บทที่ 13 สัตว์เทพพิทักษ์ธรรม
ภายในลานเรือน เหล่าศิษย์ทุกคนต่างมารวมตัวล้อมวงกัน แม้แต่หยางเจวี๋ยติ่งก็ยังมายืนต่อแถวหลังสุด เขย่งเท้าชะเง้อมองเข้าไปข้างใน
หลี่ชิงชิวนั่งยองๆ อยู่ท่ามกลางกลุ่มศิษย์ เบื้องหน้าของเขาบนพื้นมีรังนกวางอยู่รังหนึ่ง ภายในมีลูกนกอินทรีสามตัวและไข่นกอินทรีอีกสองฟอง
ลูกนกอินทรีทั้งสามมีขนสีเทาเข้มปกคลุมทั่วกาย ดูจากลักษณะของจะงอยปากก็พอจะมองออกถึงความสง่างามยามเติบโต พวกมันยังเยาว์วัยนัก บินยังไม่เป็ ได้แต่ส่งเสียงร้องจิ๊บๆ อยู่ในรังพลางเบียดกันไปมา โดยมีเศษเปลือกไข่ที่พวกมันเพิ่งฟักออกมาวางอยู่ข้างๆ
จางยวี่ชุนกำลังเล่าถึงสถานที่ที่เขาไปพบรังนกอินทรีนี้มา
ที่แท้ก่อนหน้านี้ตอนลงเขาไป จางยวี่ชุนได้หาซื้อตำราสมุนไพรมาสองสามเล่มเพราะอยากจะเรียนรู้วิชาแพทย์ไว้บ้าง เขาจึงขึ้นเขาไปตามหาตัวยาตามตำรา จนบังเอิญไปพบรังนกอินทรีนี้อยู่ที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง
เขาเล่าเหตุการณ์เสียระทึกขวัญจนเหล่าศิษย์น้องต่างพากันร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นเป็ระยะ
หลี่ชิงชิวมองดูลูกนกเหล่านี้ พลางนึกถึงหัวข้อ ‘สัตว์เทพพิทักษ์ธรรม’ ในแผงหน้าจอมรดกเต๋า ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถนำพาพวกนกอินทรีเหล่านี้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียนได้หรือไม่
“อาจารย์ขอรับ แล้วพ่อแม่ของพวกมัน ท่านได้พบเห็นบ้างหรือไม่?”
หวงซาน ศิษย์เอกของจางยวี่ชุนเอ่ยถาม เขาเป็พี่ใหญ่ในบรรดาศิษย์ใหม่ทั้งเจ็ดคน ปัจจุบันอายุสิบสามปี และกลายเป็ผู้นำในกลุ่มเล็กๆ ไปแล้ว แม้จะยังไม่สามารถกลั่นปราณิญญาออกมาได้ ทว่าพร์เชิงยุทธของเขานับว่าไม่เลว และมีฝีมือดีที่สุดในบรรดาศิษย์ใหม่ทั้งเจ็ด
จางยวี่ชุนส่ายหน้า “ไม่พบ หากพบเข้า เื่คงไม่ง่ายดายเช่นนี้”
หลี่ชิงชิวลุกขึ้นยืนพลางยิ้มกล่าว “ทำได้ดีมาก เลี้ยงพวกมันไว้ให้ดี โดยเฉพาะไข่สองฟองนั้น พยายามฟักออกมาให้ได้ ต่อไปจะให้พวกมันเป็ ‘สัตว์พิทักษ์สำนัก’ ของสำนักชิงเซียว วันหน้าชาวยุทธเห็นอินทรีที่ไหนจะได้รู้ว่าคนของสำนักชิงเซียวมาถึงแล้ว และพากันหลีกทางให้ มิเท่ะเิไปเลยรึ?”
สิ้นคำกล่าวนี้ ดวงตาของเหล่าศิษย์พลันเป็ประกาย แม้แต่เจียงจ้าวเซี่ยเองสายตาที่มองลูกนกเ่าั้ก็ยังแปรเปลี่ยนเป็ร้อนแรงขึ้นมา
หยางเจวี๋ยติ่งอดไม่ได้ที่จะขัดคอว่า “อินทรีมิใช่สุนัขนะ จะสยบมันได้ง่ายๆ ได้อย่างไร พอพวกมันโตขึ้นย่อมต้องบินหนีไปแน่นอน”
“ดังนั้นจึงต้องพยายามหาทางดู หากทำสำเร็จย่อมดีที่สุด” หลี่ชิงชิวกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
ชีวิตบนเขานี้นอกจากฝึกวิชาแล้วก็แทบไม่มีความบันเทิงอื่นใด การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้สักหน่อยก็นับว่าไม่เลว
เหล่าศิษย์เริ่มถกเถียงกันต่อตามแนวทางที่หลี่ชิงชิววางไว้
หลี่ชิงชิวนั่งฟังไปพลาง ช่วยแนะแนวทางความคิดสร้างสรรค์ให้พวกเขาไปพลาง
สำนักชิงเซียวในตอนนี้จืดชืดเกินไป จำต้องให้เหล่าศิษย์มีความคิดสร้างสรรค์ เหมือนที่จางยวี่ชุนเริ่มศึกษาวิชาแพทย์และพารังนกอินทรีกลับมา
คุยไปคุยมา หลี่ชิงชิวก็รู้สึกว่าตนควรจะวางระเบียบแบบแผนให้สำนักชิงเซียวเสียที
เช่น ในทุกๆ เดือน เขาและศิษย์น้องทั้งหกควรจะมีการประชุมใหญ่อย่างเป็ทางการ เพื่อวางแผนการพัฒนาในเดือนถัดไป จะปล่อยให้เป็ไปตามยถากรรมไม่ได้ สิ่งนี้ยังช่วยปลูกฝังแิการเป็ ‘ผู้บริหารระดับสูง’ ให้แก่เหล่าศิษย์น้องด้วย
ส่วนเื่วรยุทธ ก็ควรแบ่งศิษย์ออกเป็สำนักวิชาที่แตกต่างกัน เพื่อให้วรยุทธของสำนักชิงเซียวแตกกิ่งก้านสาขาออกไปในอนาคต
สำหรับศิษย์ที่บำเพ็ญเซียนได้ ก็จัดให้เป็ ‘หน่วยรวมพลยอดฝีมือ’ ของสำนักไป เพราะอย่างไรเสียรางวัลมรดกเต๋าจากการที่สมาชิกเริ่มแรกทุกคนเป็นักบำเพ็ญเซียนก็ได้มารับไปแล้ว
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการวางรากฐานสำนักชิงเซียวให้มั่นคง
งานบริหารภายในต้องมีกฎเกณฑ์ งานคลังต้องมีการวางแผน! ทรัพยากรต้องมีการพัฒนาในระยะยาว! ต้องเริ่ม ‘เปิดป่าทำไร่’ (ถากถางพื้นที่) กันแล้ว!
ยิ่งหลี่ชิงชิวคิดก็ยิ่งพบว่ามีงานต้องทำมากมาย จนรู้สึกว่าเวลาช่างกระชั้นชิดนัก ที่ผ่านมาเขาปล่อยปละละเลยเกินไปจริงๆ
ในคืนนั้น หลี่ชิงชิวเรียกศิษย์น้องทั้งหกมาประชุมที่ห้องของตน แม้อู๋หมานเอ๋อร์จะดูบื้อใบ้ หลี่ซื่อเฟิงและหลี่ซื่อจิ่นจะยังเยาว์วัย ทว่าหลี่ชิงชิวก็ยังให้พวกเขามาร่วมด้วย
ทั้งเจ็ดคนยิ่งคุยยิ่งตื่นเต้น แม้แต่เจียงจ้าวเซี่ยยังเสนอความคิดเห็นที่มีประโยชน์ออกมามากมาย
หลังจากแยกย้าย พวกเขาก็กลับห้องไปประชุมย่อยกับศิษย์ในปกครองของตนต่อ คืนนั้นทั่วทั้งสำนักชิงเซียวต่างวุ่นวายกันจนดึกดื่น เช้าวันรุ่งขึ้นตอนมาฝึกซ้อมยามเช้า หลายคนจึงมีรอยคล้ำใต้ตาอย่างเห็นได้ชัด
หยางเจวี๋ยติ่งยืนอยู่บนยอดเขา ยืดเส้นยืดสายพลางก้มมองเหล่าศิษย์สำนักชิงเซียวเบื้องล่างที่ดูเต็มไปด้วยพลังชีวิต ในใจของเขาบังเกิดความรู้สึกเปี่ยมล้น
เขารู้สึกได้ทันทีว่าในอีกสิบปีข้างหน้า สำนักชิงเซียวจะต้องชื่อเสียงระบือหล้า ขุมกำลังจะขยายใหญ่โตจนเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
บางที... เขาเองก็ควรจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มากกว่านี้
เมื่อคิดตก หยางเจวี๋ยติ่งจึงตัดสินใจว่าจะตั้งใจบ่มเพาะศิษย์ทั้งเจ็ดคนที่มาจากหมู่บ้านอย่างจริงจัง คนเหล่านี้จะต้องกลายเป็เสาหลักของสำนักชิงเซียวในอนาคตแน่นอน ส่วนสวี่หนิงนั้น ต่อให้เขาอยากจะสอนนางเพียงใดก็ทำไม่ได้ เพราะเด็กหญิงผู้นั้นฟังคำสั่งของหลี่ชิงชิวเพียงคนเดียว
วันเวลาผ่านไป พื้นที่กิจกรรมของเหล่าศิษย์เริ่มขยายกว้างขึ้น ลำพังแค่การฝึกยุทธภายในลานเรือนทั้งสามไม่เพียงพอต่อความ้าของพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาเริ่มออกไปฝึกวิชาในป่าตีนเขา โดยมีหยางเจวี๋ยติ่งคอยชี้แนะทีละคน
ท่าทีที่เปลี่ยนไปของหยางเจวี๋ยติ่งทำให้หลี่ชิงชิวพึงพอใจและเริ่มมองเขาในทางที่ดีขึ้นมาก
...
เวลาผ่านไปราวพริบตา สามเดือนก็ล่วงเลยไป อากาศเริ่มร้อนระอุ หลี่ซื่อเฟิงจอมซนกำลังนอนพักอยู่ใต้ร่มไม้ จิตใจว้าวุ่นจนยากจะสงบสมาธิได้
ที่แห่งนี้อยู่ตรงกึ่งกลางูเา ห่างจากสำนักบนยอดเขาราวสองร้อยจาง เขาแอบมาฝึกวิชาเพียงลำพังตามคำกำชับของศิษย์พี่ใหญ่ ว่ายามฝึก ‘วิชาวายุกัมปนาท’ ห้ามให้หยางเจวี๋ยติ่งและคนอื่นๆ เห็นเด็ดขาด
หลี่ซื่อเฟิงฝึกวิชาวายุกัมปนาทมาครึ่งเดือนแล้ว ทว่ายังจับจุดสำคัญไม่ได้เลย จนเขาเกือบจะอยากถอดใจไปเสียแล้ว
“ไม่ได้ฝึกนี่มันสบายกว่าเยอะเลยน้า”
หลี่ซื่อเฟิงในวัยเยาว์ใช้มือประสานท้ายทอยพลางถอนหายใจออกมาจากใจจริง เขานั่งไขว่ห้าง ขยับเท้าไปมาไม่หยุด
เขารู้สึกว่าชีวิตตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไร้กังวล ในแต่ละวันมีเื่ที่อยากทำเต็มไปหมด
วันนี้เขาตั้งใจว่าจะไปรื้อรังหนู เพราะเ้าหนูั์ตัวที่เคยเจอคราวก่อนมันหนีไปได้ เขาจำฝังใจนัก
ทันใดนั้น เสียงสนทนาจากที่ไกลๆ ก็แว่วมา หลี่ซื่อเฟิงดีดตัวลุกขึ้นนั่ง เพ่งมองไปเห็นร่างคนสองร่างกำลังเดินตรงมาแต่ไกล เป็คนแก่หนึ่งคนเด็กหนึ่งคน สภาพดูฝุ่นตลบมอมแมม กำลังแหวกพงหญ้าตามทางขึ้นมา
“เอ๊ะ? ตรงนั้นมีเด็กอยู่คนหนึ่งด้วย!”
เด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านที่เดินนำหน้าชี้มาทางหลี่ซื่อเฟิงพลางร้องอุทาน ส่วนชายชราที่ตามหลังมารูปร่างสูงใหญ่ แบกสัมภาระไว้บนหลัง แม้ผมจะขาวโพลนทว่ายังให้ความรู้สึกแข็งแรงบึกบึน
ชายชราผมขาวเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหลี่ซื่อเฟิงก็ขมวดคิ้วทันที
สถานที่แห่งนี้ห่างไกลจากหมู่บ้านตีนเขามากนัก มิใช่ที่ที่เด็กตัวแค่นี้จะข้ามผ่านขึ้นมาได้โดยลำพัง
เขาดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “เ้าหนู เ้าคือศิษย์ของสำนักชิงเซียวใช่หรือไม่?”
หลี่ซื่อเฟิงมิได้วิ่งหนี เขานั่งอยู่บนพื้นพลางตอบกลับว่า “ใช่แล้ว พวกท่านเป็ใครกัน?”
พอเด็กหนุ่มชุดผ้าป่านได้ยินว่าเขาคือศิษย์สำนักชิงเซียว ก็รีบเร่งฝีเท้าวิ่งตรงเข้ามาหาทันที
“คุณชาย ท่านช้าๆ หน่อย!”
ชายชราผมขาวะโเรียกตามหลังอย่างจนใจ
เด็กหนุ่มชุดผ้าป่านมาหยุดตรงหน้าหลี่ซื่อเฟิงพลางกล่าวอย่างตื่นเต้น “ข้าชื่อ เจียงเหนียน ปีนี้อายุสิบสาม แล้วเ้าล่ะ ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่?”
หลี่ซื่อเฟิงลุกขึ้นยืนตอบว่า “ข้าชื่อ หลี่ซื่อเฟิง ปีนี้ก็อายุสิบสามเหมือนกัน”
เขาลองวัดความสูงดู พบว่าตนเองเตี้ยกว่าเจียงเหนียนเล็กน้อย ก็รู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาทันที
ในตอนนั้น ชายชราผมขาวก็เดินเข้ามาถามว่า “น้องชายตัวน้อย ท่านอาจารย์หลินสวิ่นเฟิงของเ้าอยู่หรือไม่?”
หลี่ซื่อเฟิงมองเขาแล้วตอบว่า “ท่านอาจารย์จากไปนานแล้ว ท่านมิได้ยินเื่ที่ท่านประกาศล้างมือลางยุทธภพที่งานประลองเซียวเหยาหรอกรึ?”
นับั้แ่หลินสวิ่นเฟิงประกาศถอนตัว หลี่ชิงชิวก็ไม่สั่งให้เหล่าศิษย์ปิดบังเื่นี้อีกต่อไป
ชายชราผมขาวได้ยินดังนั้นก็มิได้แสดงความผิดหวัง กลับยิ้มออกมา “ถ้าอย่างนั้น... เจียงจ้าวเซี่ย ยังอยู่ในสำนักหรือไม่?”
“พวกท่านรู้จักศิษย์พี่สามของข้าด้วยรึ?” หลี่ซื่อเฟิงถามอย่างระแวดระวัง
นามสกุลเจียงเหมือนกัน! ไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว!
หลี่ซื่อเฟิงยามปกติแม้จะเกรงกลัวเจียงจ้าวเซี่ย ทว่าสายสัมพันธ์พี่น้องนั้นลึกซึ้งนัก พวกเขาต่างเป็เด็กกำพร้า ทว่าไม่เคยมีใครรู้เื้ัความเป็มาของกันและกันเลย
หรือว่าศิษย์พี่สามจะมีครอบครัวอยู่ข้างล่างนั่น? หากศิษย์พี่สามจากไป สำนักชิงเซียวจะทำอย่างไร?
หลี่ซื่อเฟิงแม้จะยังเยาว์และดูร่าเริงไม่คิดมาก ทว่าความจริงแล้วเขามีความคิดที่ลึกซึ้ง ในเสี้ยววินาทีนี้ เขาจินตนาการไปถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายมากมาย
สำนักชิงเซียวในยามนี้ จะขาดเจียงจ้าวเซี่ยไปไม่ได้เด็ดขาด!
“เขาคือพี่ชายของข้า พวกเราตั้งใจมารับเขากลับบ้าน”
เจียงเหนียนยิ้มกล่าว เขาหน้าตาหมดจดผิวพรรณขาวสะอาด รอยยิ้มนั้นดูสดใสเป็ที่รักใคร่ยิ่งนัก
ทว่ารอยยิ้มนั้นในสายตาของหลี่ซื่อเฟิง กลับดูน่ารังเกียจเป็ที่สุด
“ศิษย์พี่สามลงเขาไปพร้อมกับท่านอาจารย์ตั้งนานแล้ว พวกท่านคงมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ”
หลี่ซื่อเฟิงผายมือกล่าว สีหน้าแสร้งทำเป็เสียใจและเห็นใจยิ่งนัก
ชายชราผมขาวได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว พลางกล่าวต่อว่า “ถ้าอย่างนั้น ขอพวกเราพักค้างคืนที่นี่สักคืนได้หรือไม่ ตอนนี้จะลงเขาก็คงไม่ทันเสียแล้ว”
หลี่ซื่อเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ในสำนักมีแขกท่านอื่นพักอยู่แล้ว ไม่มีที่ว่างให้พวกท่านหรอก”
“พวกเราขอแค่เข้าไปดูสักหน่อยเท่านัน” ชายชราผมขาวกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้
หลี่ซื่อเฟิงอย่างไรก็ยังเด็กเกินไป จนทำให้ชายชราผมขาวมองเห็นพิรุธเข้า
กล่าวจบ ชายชราก็จูงมือเจียงเหนียนเตรียมเดินมุ่งหน้าขึ้นเขาต่อไป
หลี่ซื่อเฟิงเริ่มลนลาน รีบเข้าไปขวางหน้าพวกเขาไว้ “พวกท่านห้ามขึ้นเขาเด็ดขาด!”
ชายชราผมขาวเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ ทว่ายังข่มอารมณ์ถามอย่างใจเย็นว่า “น้องชายเหตุใดเ้าจึงต้องขัดขวางพวกเรามิให้ตามหาคุณชายใหญ่ตระกูลเจียงด้วยเล่า?”
หลี่ซื่อเฟิงถลึงตาใส่พลางตะคอกว่า “พวกท่านทอดทิ้งศิษย์พี่สามไปแล้ว บัดนี้กลับคิดจะพาศิษย์พี่สามกลับไป พวกท่านมีสิทธิ์อะไรมาบงการชีวิตศิษย์พี่สามของข้า!”
ชายชราผมขาวกล่าวอย่างจนใจ “เื่ในปีนั้นมันมีเหตุผลมากมาย เ้ายังเด็กนัก ข้าอธิบายให้เ้าฟังตอนนี้ก็คงไม่เข้าใจหรอก เอาเป็ว่าตอนนี้ศิษย์พี่สามของเ้ากลับไปกับพวกเรา ย่อมได้รับความสุขสบายแน่นอน ดีกว่ารั้งอยู่บนเขาแห่งนี้เป็ไหนๆ หากเ้าอาลัยอาวรณ์ศิษย์พี่สาม เ้าจะตามพวกเราไปด้วยก็ได้นะ”
เจียงเหนียนเองก็ดูจะสนใจในตัวหลี่ซื่อเฟิง เมื่อได้ยินดังนั้นจึงกล่าวเสริมว่า “ใช่แล้ว เ้าไปกับพวกเราเถิด ท่านพ่อของข้าได้เป็ขุนนางใหญ่แล้ว ตอนนี้ชีวิตพวกเราสุขสบายยิ่งนัก”
หลี่ซื่อเฟิงมิได้หวั่นไหวไปกับคำชักชวน กลับยิ่งรู้สึกหวาดกลัว... กลัวว่าเจียงจ้าวเซี่ยกำลังจะจากเขาไปจริงๆ
“ไม่ได้! อย่างไรก็ไม่ได้! พวกท่านอย่าหวังว่าจะได้ขึ้นเขา!”
หลี่ซื่อเฟิงกำหมัดเล็กๆ ทั้งสองแน่น ะโลั่น พร้อมกับชักมีดสั้นออกจากเอว ประกายมีดวาววับ
เห็นหลี่ซื่อเฟิงชักอาวุธ ชายชราผมขาวกลับหัวเราะออกมา เขาลูบเคราพลางกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “เ้าหนู เ้าหารู้ไม่ว่าข้าเป็ใคร หากอยู่ในยุทธภพ เ้ากล้าชักอาวุธใส่ข้าเช่นนี้ ต่อให้เป็เทพเซียนก็ช่วยเ้าไม่ได้”
“พูดจาเพ้อเจี้ยอะไรของมึงวะ!”
หลี่ซื่อเฟิงเชิดหน้าด่ากราด ประโยคนี้เขาจำมาจากศิษย์พี่ใหญ่
ชายชราผมขาวฟังไม่ออกว่าแปลว่าอะไร ทว่าััได้ชัดเจนว่าเ้าเด็กนี่กำลังด่าทอเขา
สีหน้าของชายชราพลันเย็นเยียบ แค่นเสียงเ็าว่า “ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าจะขอสั่งสอนเ้าแทนหลินสวิ่นเฟิงเอง ว่าต่อหน้าผู้าุโควรจะพูดจาเยี่ยงไร!”
เขายื่นมือออกไปหวังจะคว้าตัวหลี่ซื่อเฟิง
ทันใดนั้นเอง...
หลี่ซื่อเฟิงก็เคลื่อนไหว!
มือซ้ายของเขาว่องไวดุจสายฟ้าฟาด พุ่งเข้าไปล็อกข้อมือขวาของชายชราผมขาวไว้แน่นแล้วกระชากอย่างแรง ชายชราไม่ทันตั้งตัวจนเสียหลัก ร่างกายถลาเข้าหาเด็กหนุ่ม
หลี่ซื่อเฟิงยังไม่หมดแค่นั้น ในขณะที่กระชากชายชราเข้ามา มือขวาที่ถือมีดสั้นก็พุ่งเข้าแทงที่หน้าอกของอีกฝ่ายทันที!
รูม่านตาของชายชราผมขาวพลันเบิกกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ!
