เช้าวันต่อมา บรรยากาศภายในห้องนอนของเอเลน่าเย็นเยียบผิดปกติ ร่างของ นีน่า และ กิลเบิร์ต(คนทำบัญชีตึกเล็ก) นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นไม้ กิลเบิร์ตกอดสมุดบัญชีเล่มหนาไว้แนบอกด้วยมือที่สั่นเทา ขณะที่นีน่าก้มหน้าจนคางชิดอก
เอเลน่านั่งอยู่บนเก้าอี้สูง ในมือมีกระดาษและดินสอสี เธอสวมชุดกระโปรงเรียบง่ายแต่ท่านั่งกลับดูสง่างามและทรงอำนาจเกินเด็ก เสียงปลายดินสอขูดกับเนื้อกระดาษดัง แกรก... แกรก... เป็จังหวะสม่ำเสมอ
"นีน่า... กิลเบิร์ต...หนูมีนิทานจะเล่าให้ฟังค่ะ"
"กาลครั้งหนึ่ง... มีหมาป่าสองตัวแอบเข้ามาในคฤหาสน์ของเด็กหญิงที่ถูกลืมค่ะ"
เธอขยับดินสอสีเทา ระบายซ้ำลงไปที่รูปสัตว์ขนปุยสองตัวที่มีดวงตาสีเหลืองเ้าเล่ห์
"หมาป่าตัวแรก... ชื่อว่า นีน่า" เอเลน่าเหลือบตาขึ้นมองสาวใช้ที่นั่งสั่นเป็ลูกนก
"มันทำหน้าที่เฝ้าประตูลับที่เก็บถุงทองของเด็กหญิง แทนที่จะปกป้อง มันกลับแอบตะกุยผนังทีละนิด... วันหนึ่งขโมยเนื้อไปกิน วันต่อมาขโมยเหรียญทองไปซ่อน จนถุงทองของเด็กหญิงที่เคยพองโต เหลือเพียงอากาศธาตุ นีน่าว่าหมาป่าตัวนี้ควรจะถูกทำยังไงดีคะ? ถลกหนังมาทำพรมดีไหม?"
"คุณหนู... ได้โปรด..." นีน่าสะอื้นไห้ พยายามจะคลานเข้ามาหา แต่สายตาที่นิ่งสงบของเอเลน่ากลับหยุดเธอไว้เหมือนกำแพงล่องหน
"อย่าเพิ่งสิคะ ยังมีหมาป่าตัวที่สองอีก" เอเลน่าลากดินสอสีดำไปที่หมาป่าอีกตัวที่สวมแว่น
"หมาป่าตัวนี้ชื่อ กิลเบิร์ต' มันเป็หมาป่าที่มีความรู้ มันรับหน้าที่เขียนบันทึกนิทานให้เด็กหญิงอ่าน แต่น่าแปลกจัง... ทุกครั้งที่มันเขียน มันจะแอบ ลบ ความจริงออกไป แล้วเขียนนิยายหลอกเด็กขึ้นมาแทน กิลเบิร์ตคะ... คุณเป็คนมีความรู้ ช่วยบอกหนูหน่อยสิคะ ว่าหมาป่าที่ชอบหลอกเ้านายแบบนี้ ตอนจบในหนังสือเขามักจะเขียนให้มันถูกตัดลิ้นหรือถูกแขวนคอคะ?"
กิลเบิร์ตสูดหายใจไม่ทั่วท้อง "ผม... ผมผิดไปแล้วครับคุณหนู ผมจะคืนให้... ผมจะคืนให้ทั้งหมด!"
เอเลน่าปิดสมุดวาดภาพดัง ปัง! จนทั้งสองสะดุ้งสุดตัว เธอวางสมุดลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปข้างหน้าพวกเขาสองคน
"ในนิทานของหนู... หมาป่าทั้งสองตัวมีโอกาสสุดท้ายค่ะ"
เธอลุกขึ้นเดินช้าๆ ไปหาพวกเขาสองคนที่กำลังสั่นเทา มือเล็กๆ แตะลงที่บ่าของกิลเบิร์ตแ่เบาเหมือนขนนก แต่เขากลับรู้สึกเหมือนโดนหินหนักเป็ตันกดทับ
"พวกมันต้องคายทองออกมาทั้งหมด...ไม่สิ ต้องคายออกมามากกว่าที่ขโมยไปสามเท่า เพื่อเป็ค่าที่ทำให้หนูเสียเวลานั่งวาดรูป"
เอเลน่าก้มลงกระซิบข้างหูกิลเบิร์ต "3,500 เหรียญทอง... ภายใน3วัน ตั๋วเงินต้องวางอยู่บนโต๊ะนี้ค่ะ"
"มัน... มันเยอะเกินไปครับคุณหนู!" กิลเบิร์ตโวยวายด้วยความสิ้นหวัง
3,500 เหรียญทอง... ภายใน 3 วัน ตั๋วเงินต้องวางอยู่บนโต๊ะนี้ค่ะ"
เสียงเล็ก ๆ ของเอเลน่าดังกังวานในความเงียบ กิลเบิร์ตอ้าปากค้าง สมองของเขาพยายามประมวลผลตัวเลขมหาศาลที่เด็กหญิงเรียกออกมา มันไม่ใช่แค่เงินที่พวกเขายักยอกไป แต่มันคือ 'ค่าไถ่ชีวิต'
"มัน... มันเยอะเกินไปครับคุณหนู! เงินเดือนพวกเรา..." กิลเบิร์ตพยายามจะแย้ง แต่เอเลน่ากลับยกสมุดนิทานขึ้นมาพลิกช้า ๆ
"นิทานเื่นี้ยังมีหน้าว่างเหลืออยู่นะคะกิลเบิร์ต" เธอเปรยขึ้นด้วยสีหน้าใสซื่อ "ถ้าหนูวาดรูป 'หมาป่าที่ถูกแขวนคอ' ลงไป แล้วเดินถือสมุดเล่มนี้ไปเคาะประตูห้องทำงานท่านปู่... คุณคิดว่าท่านปู่จะเสียเวลาฟังคำแก้ตัวของคุณไหมคะ?"
คำว่า 'ท่านปู่' และ 'แขวนคอ' ทำให้นีน่าถึงกับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ส่วนกิลเบิร์ตหน้าซีดเผือดจนกลายเป็สีเทา เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเด็ก แปดขวบตรงหน้าไม่ใช่แค่รู้ความจริง แต่เธอกำลัง ไล่ต้อน พวกเขาให้จนมุมอย่างสมบูรณ์แบบ
"ไปจัดการสิค่ะ ก่อนที่หนูจะเปลี่ยนใจอยากวาดตอนจบแบบอื่น"
กิลเบิร์ตและนีน่ารีบถอยหลังหนีออกจากห้องไปอย่างลนลาน ทิ้งให้ห้องกลับสู่ความสงบอีกครั้ง เอเลน่าลดสมุดลง ดวงตาสีแดงฉายแววเบื่อหน่าย เอเลน่าทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างหมดแรง เธอหลับตาลงแล้วเงยหน้าพาดไปกับพนักพิง ปล่อยให้ความเงียบงันในห้องช่วยเยียวยาความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้ามา
ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันพลางถอนหายใจยาว
'เหนื่อยเป็บ้า...'
เธอนึกย้อนไปถึงชีวิตในเกาหลีใต้ที่เธอเคยเป็ถึงประธานบริหารหญิงผู้ทรงอิทธิพล การต้องมาเล่นบทเด็กแปดขวบที่มีดวงตาใสซื่อต่อหน้าคนอื่น แต่ต้องมาสวมิญญาเพชฌฆาตหน้าหยกในห้องนอนตัวเองแบบนี้มันกินพลังงานมากกว่าที่คิด
ที่สำคัญ... โลกนี้ไม่มีคู่มือบอกทางเหมือนในนิยายที่เธอเคยอ่านยามว่าง เธอไม่ได้ทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่รู้ตอนจบ ไม่ได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรู้อนาคตล่วงหน้า ทุกย่างก้าวที่เธอกำลังเดินอยู่ตอนนี้คือการเดิมพันด้วย 'สัญชาตญาณ' และ 'ประสบการณ์' จากโลกเดิมเพียวๆ
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมอย่าง 'เอเลน่า อาเชนวาลด์' ก็ช่างเลือนรางและเบาบางเสียจนน่าหงุดหงิด เธอจดจำได้เพียงความรู้สึกโดดเดี่ยว กลิ่นอับของตึกเล็ก และสายตาที่มองมาอย่างรังเกียจราวกับเธอเป็รอยด่างพร้อยของวงศ์ตระกูล ข้อมูลลึกๆ เกี่ยวกับการเมืองในตระกูลหรือขั้วอำนาจข้างนอกนั่น เธอแทบไม่มีอยู่ในหัวเลย
'การทำการใหญ่ในร่างเด็กแปดขวบ... มันยากกว่าการบริหารบริษัทพันล้านหลายเท่านัก'
เป้าหมายของเธอมันชัดเจนมาั้แ่ต้น เธอไม่สนเื่การแย่งชิงตำแหน่งดยุก ไม่สนว่าจะต้องเป็ที่รักของคนในบ้านนี้หรือไม่ สิ่งที่เธอ้ามีเพียงสองอย่าง... 'ธุรกิจที่มั่นคง' และ 'อิสรภาพทางการเงิน' เธอ้าเงินมหาศาล เงินที่จะทำให้เธอสามารถเดินออกจากตระกูลอาเชนวาลด์ไปได้โดยไม่ต้องเหลียวหลังกลับมามองอีก เงินที่จะสร้างกำแพงปกป้องตัวเธอให้พ้นจากกรงทองขังผีแห่งนี้
"3,500 เหรียญทอง... นั่นแค่จุดเริ่มต้น"
เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความทะเยอทะยานที่คุกรุ่นอยู่ในอก ร่างเล็กชันตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรง ปรับเปลี่ยนบุคลิกกลับมาเป็คุณหนูผู้สูงศักดิ์อีกครั้ง
สำหรับเธอแล้ว ความเมตตาคือสิ่งฟุ่มเฟือยในโลกที่พร้อมจะกลืนกินคนอ่อนแอ และต่อจากนี้ไป... เธอจะไม่รอให้โชคชะตาพาไป แต่เธอจะเป็คนกุมบังเหียนโชคชะตาของตัวเองด้วยมือคู่นี้เอง
เอเลน่าเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้จังหวะสม่ำเสมอ ความทรงจำอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในร่างนี้เริ่มถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเพื่อหาช่องทางเข้าถึง "ข้อมูล"
ถ้าเธออยากจะทำธุรกิจ หรืออยากจะก้าวออกไปจากกรงขังแห่งนี้อย่างสง่าผ่าเผย เธอจะเดินดุ่ยๆ ออกไปทั้งที่ยังไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นเป็ยังไง หรือใครเป็มหาอำนาจในตลาดไม่ได้เด็ดขาด
'ฉันต้องได้รับการศึกษา... และต้องเป็ระดับหัวกะทิเท่านั้น'
ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งผุดขึ้นมาในมโนสำนึก สตรีผู้มีเรือนผมสีเงินยาวสลวยดุจแสงจันทร์ ใบหน้าเรียบเฉยทว่าเปี่ยมไปด้วยความรู้และความสง่างาม
"เซเรน่า..."
เธอคือภรรยาของบุตรชายคนที่สองของตระกูล เป็ผู้ดูแลหอสมุดหลวงที่รวบรวมบันทึกประวัติศาสตร์และตำรานับหมื่นเล่มเอาไว้ และที่สำคัญที่สุด... เซเรน่าคือตำนานที่ยังมีชีวิต เธอจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากอะคาเดมี่ ซึ่งขึ้นชื่อเื่ความยากจนหิน ยังดีนะที่ไอแซคชอบโม้อวดแม่ตัวเองให้ฟังเมื่อสมัยก่อนเลยมีข้อมูลตรงนี้
'คนคนนี้แหละคือคีย์การ์ดที่จะเปิดประตูห้องสมุดและองค์ความรู้ทั้งหมดของโลกนี้ให้ฉัน'
แต่ปัญหาก็คือ เซเรน่าขึ้นชื่อเื่ความสันโดษและไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเื่ไร้สาระในคฤหาสน์ ยิ่งกับเด็กที่ถูกตราหน้าว่าเป็รอยด่างพร้อยอย่างเอเลน่าด้วยแล้ว การจะเข้าใกล้เธอนั้นยากยิ่งกว่าการดีลโปรเจกต์กับรัฐบาลเสียอีก
เอเลน่าขยับรอยยิ้มที่ดูไม่เหมือนเด็กแปดขวบอีกครั้ง
"คนฉลาดมักจะแพ้ทางคนที่ คุยภาษาเดียวกัน รู้เื่"
เธอเริ่มวางแผนในหัวทันที เธอจะไม่เดินเข้าไปขอร้องอ้อนวอนแบบเด็กโง่ๆ แต่เธอจะเข้าไปในฐานะ 'ผู้ลงทุนในความรู้' เธอต้องหาอะไรบางอย่างไปกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนักปราชญ์อย่างอาสะใภ้ให้ได้
ร่างเล็กลุกขึ้นยืน เดินไปที่กระจกบานยาว สำรวจเงาของตัวเองที่ยังดูบอบบางไร้ทางสู้
"เตรียมตัวนะคะเซ... เอ๊ย ท่านอาสะใภ้เซเรน่า หนูจะทำให้ท่านรู้ว่า การมีหลานเป็อัจฉริยะน่ะ มันน่าตื่นเต้นกว่าอ่านตำราประวัติศาสตร์พวกนั้นเป็ไหนๆ"
เธอมั่นใจว่าประสบการณ์การเจรจาระดับพันล้านจากชาติก่อน จะทำให้ "การขอเป็ศิษย์" ครั้งนี้ไม่มีทางล้มเหลว
