บทที่ 5 ยุทธภพนั้นกว้างใหญ่ แต่กระเพาะข้ามันเรียกร้อง!
เกี้ยวไม้สักทองหลังใหญ่ที่บุด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงเืนกหนานุ่มราวกับปุยเมฆ เคลื่อนตัวผ่านประตูหน้าของจวนอ๋องเก้าอันโอ่อ่าอย่างเงียบเชียบดุจิญญา แสงสุริยันยามอัสดงสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องเคลือบสีนิลกาฬ จนเกิดประกายสีทองแดงหม่นสะท้อนเข้าตา บรรยากาศรอบกายช่างเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ราวกับว่าแมกไม้ทุกต้นและก้อนศิลาทุกก้อนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ถูกจัดวางตามหลักฮวงจุ้ยเพื่อข่มขวัญผู้มาเยือนให้หวาดผวา
ข้ากึ่งนั่งกึ่งนอนเอนกายอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเบาะรองนั่งขนเป็ดที่เพิ่งบัญชา ขอไปสดๆ ร้อนๆ มือข้างหนึ่งถือขนมเปี๊ยะไส้กุหลาบที่แอบ หยิบยืม มาจากจวนตระกูลหลินก่อนออกเดินทาง อีกข้างหนึ่งกำลังจิ้มหน้าต่างโปร่งแสงของระบบที่ลอยเด่นเป็สง่าอยู่ตรงหน้า
[ติ๊ง! ยินดีด้วย! ท่านได้ก้าวเข้าสู่ อาณาเขตแห่งอำนาจ: จวนอ๋องเก้า] [ระบบตรวจพบคลื่นพลังงานความริษยาจากข้ารับใช้สตรี 48 นาง และคลื่นความหมั่นไส้รุนแรงจากองครักษ์ 120 นาย] [ภารกิจใหม่: ปลาเค็มเ้าที่] [รายละเอียด: จงปฏิบัติตนให้น่าหมั่นไส้ที่สุด จนไม่มีมนุษย์หน้าไหนกล้าปลุกท่านไปทำงาน] [รางวัล: ทักษะติดตัว รัศมีี้เีครอบจักรวาล (คำอธิบาย: ผู้ใดที่เข้าใกล้ท่านในรัศมี 5 จั้ง (ประมาณ 16 เมตร) จะบังเกิดความรู้สึกอยากลาพักร้อนและล้มตัวลงนอนหลับใหลในทันที)]
"รางวัลนี้สิ... ถึงจะคู่ควรกับสตรีเยี่ยงข้า" ข้ายกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
เมื่อเกี้ยวหยุดเคลื่อนไหว ผ้าม่านแพรไหมถูกเลิกขึ้นโดยสาวใช้สองนางที่ทำหน้าบูดบึ้ง ราวกับเพิ่งกลืนมะระดิบเข้าไปคนละลูก พวกนางใช้สายตาเหยียดหยามกวาดมองข้าั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เหมือนกำลังพยายามค้นหาว่า ขยะ แห่งเมืองเมฆาคล้อยนางนี้มีดีอันใด ถึงได้วาสนามานั่งเกี้ยวส่วนตัวของท่านอ๋องเสด็จมาถึงที่นี่
"ถึงแล้วเ้าค่ะ... คุณหนูหลิน เชิญลงมาเถิด ท่านอ๋องรอท่านอยู่ที่ห้องโถงรับรอง" สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความจิกกัด
ข้าขยับกายอย่างเชื่องช้า แสร้งทำเป็ขาอ่อนแรงปวกเปียกจนต้องให้อาหลินรีบเข้ามาช่วยพยุง
"โอ๊ย... นั่งเกี้ยวนานๆ นี่มันช่างทำเอาปวดเมื่อยแผ่นหลังยิ่งนัก พวกเ้าไม่มีบริการนวดฝ่าเท้าถวายแขกก่อนเข้าเฝ้าท่านอ๋องรึ?"
สาวใช้คนเดิมหน้าตึงเปรี๊ยะขึ้นมาทันควัน
"ที่นี่คือจวนอ๋องเก้าอันสูงส่ง มิใช่หอนางโลมโคมเขียวเ้าค่ะ! โปรดสำรวมกิริยาวาจาด้วย!"
ข้ายกมือขึ้นปัดเส้นผมที่ระต้นคอเบาๆ แล้วปรายตามองนางด้วยสายตาว่างเปล่าดุจมองอากาศธาตุ
"แม่นางเ้าคะ... การสำรวมกิริยาคือมารยาทของผู้ดี แต่การที่คนแปลกหน้าบังอาจมาสั่งสอนข้าทั้งที่ยังมิได้แนะนำตัวเนี่ย... เขาเรียกว่าการสอดรู้สอดเห็น เ้าค่ะ สุภาษิตโบราณท่านว่า สุนัขที่เฝ้าเรือนผู้อื่น มักจะหลงลืมตนไปว่าเป็เพียงสุนัข มิใช่เ้าของเรือน ตกลงเ้าเป็เพียงสาวใช้... หรือเป็มารดาบุญธรรมของท่านอ๋องกันแน่เ้าคะ?"
"เ้า!!!" นางกรีดร้องเสียงแหลม
"จุ๊ๆ... อย่าได้ทำเสียงสูงเยี่ยงนั้นสิเ้าคะ มันทำลายมลภาวะทางเสียงในจวนอันสงบเงียบ" ข้าก้าวเดินอย่างเนิบนาบนวยนาดผ่านหน้าพวกนางไป ทิ้งให้สาวใช้ทั้งสองยืนตัวสั่นงันงกด้วยโทสะจนหน้าเปลี่ยนสีสลับไปมาราวกับกิ้งก่า
จวนอ๋องเก้านั้นกว้างขวางใหญ่โตรราวกับเมืองขนาดย่อม แต่สิ่งที่ทำให้ข้าหงุดหงิดที่สุดมิใช่ความโอ่อ่าหรูหราของมัน แต่คือการที่ ห้องพักของข้าอยู่ห่างจากห้องครัวไปถึงสามเรือนใหญ่!
หลังจากที่ต้องจำทนฟังคำบรรยายกฎระเบียบที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายจาก พ่อบ้านเฉิน ชายชราท่าทางเ้าระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว ผู้มีใบหน้าตึงเครียดราวกับกลืนไม้บรรทัดลงไป ข้าก็ถูกนำตัวมายังเรือนพักที่ชื่อว่า เรือนเมฆาเงียบ ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของจวนท้ายสุด
"ท่านอ๋องกำชับมาว่าคุณหนูหลินโปรดปรานความสงบวิเวก เรือนนี้จึงเหมาะสมที่สุดขอรับ" พ่อบ้านเฉินกล่าวพลางปรายตามองชุดนอนผ้าป่านที่ข้ายังมิได้เปลี่ยนด้วยสายตาตำหนิ
"แต่กระผมหวังเป็อย่างยิ่งว่า รุ่งเช้าพรุ่งนี้คุณหนูจะแต่งกายให้งดงามเหมาะสมกว่านี้ เพราะจำต้องไปคารวะ พระชายาเอก ที่เรือนใหญ่ขอรับ"
ข้าที่กำลังทิ้งตัวลงแผ่หลาบนเตียงไม้แกะสลักอย่างดี (ที่นุ่มนิ่มใช้ได้) ชะงักกึกทันที "พระชายาเอก? ท่านอ๋องมีภรรยาเอกแล้วรึ?"
"ท่านอ๋องเก้ายังมิได้แต่งตั้งพระชายาเอกขอรับ มีเพียงพระชายารอง และเหล่านางสนมชายารูปงามที่องค์ฮ่องเต้พระราชทานมาให้เท่านั้น"
ข้าถอนหายใจยาวเหยียดพลางยกมือกุมขมับด้วยความเพลียจิต
"โอ๊ย... กลิ่นอายแห่งความวุ่นวายลอยมาแต่ไกลเชียว ท่านพ่อบ้านเ้าคะ... ฝากเรียนพวกนางไปว่าข้าจักไม่ไปคารวะผู้ใดทั้งสิ้น ยกเว้นหมอนหนุนกับผ้าห่มคู่ใจ หากพวกนางอยากพบข้า ก็เชิญให้มาหาที่นี่... หลังยามเว่ย (บ่ายโมงถึงบ่ายสาม) นะเ้าคะ ก่อนหน้านั้นข้าติดภารกิจสำคัญ... คือการฝันกลางวันเ้าค่ะ"
พ่อบ้านเฉินขมวดคิ้วมุ่นจนหน้าผากเป็รอยย่นลึก
"นี่มันผิดกฎมณเฑียรบาล..."
"กฎมีไว้ให้คนโง่เขลาปฏิบัติตาม แต่มีไว้ให้คนฉลาดใช้หาช่องโหว่เพื่อหลบเลี่ยงเ้าค่ะ" ข้าโบกมือไล่อย่างรำคาญ
"เชิญท่านกลับไปได้แล้วเ้าค่ะท่านพ่อบ้าน ข้าเริ่มหิวโหยแล้ว และยามที่ข้าหิว... ข้าจะเจรจากับมนุษย์มิรู้ความ"
เมื่อพ่อบ้านเฉินเดินจากไปพร้อมกับความขุ่นเคืองที่อัดแน่นเต็มอก ข้าก็หันไปหาอาหลินที่กำลังจัดสัมภาระ
"อาหลิน... จงไปสำรวจโรงครัวซิว่ามีสิ่งใดพอยาไส้ได้บ้าง ข้าอยากกินอะไรที่มัน รสชาติถึงใจ มิใช่ผักลวกจิ้มเกลือจืดชืดแบบที่พวกขุนนางดัดจริตชอบกินกัน"
ผ่านไปครู่ใหญ่... อาหลินเดินคอตกกลับมาด้วยใบหน้าที่เหมือนจะร้องไห้
"คุณหนูเ้าคะ... ทางโรงครัวแจ้งว่า บัดนี้เลยเวลาสำรับเย็นแล้วเ้าค่ะ หากคุณหนูปรารถนาจะทานสิ่งใด จำต้องรอรุ่งสางพรุ่งนี้ และที่สำคัญ... หัวหน้าแม่ครัวนางประกาศว่า แขกผู้อาศัย ไม่มีสิทธิ์สั่งเมนูตามอำเภอใจเ้าค่ะ!"
ข้าลุกพรวดขึ้นนั่งทันที ความง่วงงุนมลายหายไปเป็ปลิดทิ้ง ถูกแทนที่ด้วยความหิวโหยระดับวิกฤตและความโกรธเกรี้ยวระดับสิบ!
"แขกผู้อาศัย? นี่พวกมันเห็นข้าเป็ผู้อพยพไร้หัวนอนปลายเท้าหรือไร?"
ข้าคว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมทับแบบลวกๆ
"ไปเถิดอาหลิน... ไปสั่งสอนให้พวกมันรู้จักสัจธรรมที่ว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง และหากท้องมิอิ่ม... กองทัพปลาเค็มเยี่ยงข้าจะถล่มโรงครัวให้ราบเป็หน้ากลอง!"
ณ ห้องครัวหลวงกลางจวนอ๋องเก้า
บรรยากาศในโรงครัวที่ควรจะสงบเงียบกลับเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูที่กำลังเคี่ยว หัวหน้าแม่ครัวนามว่า แม่นางฟ่าน สตรีวัยกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ ท่าทางหยิ่งยโสโอหัง กำลังยืนเท้าสะเอวสั่งงานสาวใช้ในครัวอย่างเข้มงวด "จงจำใส่กะลาหัวไว้! สำรับของพระชายารองต้องประณีตงดงามที่สุด ห้ามมีรสเผ็ดร้อนหรือรสจัดจ้านเด็ดขาด! ส่วนที่เหลือก็ทำตามเกรดฐานะของแต่ละเรือน..."
ปัง! ข้าถีบประตูห้องครัวเปิดผัวะเข้าไปด้วยท่าทางที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่สังขารอันบอบบางนี้จะอำนวย
"คารวะทุกท่านเ้าค่ะ! กำลังยุ่งกันอยู่หรือเ้าคะ? พอดีข้าหิวจนไส้กิ่วจักขาดอยู่รอมร่อแล้ว รบกวนขอ ผัดกะเพรา... เอ๊ย ขอเนื้อผัดพริกเสฉวน รสจัดจ้านถึงเครื่อง กับข้าวสวยร้อนๆ สักถ้วยจะได้หรือไม่เ้าคะ?"
แม่นางฟ่านหันขวับมามองข้าด้วยสายตาเ็าดุจน้ำแข็ง
"เ้าคือ... หลินชิงเซวียน? ที่นี่คือห้องครัวหลวงอันศักดิ์สิทธิ์ของจวนอ๋อง มิใช่โรงทานแจกข้าวขอทาน! ข้าแจ้งสาวใช้ของเ้าไปแล้วว่าเลยเวลาตั้งสำรับ และเ้า... ไม่มีสิทธิ์สั่งอาหารนอกเหนือจากรายการที่กำหนดไว้!"
ข้าเดินย่างสามขุมเข้าไปหาหล่อนอย่างช้าๆ หยิบช้อนทองเหลืองมันวาวที่วางอยู่มาควงเล่น
"แม่นางฟ่านเ้าคะ... ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตุใดอาหารฝีมือท่านถึงดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวา แม้จะยังมิได้ลิ้มรส?"
"เ้ากล้าดีเยี่ยงไรมาวิจารณ์รสมือข้า!"
"เพราะ หัวใจ ของท่านมันจืดชืดเยี่ยงไรเล่าเ้าคะ" ข้าใช้ปลายช้อนชี้ไปที่จมูกของนาง "ท่านปรุงอาหารตามตำแหน่งหน้าที่ มิได้ปรุงด้วย จิติญญาแห่งรสชาติ ปราชญ์กล่าวว่า อาหารที่ไร้ิญญา คือยาพิษที่ทำให้ผู้เสพมีอายุขัยสั้นลง ท่านกำลังลอบปลงพระชนม์ท่านอ๋องทางอ้อมด้วยอาหารรสชาติจืดชืดน่าเบื่อพวกนี้อยู่หรือเปล่าเ้าคะ?"
"นังเด็กปากสามหาว! องครักษ์! ลากตัวนางออกไปโบย!"
องครักษ์ร่างั์สองนายเดินอาดๆ เข้ามาหมายจะตะครุบตัวข้า แต่ทว่า... ก่อนที่มือหยาบกร้านจะััโดนปลายแขนเสื้อ จู่ๆ ร่างของพวกเขาก็ทรุดฮวบลงกระแทกพื้นห้องครัวดัง ตึง! สัปหงกศีรษะทิ่มลงไปในตะกร้าผักกาดขาวอย่างพร้อมเพรียงกัน!
[ระบบ: ทักษะ รัศมีี้เีครอบจักรวาล ทำงานสมบูรณ์แบบ!]
ทุกคนในโรงครัวต่างตกตะลึงจนตาค้าง แม่นางฟ่านหน้าซีดเผือดดั่งศพ
"เ้า... เ้าทำวิชามารอันใดกับพวกเขา!"
"อ๋อ... พวกเขาเพียงแค่เพลียจิต กะทันหันน่ะเ้าค่ะ เหมือนที่ท่านกำลังจะเพลียจากการที่ต้องพยายามทำตัวสูงส่งจนเกินงาม"
ข้าเดินตรงดิ่งไปที่เตาไฟ ผลักแม่ครัวคนหนึ่งให้พ้นทาง แล้วคว้าตะหลิวขึ้นมากระชับมั่น
"หลบไปเ้าค่ะ... ประเดี๋ยวปลาเค็มผู้นี้จะแสดงให้ประจักษ์ว่า อาหารที่ทำให้คนปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป รสชาติที่แท้จริงมันเป็เยี่ยงไร!"
ข้าเริ่มลงมือปรุงอาหารด้วยลีลาท่าทางคล่องแคล่วว่องไว กลิ่นหอมฉุนเฉียวของพริกแห้ง กระเทียมสับ และเครื่องเทศสมุนไพร เริ่มฟุ้งกระจายตลบอบอวลไปทั่วโรงครัว มันมิใช่กลิ่นหอมอ่อนๆ ผู้ดีตีนแดงแบบที่พวกขุนนางชอบเสพ แต่มันคือกลิ่นที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนของมนุษย์ให้หิวโหยจนแทบคลั่ง!
ในขณะที่ควันจากพริกกำลังส่งผลให้ทุกคนในครัวต้องจามฮัดชิ้วกันยกใหญ่ เสียงทุ้มต่ำที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
"กลิ่นอันใดกัน... ราวกับมีผู้ใดกำลังลอบวางเพลิงเผาโรงครัวข้าอยู่กระนั้น"
เซียวโม่ ท่านอ๋องเก้า เดินอาดๆ เข้ามาในห้องครัวในชุดลำลองสีนิล ดวงตาคมกริบของเขาฉายแววประหลาดใจเมื่อเห็นข้ากำลังควงตะหลิวผัดกระทะไฟลุกอย่างเมามัน
"ถวายบังคมท่านอ๋อง!" ทุกคนในครัวรีบทิ้งเข่าลงโขกศีรษะ ยกเว้นข้าที่กำลังเร่งไฟในเตาให้แรงขึ้น
"อ้าว ท่านอ๋อง... เสด็จมาพอดีเลยเพคะ สนพระทัยรับ เนื้อผัดพริกปลุกิญญา สักจานไหมเพคะ? รสชาติมันจะเจ็บแสบจัดจ้านดุจคำด่าของหม่อมฉันเลยทีเดียว รับรองว่าเสวยแล้วจะตาสว่าง เห็นความเน่าเฟะของราชสำนักชัดแจ้งขึ้นอีกสิบเท่า!"
เซียวโม่เดินเข้ามาประชิด มองดูเนื้อสัตว์ในกระทะที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันพริกสีแดงสด "เ้าบอกข้าว่าเ้าเกียจคร้าน... แต่การเข้าครัวลงมือเองเยี่ยงนี้ ดูเหมือนเ้าจะขยันขันแข็งมิใช่น้อยนะ"
"การทำเพื่อปากท้องคือข้อยกเว้นอันศักดิ์สิทธิ์เพคะท่านอ๋อง" ข้าตักเนื้อผัดพริกใส่จานกระเบื้องเคลือบ ยื่นส่งให้เขา
"ลองชิมดูสิเพคะ... แล้วท่านจะตระหนักว่า ที่ผ่านมาท่านเสวยขยะอันวิจิตรบรรจง เข้าไปมากเพียงใด"
เซียวโม่รับจานไป หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อชิ้นโตเข้าปาก ท่ามกลางสายตาหวาดวิตกอกสั่นขวัญแขวนของแม่นางฟ่าน ที่เกรงกลัวว่าท่านอ๋องจะกริ้วเพราะรสชาติที่รุนแรงเกินรับไหว แต่ทว่า... หลังจากเคี้ยวไปเพียงสามคำ ดวงตาของเซียวโม่ก็เบิกกว้างเป็ประกายวาววับขึ้นมาทันตาเห็น!
"เผ็ดร้อน... แสบลิ้น... แต่กลับทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามีพลังวังชาอย่างน่าประหลาด!" เขาทอดสายตามองมาที่ข้าด้วยความทึ่ง
"หลินชิงเซวียน... เ้านี่มัน... ตัวอันตรายอย่างแท้จริง"
"อันตรายต่อพระหทัย หรือต่อกระเพาะอาหารเพคะ?" ข้าถามย้อนพลางยิ้มยั่วยวน "ทั้งสองประการ"
เซียวโม่วางตะเกียบลง แล้วหันขวับไปหาแม่นางฟ่านที่ยืนตัวสั่น
"นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เรือนเมฆาเงียบจะมีครัวส่วนตัว และแม่นางฟ่าน... เ้าจงไปเรียนรู้วิธีการปรุงรสชาติจากนาง หากเ้ามิอาจทำรสชาติให้ได้เยี่ยงนี้... ก็จงไสหัวไปเป็สาวใช้ซักล้างเสีย!"
แม่นางฟ่านเข่าอ่อนทรุดฮวบ
"รับทราบ... รับทราบแล้วเพคะท่านอ๋อง!"
ข้าหันไปยิ้มหวานให้เซียวโม่
"ขอบพระทัยสำหรับห้องครัวส่วนตัวนะเพคะท่านอ๋อง แต่มีกฎข้อหนึ่งที่ท่านต้องรับทราบ... หม่อมฉันจะสอนนางแค่เฉพาะวันที่หม่อมฉันไม่ง่วง เท่านั้นเพคะ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว... หม่อมฉันง่วงนอนตลอดเวลาเพคะ"
เซียวโม่หัวเราะในลำคอเบาๆ
"เ้ามันช่าง... ตะกละและเกียจคร้านได้โล่จริงๆ"
"ขอบพระทัยที่ชมเชยเพคะ" ข้าคีบเนื้อเข้าปากตัวเองคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข "ปราชญ์กล่าวว่า คนกินอิ่ม คือคนที่มองโลกในแง่ดี ยามนี้หม่อมฉันอิ่มหนำสำราญแล้ว... โลกใบนี้ช่างน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยเพคะท่านอ๋อง"
ในค่ำคืนนั้น จวนอ๋องเก้าที่เคยเงียบขรึมเคร่งเครียด กลับมีกลิ่นหอมหวลของอาหารรสจัดจ้านลอยฟุ้งไปทั่ว และที่สำคัญที่สุด... ข่าวลือเื่ คุณหนูขยะที่ยึดครองห้องครัวหลวงและตบหน้าแม่ครัวเอก ก็ได้กลายเป็หัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงยิ่งกว่าพริกในกระทะของข้าเสียอีก
ข้ากลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มนิ่ม หลับตาพริ้มลงพร้อมกับความพึงพอใจ
[ติ๊ง! ภารกิจ ยึดครองห้องครัวหลวง สำเร็จ!] [ได้รับแต้มปลาเค็ม: 3,000 แต้ม] [ท่านได้รับไอเทมระดับแรร์: เครื่องเทศสยบมาร (สรรพคุณ: เพียงเหยาะใส่ในอาหารเล็กน้อย จะทำให้ผู้ที่รับประทานพรั่งพรูความจริงในใจออกมาจนหมดเปลือกโดยมิรู้ตัว!)]
"หึๆ... ช่างน่าสนุก..." ข้ายิ้มมุมปากอย่างชั่วร้ายในความมืด
"พรุ่งนี้หากพระชายารองหน้าไหนบังอาจมาหาเื่ข้าถึงเรือน... ข้าจะจัดเลี้ยง มื้อเที่ยงมรณะ ให้ชุดใหญ่ไฟกระพริบเลยคอยดู!"
