มันคือพลังใหม่ที่รากฐานของพลังยังคงเป็ลมปราณ ทว่ามันผสานรวมเข้ากับพลังของั จึงไม่ใช่เื่แปลกที่จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าลมปราณทั่วไป
ไม่เคยมีใครผสานลมปราณหลอมรวมเข้ากับพลังของัมาก่อน กระทั่งในความทรงจำของเฒ่าปีศาจยังไม่มี มีความเป็ไปได้ว่ามันอาจไม่เคยเกิดขึ้นในทวีปเฉียนหยวน!
“มันคือพลังของเ้า!” เฒ่าปีศาจมองจูชิงพลางยิ้ม
จูชิงมองแขนขวาของตัวเองด้วยความตื่นเต้น สามอักขระาหลัวโหวเป็แหล่งกำเนิดพลังเพื่อกลั่นหลอมลมปราณของตัวเองขึ้นเป็พลังใหม่
“เ้าจะตั้งชื่อมันว่าอะไร?” เฒ่าปีศาจเอ่ยถาม พลังแบบนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในทวีปเฉียนหยวน จูชิงคิดค้นมันได้เป็คนแรก เขาอาจเป็คนเดียวที่สามารถควบคุมพลังนี้ได้ แน่นอนว่าต้องตั้งชื่อสักชื่อให้กับมัน
“มันเกิดการจากผสานลมปราณกับพลังัเข้าด้วยกัน งั้นเรียกว่าลมปราณัก็แล้วกัน” จูชิงยิ้ม
เฒ่าปีศาจกลอกตา “เรียกตรงๆ อย่างนั้นเลยรึ แต่ก็เอาเถอะ เหมาะสมดี!”
ลมปราณัแข็งแกร่งกว่าลมปราณทั่วไปมากโข แม้ว่าลมปราณในร่างกายของจูชิงจะน้อยกว่าหนึ่งในพันของปริมาณเดิม อีกทั้งยังรวมกันอยู่ที่แขนขวา ทว่าเพลานี้พลังของจูชิงแกร่งกล้ายิ่งกว่าเดิมเป็เท่าทวี!
ลมปราณัในปริมาณที่เท่ากันนั้นแข็งแกร่งกว่าลมปราณปกติหลายสิบเท่า แม้ว่าจะเป็ลมปราณัเล็กน้อยที่แขนขวาแต่ก็สามารถะเิพลังที่เหนือชั้นยิ่งกว่าขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าได้!
“ตอนนี้ขั้นบำเพ็ญเพียรของข้าน่าจะอยู่ในขั้นหลอมกายาหนึ่งชั้นฟ้า แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงนั้นเหนือชั้นกว่าขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้า บางทีอาจทัดเทียมกับขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณ” จูชิงพูดพึมพำ
“พังทลายแล้วสร้างใหม่!” เฒ่าปีศาจถอนหายใจเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น?” หงเชียนว่านวิ่งเข้ามาอย่างตื่นตระหนกเมื่อได้ยินเสียงอึกทึก พอเห็นบ้านที่กลายเป็ซากปรักหักพัง ปากก็อ้ากว้างพอที่จะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟ้า
เขาเพิ่งไปจากที่นี่เพียงหนึ่งก้านธูปเองไม่ใช่หรือ ทำไมจู่ๆ บ้านถึงถล่มลงมาเฉกเช่นนี้เล่า!
แต่สิ่งที่ทำให้หงเชียนว่านใยิ่งกว่าก็คือจูชิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังร่างทั้งร่างอาบชุ่มโชกไปด้วยโลหิต!
หงเชียนว่านหน้าเปลี่ยนสี เขาพบว่าลมปราณของจูชิงเบาบางสุดแสน มิหนำซ้ำขั้นบำเพ็ญเพียรยังถดถอยเหลือแค่ขั้นหลอมกายาหนึ่งชั้นฟ้า
“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย” จูชิงยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นสำหรับหงเชียนว่านแล้วน่าเศร้าใจเกินพรรณนา
หงเชียนว่านบำเพ็ญเพียรมาั้แ่เล็ก เขาตระหนักรู้เป็อย่างดีว่าการทะลวงขั้นพลังแต่ละขั้นพลังต้องใช้ความอุตสาหะมากขนาดไหน
จูชิงสำเร็จเป็ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าด้วยอายุสิบหกปี เรียกได้ว่ามีอนาคตไกลมาก อยู่ดีๆ ขั้นพลังกลับถดถอยเหลือแค่ขั้นหลอมกายาหนึ่งชั้นฟ้า ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเ็ปหัวใจปานใด
เมื่อเกิดความผิดพลาดในการบำเพ็ญเพียร มีความเป็ไปได้สูงที่จะส่งผลต่อการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้า ขั้นบำเพ็ญเพียรของจูชิงในยามนี้ถดถอยลง เขาอาจบำเพ็ญเพียรต่อไปไม่ได้อีกในชั่วชีวิตนี้
จูชิงควรเป็ความหวังของประตูโลกันตร์ สามารถเข้าร่วมเป็ศิษย์ในสำนักหรืออาจกลายเป็ศิษย์ในอันดับพยัคฆ์ได้ ทว่าสิ่งสวยงามเ่าั้ที่รอคอยเขาอยู่กลับหายไปในพริบตาเพียงเพราะอุบัติเหตุครั้งนี้
เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งเดือนก็จะถึงวันประลองระหว่างสำนัก ไม่ว่าจูชิงจะมีพร์เหนือฟ้าปานใดก็ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรเป็ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าได้ในได้ระยะเวลาสั้นๆ
“ข้าควรพูดกับเขาอย่างไรดี?” หงเชียนว่านสูดลมหายใจเข้าลึกพลางส่ายศีรษะ
จูชิงเองก็ส่ายหัวเช่นกัน เขารู้อยู่แล้วว่าหงเชียนว่านจะต้องเข้าใจผิดอย่างแน่นอน แต่จะให้บอกว่าเขาผสานลมปราณกับพลังัก็คงไม่ได้
“เ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่?” หงเชียนว่านมองจูชิงที่ตัวเต็มไปด้วยเื
“ข้าไม่เป็ไร แผลหายหมดแล้ว” จูชิงยิ้มตอบ เืพวกนี้เป็าแที่เกิดจากการผสานพลังั หลังจากผสานพลังเสร็จแผลก็หายเป็ปลิดทิ้ง
พวกศิษย์ประตูโลกันตร์ที่พากันมาดูความครึกครื้นชี้นิ้วไปยังอีกฝั่งหนึ่งเหมือนกำลังพูดถึงจูชิง
จูชิงสร้างความภาคภูมิใจให้กับประตูโลกันตร์เป็อย่างมาก ทุกคนต่างก็คิดว่าเขาจะต้อง่ชิงเกียรติยศมาให้กับประตูโลกันตร์ต่อไปได้อย่างแน่นอน คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้น
“พวกเ้าว่าเกิดเื่อะไรขึ้น เหตุใดถึงได้โชกเืขนาดนั้น?” ศิษย์คนหนึ่งถาม
“ใครจะไปรู้ แต่ข้าว่าไม่ใช่เื่ดีแน่ เ้าไม่เห็นหน้าของศิษย์พี่หงรึ ดำเมี่ยมยิ่งกว่าก้นหม้อเสียอีก” ศิษย์อีกคนหัวเราะยินดีปรีดาในความโชคร้ายของผู้อื่น
“ถ้าเ้าไม่คิดจะเป็ห่วงจูชิงก็เงียบปาก!” หลีโก่วตั้นเหยียดสายตามองศิษย์ผู้นั้น
“ข้าจะดีใจหรือจะเสียใจแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้า?” ศิษย์ผู้นั้นแค่นเสียงหึ
“เฮ้อ!” ไม่รู้ว่าหงเชียนว่านถอนหายใจไปแล้วกี่ครั้ง จูชิงเหลือลมปราณอยู่ในร่างเพียงเล็กน้อย การจะให้ขั้นหลอมกายาหนึ่งชั้นฟ้าเข้าร่วมการประลองระหว่างสำนักนั้นไม่ต่างอะไรกับฆ่าตัวตาย
“ดูเหมือนปีนี้ประตูโลกันตร์ก็ไม่มีหวังอีกแล้วสินะ?” หงเชียนว่านยิ้มอย่างขมขื่น หลังจากปลอบจูชิงอยู่ไม่กี่ประโยคเขาก็เดินจากไป
จูชิงมองบ้านที่เหลือแค่ซากแล้วยิ้มเจื่อน เพิ่งมีบ้านอยู่ไม่ถึงวันก็ต้องกลายเป็คนเร่ร่อนอีกตามเคย!
ครั้นััถึงลมปราณัที่แกร่งกล้ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มปีติพลันผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาเล็กน้อย
หินโลหิตสูบฉีดลมปราณเข้าไปในร่างของจูชิงไม่ขาดสาย หลังจากนั้นัแท้จริงที่เวียนว่ายอยู่ในแขนขวาก็แปรเปลี่ยนเป็ลมปราณักักเก็บไว้ที่ตันเถียนของเขา!
“กลั่นหลอมยากขนาดนี้เชียวรึ!” จูชิงขมวดคิ้ว การกลั่นหลอมลมปราณัหนึ่งเส้นปราณต้องใช้ลมปราณมากกว่าเดิมร้อยเท่า!
ตอนที่อยู่เกาะหลัวโหวไม่รู้ว่าจูชิงกลืนกินของล้ำค่าดึกดำบรรพ์ไปตั้งเท่าไหร่ พลังที่เหลือถูกกลั่นและเก็บเอาไว้ในหินโลหิต จากที่จูชิงเคยลองคิดคำนวณ ลมปราณที่อยู่ในหินโลหิตนั้นมากเพียงพอที่จะทำให้เขาบำเพ็ญเพียรไปจนถึงขั้นหลอมลมปราณ
ทว่าความคิดนั้นพังทลายไปแล้ว แค่ช่วยให้บำเพ็ญเพียรไปถึงขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณได้ก็บุญแล้ว!
ลมปราณหลั่งไหลเข้าไปในร่างกายของจูชิงอย่างต่อเนื่อง ทว่าเพลานี้กายาเปรียบดั่งหลุมลึกไร้ที่สิ้นสุด ไม่ว่าลมปราณจะไหลเข้ามาเท่าไหร่ล้วนถูกผลาญจนหมดในเสี้ยวพริบตา
แม้แต่จูชิงเองก็ไม่รู้ว่าผลาญลมปราณไปมากแค่ไหน กระนั้นแล้วก็ยังไม่เข้าใกล้ขั้นหลอมกายาสองชั้นฟ้า!
“ใช่แล้ว!” ทันใดนั้นประกายแสงแห่งความคิดประจักษ์ในหัว เขานึกขึ้นได้ว่าตัวเองผสานอักขระาหลัวโหวที่ห้าแล้ว ยามนี้น่าจะสามารถมองเห็นสามภาพสุดท้ายที่อยู่ในศิลาผนึกิญญาพิชิต์ได้
เมื่อจูชิงจมดิ่งลงไปในจิติญญาของตัวเอง ศิลาผนึกิญญาพิชิต์สาดแสงโลหิตครั้งหนึ่งก่อนที่ภาพภาพหนึ่งจะมีชีวิตขึ้นมา!
จูชิงเพ่งสายตามองภาพนั้น สัตว์ประหลาดตัวใหญ่คำรามก้องฟ้า ปากของมันกว้างใหญ่คล้ายคลับกับสามารถกลืนกินนภาลัย
ลมปราณมหาศาลจากสี่ทิศทางผสานรวมอยู่ในปากของมัน!
“《วิชาลับกลืนปราณ》!” ตัวอักษรห้าตัวปรากฏบนศิลาผนึกิญญาพิชิต์
จูชิงใจสั่นสะท้าน คราวนี้สิ่งที่บันทึกเอาไว้ในภาพเป็ถึงวิชาลับ!
วิชาลับพบเจอได้ยากยิ่งกว่าวิชากับวรยุทธ์ วิชาลับทุกวิชาล้วนแล้วมีความพิเศษอยู่ในตัวของมันเอง
แน่นอนว่าวิชาลับของศิลาผนึกิญญาพิชิต์จะเป็ของสามัญได้อย่างไร
จูชิงยังคงจำภาพสัตว์ประหลาดกลืนฟ้าตัวนั้นได้อย่างดี มันรวบรวมพลังปราณฟ้าดินได้โดยการอ้าปากเพียงครั้งเดียว ปริมาณมหาศาลเทียบเท่ากับมหาสมุทร!
เฒ่าปีศาจมองศิลาผนึกิญญาพิชิต์อย่างตื่นตะลึง ภายในใจพลันครุ่นคิด พลานุภาพทรงพลังเฉกเช่นนี้เชียวรึ สมกับที่เป็สมบัติแห่งฟ้าดิน!
หากพูดว่าอักขระาหลัวโหว ลมปราณปัดป้อง หลัวโหวยิงตะวันเป็วิชาแยกย่อยของเคล็ดวิชา์าหลัวโหว ดังนั้น《วิชาลับกลืนปราณ》นั้นสามารถเรียกได้ว่าอยู่นอกเหนือจากเคล็ดวิชา์าหลัวโหวแล้ว
เฒ่าปีศาจรู้จัก《วิชาลับกลืนปราณ》ดี ตอนนั้นเขาประมือกับปรมาจารย์ผู้สร้าง《วิชาลับกลืนปราณ》กระทั่งเขาก็ยังแพ้พ่ายราบคาบ พอจักจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งเหนือฟ้าเพียงใด!
แม้แต่เฒ่าปีศาจยังไม่อาจฝึกฝน《วิชาลับกลืนปราณ》 ได้ ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าศิลาผนึกิญญาพิชิต์จะอนุมานมันออกมา ทั้งยังปรับเปลี่ยนให้กลายเป็วิชาลับที่เหมาะสมกับมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ!
“ถึงจะด้อยกว่าปีศาจกลืนฟ้าแต่ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว!” เฒ่าปีศาจคิดในใจ
ทักษะวิชายุทธ์ที่ปรากฏบนศิลาผนึกิญญาพิชิต์จะผนึกลงไปในจิติญญาของจูชิงโดยตรง ใช้เวลาเพียงไม่นานจูชิงก็หยั่งรู้ถึงแก่นแท้ของวิชาลับ
“เป็วิชาลับที่แข็งแกร่งมาก ถ้ามีวิชาลับนี้ก็ไม่ต้องกังวลเื่พลังปราณแล้ว!” จูชิงตาเป็ประกาย!
แม้ว่าจะมีหินโลหิตทว่าหินโลหิตก็ใช่ว่าจะสามารถสร้างลมปราณขึ้นจากมาความว่างเปล่าได้ เพลานี้เขามี《วิชาลับกลืนปราณ》ปัญหานี้ก็ย่อมหมดไป
“ฟืดด!” จูชิงอ้าปากกว้าง พลังปราณในรัศมีสิบจั้งรวมตัวกันหลั่งไหลเข้าไปในร่างกาย ก่อนที่จะถูกหินโลหิตกลั่นหลอมกลายเป็ลมปราณบริสุทธิ์!
“ได้ผล!” แสงจรัสแจ้งสะท้อนในดวงตาของจูชิง!
ทันใดนั้น หลังจากที่ขับเคลื่อน《วิชาลับกลืนปราณ》อีกครั้งกลับพบว่าพลังปราณที่ไหลเข้าสู่ร่างกายกลับน้อยยิ่งกว่าครั้งแรก เพราะว่าพลังปราณในรอบรัศมีสิบจั้งถูกกลืนกินไปจนหมดแล้ว!
เพียงเท่านั้นจูชิงก็เข้าใจแจ่มแจ้ง เขาไม่สามารถกลืนกินพลังปราณได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพราะพลังปราณฟ้าดินต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูระยะหนึ่ง
พอััได้ว่าลมปราณัค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดทีละน้อยจูชิงก็ยิ้มออกมา ถ้าไม่มีอะไรติดขัดเขาก็น่าจะสำเร็จเป็ขั้นหลอมกายาสองชั้นฟ้าได้ในคืนนี้!
“หม่าเทียนเลี่ยง ไอ้ขยะ ไร้ประโยชน์!” ณ ยอดพิพากษา ชวีหลิงเฟิงมองหม่าเทียนเลี่ยงที่ก้มหน้าตัวสั่นอยู่กับพื้นด้วยสายตาเ็า
หม่าเทียนเลี่ยงก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะสบตาชวีหลิงเฟิง เดิมทีเขาคิดว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว เขาเป็ศิษย์ในสำนักการที่จะสังหารศิษย์สามัญง่ายดายไม่ต่างอะไรกับบดขยี้มดปลวก!
แต่มดปลวกนั่นกลับตบบ้องหูเขาถึงสองครั้ง ไม่ใช่แค่ไม่ตายแต่ยังเป็อันดับหนึ่งของการทดสอบศิษย์นอกสำนัก!
“ศิษย์พี่ชวี เป็ความผิดของข้าเอง ได้โปรดให้โอกาสข้าอีกสักครั้ง!” หม่าเทียนเลี่ยงพูดเสียงสั่น
“ได้ ข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้งและจะไม่มีโอกาสเป็ครั้งที่สอง พรุ่งนี้ข้าต้องเห็นศพของมัน ถ้าข้าไม่เห็นศพมันคนที่จะถูกแขวนอยู่บนยอดพิพากษาก็คือเ้า!” ชวีหลิงเฟิงแสยะยิ้ม
พอนึกถึงภาพตนถูกแขวนบนยอดพิพากษาหม่าเทียนเลี่ยงตัวสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้ เขาไม่อยากตายและเขาจะตายไม่ได้ ดังนั้นคนที่ต้องตายก็คือจูชิง!
