่าปฏิกรรมาที่พวกองค์ชายลงนามไว้มาให้ใช่หรือไม่? ไม่รู้ว่าจะนำเหรียญทองมาด้วยหรือเปล่า?” ซุนเฟยไม่เห็นพวกกองทัพพันธมิตรอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
“ฮ่าๆๆ ทระนงตนเกินไปแล้ว! เ้าเป็แค่าาปัญญาอ่อนของอาณาจักรบริวารระดับหก ถือดีอย่างไรมาเรียกค่าปฏิกรรมา? เ้าคิดว่าใช้แผนการเ้าเล่ห์ด้วยการกักตัวองค์ชายไว้ แล้วจะง้างปากราชสีห์อย่างพวกข้าได้หรือ? ช่างโง่เง่าสิ้นดี!” าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยเหมือนได้ฟังเื่ตลกจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง “ข้าให้เวลาเ้าเพียงสิบลมหายใจให้ปล่อยตัวองค์ชายที่จับกุม มอบสมบัติของราชวงศ์ทั้งหมด ส่งตัวสาวใช้มาให้พวกข้าหนึ่งร้อยนางเป็การชดใช้ ไม่อย่างนั้น เ้าเห็นนั่นไหม...” เขาชี้ไปที่กองทัพพันธมิตรที่อยู่ด้านหลังตัวเอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงโอหัง “ไม่อย่างนั้น วันนี้ข้าจะถล่มเมืองแซมบอร์ดของเ้าให้ราบเป็หน้ากลอง!”
“มีอย่างที่ไหนกัน องค์ชายทั้งสิบสององค์มาทุบตีและทำลายแท่นหินบูชาของเมืองแซมบอร์ดจนพังพินาศ ที่ข้าเรียกเงินชดเชยไปเนี่ย ถือว่าไว้หน้าพวกท่านแล้วนะ ความจริงแล้วโทษที่บังอาจกระทำการอุจอาจเช่นนี้ สมควรตายเสียด้วยซ้ำ นี่พวกท่านยังมีเกียรติของนักรบอยู่อีกไหม? ”ซุนเฟยแกล้งโง่
“เกียรติของนักรบมีไว้สำหรับผู้เข็งแกร่งเท่านั้น!” าาเมืองชื่อชุยหัวเราะออกมาเสียงดัง “สำหรับเมืองแซมบอร์ดกระจอกๆ อย่างเ้า ไม่จำเป็ต้องได้รับเกียรตินั่น!”
ซุนเฟยยังคงแสดงท่าทีสงบเงียบ และจงใจยั่วยุพวกเขา “ในเมื่อไม่ได้นำค่าปฏิกรรมามา แล้วจะมาทำไมเล่า? หรือว่าอยากมาหาความตาย? เอาเป็ว่าข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้ง พวกเ้าจะจ่ายค่าปฏิกรรมาตามที่ลงนามสัญญา หรือจะทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ เมื่อเ้าอยู่ใต้คมดาบของพวกข้า อย่าหวังว่าจะมีโอกาสรอดไปได้!”
“ถุย! สมองปัญญาอ่อนของเ้ามันเน่าจนมดปีนเข้าไปกินหมดแล้วหรือไง ไม่รู้จักที่ตายจริงๆ ดูเหมือนว่าไม่จำเป็จะต้องมีเมืองแซมบอร์ดดำรงอยู่อีกต่อไป...” องค์าาอาณาจักรชื่อสุ่ยคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าตัวเองจะถูกาาของอาณาจักรบริวารระดับหกกล่าวไม่ไว้หน้าแบบนี้ โดยเฉพาะท่าทางของอีกฝ่ายที่ทำเหมือนไม่เห็นตัวเองอยู่ในสายตาเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขาโมโหจนไฟลุกท่วมทั้งร่าง “เมืองเสนียดอะไรนี่จะต้องถูกกองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ของข้าเหยียบย่ำจนเป็ผุยผง”
ในใจของซุนเฟยพลันกรุ่นโกรธขึ้นมา กล้าด่าว่าเมืองข้าเป็เสนียด? ช่างโง่เง่ารนหาที่ตายจริงๆ!
“โฮ่งๆๆ...โฮก!”
สุนัขั์สีดำเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความโกรธของเ้านาย มันจึงเห่าคำรามออกมาด้วยท่าทางโมโหเช่นกัน ดวงตาของมันฉายแววเหี้ยมโหด เสียงขู่คำรามในลำคอพลันะเิออกมา กลิ่นอายดุร้ายแผ่กระจายออกมาจากตัวของมันแทบจะทันที เฟลมมิ่ง บีตส์ระดับสูงที่องค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยขี่ก็รู้สึกได้ถึงรังสีสังหารนี้ มันพลันใกลัวจนน้ำลายฟูมปาก ล้มลงกองกับพื้นทันที ที่ไกลออกไป บรรดาม้าพันธุ์ดีที่พวกองค์าาฝ่ายพันธมิตรขี่ก็พลันใกลัวจนก้าวถอยหลังไป ชั่วพริบตาก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที!
เมื่อนาทีก่อน องค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยที่ยังแสดงท่าทางองอาจ ตอนนี้พลันกรีดร้องออกมาเสียงดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ก่อนจะหน้าทิ่มลงกับพื้น
ใครจะไปคิดว่าเ้าสุนัขตัวนี้จะมีความสามารถขนาดนี้ แค่เสียงคำรามก็สามารถทำให้เฟลมมิ่ง บีตส์ สัตว์อสูรระดับสี่ใกลัวจนเป็ลมได้ กองทัพพันธมิตรรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่ได้กำลังจะเผชิญหน้ากับสุนัขตัวใหญ่ธรรมดาๆ แต่กำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับเจ็ด กลิ่นอายอันตรายรุนแรงมาก ทำให้พวกเขาทุกคนต่างขนลุกขึ้นมา
“ฮ่าๆๆๆ รีบๆ มาดูสิ ไอ้าาโง่ของพวกเ้าใกล้จะตายเพราะโดนสัตว์ล้มทับล่ะ!”
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงหัวเราะจะฝ่ายทหารของเมืองแซมบอร์ด แม้แต่พวกเด็กๆ ที่อยู่ตรงเนินเขาไกลๆ ก็พากันหัวเราะออกมาเสียงดัง เดิมทีพวกทหารที่กำลังตึงเครียดต่างถูกเหตุการณ์ชวนตลกปัดเป่าไปจนหมด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่น่ากลัวเลยสักนิด อาวุธในมือของพวกเขาทุกคนต่างชูขึ้นสูงพลางโห่ร้องออกมาเสียงดัง ขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ซุนเฟยตกตะลึง
สุนัขดี!
เขาลูบหัวสุนัขั์สีดำเบาๆ คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้จะมีทักษะแบบนี้ด้วย เพียงคำรามด้วยความโมโหแค่ครั้งเดียวก็ทำให้ม้านับพันถอยหนีได้ในพริบตา ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาเขาจะประมาทเ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้ไปเสียแล้ว ทันใดนั้นเขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่า ถ้าใช้ ‘น้ำยาฮัลค์’ กับเลี้ยงสัตว์ตัวอื่นๆ พวกมันอาจจะกลายพันธุ์แบบเดียวกับเ้าสุนัขั์สีดำก็ได้? แล้วฝึกฝนจนกลายเป็กองทัพอัศวินสุนัขดำ?
“อันตราย! คุ้มครององค์าา!”
เมื่อเห็นองค์าาตัวเองถูกสุนัขอีกฝ่ายข่มขู่จนหงายหลังล้มลงกับพื้น เหล่าผู้นำเมืองชื่อชุยก็พลันรู้สึกโมโหจนหน้าดำหน้าแดงเหมือนมีคนปาอุจจาระใส่หน้าพวกเขา พวกเขากลัวว่าฝ่ายศัตรูจะฉวยโอกาสนี้สังหาราา จึงออกคำสั่งให้เหล่าทหารยี่สิบนายรีบไปอารักขาฝ่าาทันที าาถูกคุ้มกันจนสามารถกลับมาที่กองทัพตัวเองได้ ใครๆ ก็ดูออกว่าพวกทหารเมืองแซมบอร์ดมองขั้นตอนพาตัวองค์าาจอมอวดดีกลับกองทัพตัวเองเหมือนเป็เื่ตลก
“อาๆๆๆ...สมควรตาย โจมตีมัน สังหารมันเดี๋ยวนี้!”
องค์าาแห่งเมืองชื่อชุยนั่งบนหลังสัตว์อีกตัว อาละวาดออกมาประหนึ่งถูกคนขโมยสิงโตไป เขาชักดาบออกมา กองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ก็พลันวุ่นวายขึ้นมา พวกอัศวินม้าก็พลันกระทุ้งเฟลมมิ่ง บีตส์ให้พุ่งทะยานไปด้านหน้า ในขณะเดียวกันพวกทหารที่ถือโล่และแหลนนับร้อยคนก็พลันกู่ร้องออกมาเสียงดังแล้ววิ่งออกมา
รังสีสังหารแผ่กระจายไปทั่ว
าเริ่มต้นแล้ว
ตูมๆๆๆ!!!
ทหารเมืองชื่อชุยวิ่งออกมาอย่างเป็ระเบียบ จากช้าๆ ค่อยๆ เร็วขึ้น ยิ่งมายิ่งเร็ว พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็พลันสั่นะเื ในบรรดากองทัพพันธมิตร ทหารราบของอาณาจักรชื่อสุ่ยถือว่าดีที่สุด ร่างของพวกเขาสวมชุดเกราะ มือซ้ายถือโล่ มือขวาถือแหลน แหลนสูงกว่าสองเมตร เอียงมุมสามสิบห้าองศา คมแหลนสะท้อนแสงตะวันแววววาว เตรียมจะปาแหลนเพื่อจะทะลวงร่างข้าศึกตรงหน้า
บนทุ่งหญ้าสีเหลือง เหล่าทหารต่างวิ่งทะยานออกมาอย่างเนืองแน่นราวกับน้ำป่าไหลหลาก
เมื่อระยะห่างของทั้งสองฝ่ายลดเหลือเพียงห้าสิบเมตร เป็ระยะที่หอกสามารถโยนได้
บางทีไม่ต้องใช้ให้กองทัพอัศวิน ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ พุ่งเข้ามาก็ได้ แค่ทหารราบหนึ่งร้อยกว่านายก็สามารถจัดการทหารเมืองแซมบอร์ดได้อย่างง่ายแล้ว...พวกเขากำลังต่อสู้กันจริงๆ ใช่ไหม? ช่องว่างทั้งสองฝ่ายใหญ่เกินไปแล้ว!
นี่เป็สิ่งที่เหล่าองค์าาพันธมิตรต่างครุ่นคิด
--------------------
