4
ความแค้นที่เริ่มต้น
กานดาตัดสินใจ เดินทางไปหาทนายของนิรัช ถึงแม้เขาอาจไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างกับเธอ แต่ก็คงได้รู้อะไรเพิ่มมากขึ้น และข้อมูลก็คงน่าเชื่อถือกว่าการฟังจากอัสมา
“คุณทนายคะ เื่จดทะเบียนสมรสเื่จริงใช่ไหม”
กานดาเข้าเื่ทันที เมื่อนั่งลงบนโซฟาที่ห้องรับแขกของทนายดนัย
“ใช่ครับ เพิ่งไม่นานมานี้เอง” ทนายยืนยัน
“แล้วแบบนี้ ลิดาจะต้องแบ่งครึ่งทุกอย่างให้เธอใช่ไหม” กานดาหมายถึงอัสมาผู้เป็แม่เลี้ยง
“ใช่ครับ เฉพาะทุกอย่างที่เป็ของคุณนิรัชเท่านั้นนะครับ ส่วนมรดกที่คุณแม่คุณลิดาได้มาจากบิดามารดาของท่านไม่เกี่ยว” ทนายอธิบายเพิ่มเติม
“อันนั้นฉันเข้าใจ แต่สมบัติของพี่นิรัชไม่ใช่น้อยๆ” กานดากังวล
“แต่ที่เหลือก็ไม่มากนะครับ คุณท่านมีหนี้สินที่ต้องชำระอยู่หลายอย่าง เราต้องจัดการเื่นี้ก่อน ถึงจะแบ่งทรัพย์สินที่เหลือได้”
ทนายความแสดงสีหน้าทำท่าไม่สบายใจ ที่จะต้องอธิบายรายละเอียดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะยังไม่ถึงเวลาเปิดพินัยกรรม
“อีกนานไหมคะ กว่าจะถึงวันเปิดพินัยกรรม”
กานดาลางานมาได้เพียงแค่ไม่นาน เธอกลัวจะไม่ทันอยู่ข้างๆหลานสาวในวันนั้น
“อีกสองวันเท่านั้นครับ ผมแจ้งทางคุณอัสมาไปแล้ว เธอบอกจะแจ้งคุณปาลิดาเอง ยังไม่ได้แจ้งอีกเหรอครับ”
ทนายดนัยเองเข้าใจว่าอัสมาคงแจ้งวันเปิดพินัยกรรม กับลูกสาวผู้เสียชีวิตแล้วเสียอีก
“ไม่ได้มีการพูดถึงเลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปบอกปาลิดาเอง”
เมื่อรู้ว่าใกล้วันเปิดพินัยกรรมแล้ว กานดาไม่อยากทำให้ทนายดนัยไม่สบายใจมากกว่านี้ เธอจึงเลือกที่จะไม่ซักถามต่อ รอให้ถึงวันนั้นคงจะดีกว่า
ระหว่างที่ปาลิดากับกานดารอวันที่เปิดพินัยกรรม ทั้งคู่ต่างได้รับการดูแลจากอัสมาเป็อย่างดี หลายครั้งที่ปาลิดาเห็นแม่เลี้ยงของเธอนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว เธออดสงสารอัสมาไม่ได้ แม่เลี้ยงของเธอคงรักพ่อของเธอมากจริงๆ
“คุณน้า อย่าร้องไห้เลยค่ะ คุณพ่อจะเป็ห่วง ไม่มีพ่อแล้ว ยังมีลิดา ถ้าคุณน้ายังอยู่ที่บ้านนี้ ลิดาจะดูแลคุณน้าให้เหมือนแม่ของลิดาเลยค่ะ”
ปาลิดาพูดออกจากหัวใจ ที่แสนจะบริสุทธิ์ของเธอ ตัวเธอเองก็ไม่เหลือทั้งพ่อทั้งแม่แล้ว อัสมาเป็คนรักของพ่อเธอ ก็เปรียบเหมือนญาติของเธออีกคน เพราะอีกไม่กี่วันน้าสาวแท้ๆ ก็ต้องเดินทางกลับต่างประเทศ
วันเปิดพินัยกรรมมาถึง นิรัชต้องเสียบ้านหลังที่เขาอยู่ก่อนเสียชีวิต ที่ดินที่ต่างจังหวัดและหุ้นในบริษัทครึ่งหนึ่งให้กับธรรมสรณ์เพื่อชดใช้หนี้ตามสัญญา
หุ้นส่วนอีกครึ่งหนึ่งให้เป็ของปาลิดากับอัสมาคนละครึ่ง เงินสดในธนาคารก็ให้ทั้งคู่แบ่งครึ่งกัน ซึ่งเงินในบัญชีมีเพียงแค่ไม่กี่ล้านบาทเอง
สีหน้าของอัสมาบ่งบอกถึงความไม่พอใจ เพราะเธอเข้าใจว่า ที่ดินที่ให้เช่าทำตลาดและเครื่องประดับในเซฟจะเป็ของเธอด้วย แต่มันกลับเป็มรดกที่แม่ของปาลิดาได้มา จึงตกเป็ของปาลิดาเพียงคนเดียว
ยอดเงินในบัญชี อัสมาเอง ก็คิดว่าสามีของเธอน่าจะมีถึงสิบล้าน แต่ผลออกมามียังไม่ถึงห้าล้านเลย เงินแค่นี้เธอใช้เพียงไม่กี่เดือนก็หมดแล้ว
“ในส่วนของบ้าน ลุงจะให้อัสมาอาศัยอยู่อีกไม่เกินสองเดือน ส่วนหนูปาลิดาให้มาอยู่ที่บ้านของลุงแทน ถ้าไม่อย่างนั้นลุงจะขายบ้านของหนูทันที นี่คือข้อเสนอหนูไม่จำเป็ต้องทำตามก็ได้”
ธรรมสรณ์ให้ข้อเสนอ เป็ข้อเสนอที่ทุกคนที่มาฟังต่างพากันแปลกใจ ยกเว้นทนายดนัย ที่ดูเหมือนจะรู้เื่นี้มาก่อน
“ไม่เข้าใจ ทำไมคุณลุงต้องอยากให้หนูไปอยู่ที่บ้านด้วย แค่คุณลุงทำให้พวกเราต้องเสียบ้าน เสียที่ดินยังไม่พออีกเหรอคะ”
ปาลิดาลุกขึ้นจากการฟังคำอ่านพินัยกรรม มองไปยังธรรมสรณ์อย่างไม่พอใจ
“หนูไม่จำเป็ต้องเข้าใจ หนูแค่ต้องเลือก”
บุคลิกของความนักธุรกิจ ที่ผ่านโลกมาอย่างมากมาย เขาแสดงออกให้ปาลิดารู้ว่า เธอไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้เขาอธิบายอะไร
“หนูมีหน้าที่ตัดสินใจแค่คืนนี้นะ”
ธรรมสรณ์ยื่นคำขาด ก่อนจะหันหน้าไปพูดกับอัสมาด้วยรอยยิ้มต่อ
“หุ้นที่คุณได้ครึ่งหนึ่ง ผมของซื้อในราคาห้าล้านบาท ผมให้เวลาคุณตัดสินใจแค่คืนนี้เหมือนกัน”
“ขายค่ะฉันขาย” อัสมาตอบได้ทันที
ธรรมสรณ์ส่งยิ้มอย่างชนะ เพราะเขาคิดไว้ไม่มีผิด ว่าภรรยาคนใหม่ของเพื่อนต้องยอม
“น้าจำเป็จริงๆ มันไล่น้า มันให้อยู่ที่บ้านได้แค่สองเดือน เงินที่อยู่ในบัญชี ก็มีไม่มาก บริษัทน้าก็บริหารไม่เป็ ปาลิดา หนูอย่าโกรธน้านะ”
ระหว่างเดินทางกลับบ้าน หลังจาฟังการอ่านพินัยกรรมที่บ้านของทนายดนัยเสร็จเรียบร้อย อัสมาก็พยายามอธิบายเหตุผลที่ตัวเองยอมขายหุ้นทั้งหมดให้กับธรรมสรณ์เพื่อไม่ให้ปาลิดารู้สึกแย่กับตัวเธอ
กานดานั่งฟังบทสนทนาระหว่างแม่เลี้ยงและลูกเลี้ยงคุยกัน อย่างไม่คิดจะออกความคิดเห็นอะไร เพราะเธอเองก็งง สับสนไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็เชื่อในการตัดสินใจของพี่เขย
“ลิดาเข้าใจค่ะ คุณน้าไม่ต้องห่วงนะคะ สักวันลิดาจะเอาทุกอย่างของพ่อคืนกลับมาให้ได้”
ปาลิดาคิดอย่างที่เธอพูดจริงๆ ไม่ว่ามันจะแลกมาด้วยอะไร เธอก็พร้อมจะยอม
“พรุ่งนี้ลิดาจะย้ายไปอยู่กับเขาค่ะ”
หญิงสาวหันมาบอกน้าสาวที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆเธอ ด้วยสายตาที่มุ่งมั่นเอาจริง
