หนึ่งชั่วยามให้หลัง
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยค้นหาตามกลิ่นคาวเื พบสัตว์ประหลาดหลายตากับผู้ฝึกตนสามคนอย่างรวดเร็ว
เวลานี้ สัตว์ประหลาดหลายตากำลังโรมรันกับผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน่ปลายสองคน บนิัสีเขียวหยกมีแผลเพิ่มขึ้นหลายแผล เทียบกับหนึ่งชั่วยามก่อน ดูสะบักสะบอมขึ้นเยอะ
ส่วนผู้ฝึกตนแคว้นหลันสุ่ยสามคนก็ไม่ได้ดีไปกว่าเท่าไรนัก คนที่ระดับสร้างรากฐาน่กลางตายไปแล้ว ศพล้มอยู่ใต้ต้นไม้ด้านข้าง เหลือเพียงระดับสร้างรากฐาน่ปลายสองคน คนหนึ่งคือคนตัวโตที่ถูกสัตว์ประหลาดหลายตากัดแขนขาดข้างหนึ่ง ส่วนอีกคนคือผู้ฝึกตนผอมแห้งที่โวยวายก่อนหน้านี้ ตอนนี้มีาแทั่วร่าง หน้าอกมีแผลยาวประมาณครึ่งแขนรอยหนึ่งเืทะลักออกมา ส่งกลิ่นคลุ้งคาว ดูสะบักสะบอมอย่างหนัก
“สหายผู้ฝึกตนทั้งสอง ช่วยด้วย ช่วยด้วย!” คนตัวโตเห็นหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยปรากฏตัวอีกครั้งก็ดีใจทันที ะโขอความช่วยเหลือจากพวกเขาพลางพยายามขวางการโจมตีของสัตว์ประหลาดหลายตา
“พวกเ้าเอาอะไรมาจากถ้ำของสัตว์ประหลาดหลายตา?” หลิ่วเทียนฉีมองคนตัวโตที่ขอความช่วยเหลือพลางถามด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“นี่ นี่...” พูดถึงตรงนี้ คนตัวโตหดคอ ชำเลืองมองผู้ฝึกตนผอมแห้งที่อยู่ข้างกาย
“ศิลาแสงดาว ศิลาแสงดาวขั้นสี่ หากพวกเ้าช่วยพวกเราสลัดสัตว์อสูรตัวนี้หลุด ข้าจะมอบศิลาแสงดาวให้” ผู้ฝึกตนชายผอมแห้งมองมาทางทั้งสองคนแล้วะโบอก
“ศิลาแสงดาว?” เฉียวรุ่ยได้ยินเื่นี้ก็ดีใจถึงขนาดกะพริบตาติดกันหลายที
ศิลาแสงดาวขั้นสี่ วัตถุดิบชั้นดีในการหลอมสร้างอุปกรณ์อาคมสายอัคคีขั้นสี่มิใช่หรือ? อยากได้สิ่งใด สิ่งนั้นก็มาจริงๆ!
“โยนศิลาแสงดาวมาสิ!” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสองคนที่ถูกสัตว์ประหลาดหลายตาล้อมโจมตี เอ่ยสั่งเสียงเ็า
ก่อนหน้านี้ ผู้ฝึกตนผอมแห้งอวดดีและกำแหงยิ่งนัก เขาจึงไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่ายเท่าไร
“เ้าต้องช่วยพวกเรากำจัดสัตว์อสูรก่อน ข้าถึงจะมอบศิลาแสงดาวให้เ้า!” ผู้ฝึกตนชายผอมแห้งที่กำลังจะต้านทานไม่ไหวมองมาทางเขาอีกทีหนึ่งก่อนะโบอก
“ไม่ได้ เ้าต้องมอบศิลาแสงดาวให้ข้าก่อน ไม่เช่นนั้น พวกเราจะไม่ลงมือ!” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสองคนสู้กับสัตว์อสูรไม่หยุด พูดอย่างไม่สงสารสักนิด
“เ้าเห็นข้าเป็คนโง่หรือ? หากข้าให้เ้า เ้ายังจะสนความเป็ความตายของข้าอีกหรือ?” ผู้ฝึกตนผอมแห้งถลึงตามอง ส่งเสียงคำราม
“ตอนนี้ไม่ให้พวกเราก็ไม่เป็ไร อีกประเดี๋ยวพวกเ้าถูกสัตว์ประหลาดหลายตาสังหาร พวกเราค่อยสังหารมัน เท่านี้ก็ได้ศิลาแสงดาวมาแล้ว และหากเป็เช่นนี้อาจง่ายกว่านิดหน่อยกระมัง!” หลิ่วเทียนฉีมองพวกเขาสู้สุดชีวิต เือาบทั่วร่างจึงบอกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
อย่างที่พูดกันว่านกปากซ่อมสู้กับหอยกาบ ชาวประมงได้ประโยชน์ อันที่จริง สองคนนี้ให้หรือไม่ให้ล้วนไม่มีผล ขอแค่พวกเขาตาย สิ่งของก็ไม่มีทางเป็ของพวกเขาอีกต่อไป
“เ้า!” ผู้ฝึกตนผอมแห้งได้ยินคำตอบแสนเ็าและโหดร้ายเช่นนี้จึงกัดฟันอย่างเคียดแค้น
“ศิษย์พี่เฝิง ถ้าอย่างนั้น พวกเรามอบศิลาให้พวกเขาไหมขอรับ?” คนตัวใหญ่มีสีหน้าวิงวอน มองเขาพลางหารือ เขาทานไม่ไหวแล้วจริงๆ นะ!
บุรุษผอมแห้งกัดฟันแน่น เอาศิลาสีแดงเพลิงออกมาโยนมาให้หลิ่วเทียนฉีที่อยู่อีกด้าน
เฉียวรุ่ยยื่นมือไปรับศิลาที่อีกฝ่ายโยนมาด้วยสีหน้าดีใจ
เห็นศิลาตกอยู่ในมือเฉียวรุ่ยแล้ว สัตว์ประหลาดหลายตาก็หันหน้ามา มองไปทางเฉียวรุ่ยอย่างโกรธแค้น
“เฮอะ!” หลิ่วเทียนฉีหรี่ตา แค่นเสียงอย่างดูแคลน อำนาจกดดันระดับดวงปราณกดเข้าใส่สัตว์ประหลาดหลายตาตัวนั้นโดยตรง
ดวงตาสองดวงบนกระหม่อมกะพริบปริบๆ สัตว์ประหลาดหลายตาหวาดกลัวจนหดคอ บ่ายหน้าวิ่งตึงๆ หนีไป
เฉียวรุ่ยเห็นสัตว์ประหลาดหลายตางุ่มง่ามแต่ปฏิกิริยาฉับไว ใช้สี่ข้าพร้อมกัน วิ่งเร็วเสียยิ่งกว่ากระต่าย เขาก็ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ
“เ้าตัวนี้ รู้ตัวดีเอาการนะ!”
“ระดับครึ่งก้าวดวงปราณมีสติปัญญาอยู่แล้ว!” หากเป็สัตว์อสูรบางตัวที่พลังต่ำหน่อย คงไม่มีทางฉลาดปานนี้ แต่พลังเ้าตัวนี้ไม่อ่อนแอ เมื่อมันััได้ถึงอันตรายจึงอยากหนีให้สิ้นเื่ทันที
“ก็จริง!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“ไปกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีมองศิลาที่อยู่ในมือคนรักทีหนึ่ง ยกมุมปากอย่างพึงพอใจ
มีศิลาแสงดาวก้อนนี้ หลังจากพวกเขาออกจากแดนลับก็ไปหานักหลอมอุปกรณ์ขั้นสี่สักคน ทีนี้ก็หลอมร่มหมื่นตะวันของเสี่ยวรุ่ยขึ้นใหม่ได้แล้ว
“หยุดนะ!” ผู้ฝึกตนผอมแห้งแซ่เฝิงเดินเข้ามาขวางทางไป
“ยังมีเื่ใดอีกหรือ?” หลิ่วเทียนฉีเงยหน้า ชำเลืองมองอีกฝ่าย
“คืนศิลาแสงดาวให้ข้าสิ?” อีกฝ่ายเรียกร้องศิลาแสงดาวเหมือนมีเหตุผลนัก
“เฮ้ เ้าคนนี้ ต้องพูดจากลับกลอกเช่นนี้ด้วยหรือ? เ้าพูดเองชัดๆ ว่าหากพวกเราช่วยพวกเ้าสลัดสัตว์ประหลาดหลายตาได้ เ้าจะมอบศิลาให้พวกเรา ตอนนี้มันหนีไปแล้ว เ้ากลับคิดเอาศิลาคืนไปอีก?” เฉียวรุ่ยมองอีกฝ่าย สีหน้าไม่อยากเชื่อ
ทำอะไรน่ะ นี่คือข้ามแม่น้ำรื้อสะพานหรือ? เ้าสารเลวน่าชัง!!!
“สัตว์ประหลาดหลายตาหนีไปเองไม่เกี่ยวกับพวกเ้า คืนศิลาแสงดาวให้ข้าเสีย!” อีกฝ่ายพูดเต็มปากเต็มคำ เรียกร้องเอาศิลาต่อ
“ศิษย์พี่เฝิง!” คนตัวโตอ้าปากเรียกเสียงเบา
สัตว์ประหลาดหลายตาที่ดุร้าย ทั้งยังครองความเหนือกว่าไม่น่าจะหนีไปอย่างไร้สาเหตุ เขาคิดว่าเื่นี้ต้องเป็การกระทำของสหายผู้ฝึกตนสองคนนี้แน่นอน
“คืนศิลาแสงดาวให้ข้า ไม่เช่นนั้น อย่าโทษข้าว่าไม่เกรงใจพวกเ้า!” ผู้ฝึกตนผอมแห้งหรี่ตามองหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย ข่มขู่เสียงเ็า
หลิ่วเทียนฉีได้ยินเข้าพลันหรี่ตาลง สันดานมนุษย์นี่ชั่วร้ายเสียจริง บางทีเขาน่าจะรอ รอหลังสองคนนี้ตายค่อยสังหารสัตว์ประหลาดหลายตานั่น เช่นนี้คงไม่ลำบาก
“เฮ้ย เ้านี่ มียางอายหรือไม่ฮะ หากไม่ใช่พวกเรา เ้าคิดว่าสัตว์ประหลาดหลายตาจะหนีไปเองหรือ? คิดเอาศิลาแสงดาวจากพวกเราตอนนี้ เ้ามันข้ามแม่น้ำรื้อสะพานชัดๆ!” เฉียวรุ่ยถือศิลาแสงดาวไว้ในมือ ไม่มีทางมอบให้อีกฝ่าย
“เ้ากล้าไม่คืนให้ข้าหรือ?” ผู้ฝึกตนผอมแห้งเผยสีหน้าโกรธแค้นบิดเบี้ยว ใช้กระบี่วิเศษในมือชี้เฉียวรุ่ยอย่างเย่อหยิ่ง ตั้งท่าจะเข้ามาแย่งชิง
“เฮอะ!” หลิ่วเทียนฉีแค่นเสียง สะบัดมือคือหนึ่งหมัด ต่อยเข้าใส่อีกฝ่ายทันที
เงาหมัดสีขาวหมัดหนึ่งส่องแสงสายแล้วสายเล่าจนแสบตา ต่อยเข้าใส่ผู้ฝึกตน
“ปัง...” ผู้ฝึกตนถูกต่อยปลิวออกไปยี่สิบกว่าเมตรอย่างรวดเร็ว ร่วงลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง
“ศิษย์พี่เฝิง ศิษย์พี่เฝิง...” คนตัวโตวิ่งเข้าไปตรวจดู พบว่าผู้ฝึกตนชายผอมแห้งไม่หายใจแล้ว!
“เ้า เ้า?” คนตัวโตหันกลับมามองหลิ่วเทียนฉีที่เดินมาถึงข้างกาย สีหน้าซีดเผือดดุจกระดาษ หัวเข่างอทีหนึ่งทรุดยวบลงกับพื้นโดยพลัน ดวงตาสองข้างที่มองตอบเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หมัดเดียว หมัดเดียวก็สังหารศิษย์พี่เฝิงระดับสร้างรากฐาน่ปลาย ที่ขนาดสัตว์ประหลาดหลายตามีระดับครึ่งก้าวดวงปราณยังทำอันใดไม่ได้ ผิดกับอีกฝ่ายที่ทำได้ หรือ หรืออีกฝ่ายเป็ระดับดวงปราณกัน
ถูกต้อง ต้องเป็เช่นนี้แน่ ไม่เช่นนั้น สัตว์ประหลาดหลายตาคงไม่วิ่งหนีไปอย่างหวาดกลัวเช่นนั้น สัตว์อสูรล้วนมีสัญชาตญาณ วิ่งหาเื่ดีหรือวิ่งหนีเื่ร้าย นอกจากนี้ พลังของมันสูงปานนั้นย่อมไม่โง่แน่
น่าขำนัก พวกเขามนุษย์ตัวเป็ๆ สองคนกลับฉลาดสู้สัตว์อสูรตัวเดียวไม่ได้ แถมยังััไม่ได้อีกว่าอีกฝ่ายเป็บุคคลที่ร้ายกาจเช่นนี้
“ข้าให้ตัวเลือกเ้าสองทาง ทางที่หนึ่งทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ทางที่สองสาบานต่อมารในใจ!” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายอย่างเ็า บอกเสียงเย็นเยียบ ดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร แต่ไหนแต่ไรเขาไม่ใช่คนดีอะไร ฆ่าคนปิดปากน่ะ ชีวิตก่อนตอนเป็มือสังหารก็ทำมาไม่น้อย
“ข้าสาบาน ข้าจางอันสาบานต่อมารในใจ วันนี้สิ่งใดข้าล้วนไม่เห็น สิ่งใดข้าล้วนไม่ได้ยิน ข้าไม่เห็นผู้าุโทั้งสองท่าน ไม่เห็นว่าใครสังหารเฝิงชิง หากข้าบอกเื่ที่เฝิงชิงถูกฆ่ากับตระกูลเฝิง ขอให้ข้ากายาิญญาแตกดับ ิญญาแตกสลาย” คนตัวโตชูสามนิ้ว รีบร้อนสาบาน
“ไสหัวไป!” หลิ่วเทียนฉีเห็นแสงสีแดงเส้นหนึ่งบินเข้าไปกลางหว่างคิ้วของคนตัวโต คำสาบานสัมฤทธิ์ผลก็บอกอีกครั้ง
“ขอรับ ขอรับ!” คนตัวโตพยักหน้า ล้มลุกคลุกคลานขึ้นจากพื้น หนีไปโดยไม่หันกลับมามอง
เห็นคนตัวโตวิ่งทุลักทุเลไป เฉียวรุ่ยก็ส่ายศีรษะอย่างขบขัน เดินเข้าไปดึงแหวนมิติของเฝิงชิงกับผู้ฝึกตนอีกคน จากนั้นเอาศพทั้งสองร่างวางไว้ด้วยกัน ก่อนจุดไฟกองหนึ่งเผาจนเกลี้ยง
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยออกจากแถบนี้ เดินไปข้างหน้าอีก่หนึ่ง กระทั่งฟ้ามืดถึงตั้งกระโจมพักผ่อน
เฉียวรุ่ยเอาของในแหวนมิติสองวงออกมา ทำลายแหวนมิติสองวงนั้นเสีย
“ฮึๆ เฝิงชิงคนนี้ร่ำรวยจริงเชียว!” เห็นในแหวนมิติของเฝิงชิงมีศิลาทิพย์ห้าหมื่นก้อน และยังมีโอสถ สมบัติวิเศษ อุปกรณ์อาคมไม่น้อย อดกระพริบตาปริบๆ ไม่ได้ คิดในใจว่าเขากับเทียนฉีกำลัง้าโอสถพอดีเชียว!
“ตอนนี้พวกเราเป็ผู้ฝึกตนระดับดวงปราณ ผลที่โอสถขั้นสามมีต่อพวกเราจะด้อยลงมาก สมบัติวิเศษกับอุปกรณ์อาคมขั้นสามเหล่านี้ เกรงว่าอาจไม่ต้องใช้” หลิ่วเทียนฉีมองสมบัติ พบอย่างน่าหงุดหงิดว่านอกจากศิลาทิพย์ ของสิ่งอื่นคล้ายไม่มีประโยชน์อันใด
“ไม่ต้องกลัวหรอก ของไม่มีประโยชน์ก็เอาไปขายได้ รอหลังพวกเราออกจากแดนลับก็เอาของพวกนี้ไปขาย เปลี่ยนเป็ศิลาทิพย์ก็ได้แล้ว!”
“ดี!” เื่นี้ หลิ่วเทียนฉีไม่มีความเห็น!
“เทียนฉี เ้าว่าทำไมสมบัติวิเศษ สัตว์อสูรและสมุนไพรทิพย์ขั้นสี่ถึงมีน้อยปานนี้?” ก่อนหน้านี้ บนเขาแสงทองยังหาสมุนไพรทิพย์ขั้นสี่พบอยู่ต้นสองต้น แต่เมื่อออกจากเขาแสงทอง หลายวันมานี้กลับหาสมุนไพรทิพย์ขั้นสี่แทบไม่พบ
“ฮ่าๆ สมุนไพรทิพย์ สมบัติวิเศษขั้นสี่ล้วนล้ำค่าที่สุด และแดนลับแห่งนี้เปิดออกหนึ่งร้อยปีต่อครั้ง ของดีบางอย่างอาจถูกผู้ฝึกตนก่อนหน้านี้ได้ไปจึงไม่งอกเงยขึ้นมาอีก ดังนั้น ยิ่งจำนวนครั้งที่แดนลับเปิดออกมากเท่าไร สมบัติวิเศษยิ่งน้อยลงเท่านั้น!”
“อืม ก็จริง!”
“อย่าละโมบนักเลย พวกเราหาอุกกาบาตทองซึ่งเป็โชควาสนาใหญ่ได้ ก็นับว่าเป็ผู้ชนะมากที่สุดในแดนลับครั้งนี้แล้ว!” อุกกาบาตทองเป็โชควาสนาของพระเอก นางเอกและนางเอกคนที่สองเชียวนะ นั่นเป็โชควาสนาที่ดีที่สุดในแดนลับคราวนี้
พูดไปก็ไม่ได้พบทั้งสามคนมายี่สิบห้าปีแล้ว ไม่รู้ว่าหลังเสียโชควาสนาใหญ่หลวงครั้งนี้ไป พวกเขาจะหาโชควาสนาอื่นพบ เลื่อนเป็ระดับดวงปราณได้หรือไม่ หรือยังคงติดอยู่พลังวัตรก่อนหน้า หยุดอยู่กับที่ไม่ก้าวหน้าเหมือนเดิม!
“คิกๆๆ...” เฉียวรุ่ยได้ยินคนรักเอ่ยเช่นนี้ก็หัวเราะอย่างเขินอาย อย่างไรเขาก็ละโมบเกินไปจริงๆ สินะ?
เห็นรอยยิ้มน่ารักไร้เดียงสานั่น หลิ่วเทียนฉีรีบก้มศีรษะขโมยจูบของอีกฝ่ายทีหนึ่ง
