“ไม่ขึ้น ฉันจะวิ่งไปโรงพยาบาลในอำเภอเอง”
ต้าลี่ปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนจะหมุนตัวกลับหลังหัน เปลี่ยนทิศทางกะทันหันแล้วสับเท้าวิ่งมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภออย่างไม่รีรอ
ณ ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลอำเภอ
ชูชิงที่กำลังหลับสนิทสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเรียกของพยาบาลเวร
“หลี่ไหลฮวา คืนนี้มีคำสั่งให้ยาเพิ่มนะ”
สิ้นเสียงห้วนๆ ไฟนีออนกลางห้องก็สว่างวาบขึ้น
ชูชิงรีบดีดตัวลุกจากเตียง สวมรองเท้าแตะแล้วเอ่ยถามทันที “ปกติกลางคืนไม่เคยมีการให้น้ำเกลือเพิ่มนี่คะ ทำไมวันนี้ถึงมีล่ะ?”
พยาบาลเวรภายใต้หน้ากากอนามัยชักสีหน้า แม้จะมองไม่เห็นปาก แต่แววตาก็บ่งบอกถึงความหงุดหงิดเต็มประดา “นึกว่าฉันอยากจะมาให้นักหรือไง? ดึกดื่นป่านนี้ใครบ้างไม่อยากนอนพัก?”
นาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่งพอดี
ฉับพลันชูชิงก็นึกขึ้นได้ นี่อาจจะเป็แผนชั่วของต่งปิ่ง “คุณหมอท่านไหนเหรอคะที่ใส่ใจแม่หนูขนาดนี้ ถึงกับสั่งจ่ายน้ำเกลือเพิ่มตอนตีหนึ่ง?”
พยาบาลยิ่งเสียงแข็งขึ้นด้วยความรำคาญ “ก็หมอเวรนั่นแหละ จะถามอะไรนักหนา”
หลี่ไหลฮวากับชูผิงที่เพิ่งตื่นเต็มตา รีบส่งยิ้มเจื่อนๆ แก้สถานการณ์ “ไม่ถามแล้วครับๆ เราจะให้ความร่วมมือเดี๋ยวนี้แหละครับคุณพยาบาล”
สีหน้าของพยาบาลสาวจึงค่อยดูดีขึ้นมาหน่อย “พูดจาภาษาคนรู้เื่ค่อยน่าฟังหน่อย จำไว้นะ อย่าเที่ยวตั้งคำถามกับหมอหรือพยาบาล ในโรงพยาบาลคนไข้มีหน้าที่เชื่อฟังหมอ อาการจะได้หายไวๆ... หลี่ไหลฮวา วันนี้จะให้เจาะเส้นแขนข้างไหน?”
พูดพลางเธอก็เดินตรงมาหยุดข้างเตียงคนไข้
หลี่ไหลฮวายื่นแขนขวาออกไปอย่างว่านอนสอนง่าย “ข้างขวาเถอะค่ะ ข้างซ้ายบวมจนหาเส้นไม่เจอแล้ว”
ชูชิงยืนดูอยู่เงียบๆ ไม่ได้ขัดขวาง ปล่อยให้พยาบาลทำหัตถการไปตามปกติ เมื่อสังเกตเห็นแววตาที่ดูจริงจังและไม่มีพิรุธของอีกฝ่าย เธอก็มั่นใจว่าพยาบาลคนนี้คงไม่รู้เื่รู้ราวว่ายาในขวดนั้นมีปัญหา
ชูชิงรู้อยู่เต็มอกว่ายาในขวดไม่ใช่ยาพิษร้ายแรงถึงชีวิต มันคือยาแก้ปวดปริมาณเข้มข้น การได้รับเข้าไปเพียงเล็กน้อยไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายแม่ แต่ทันทีที่พยาบาลคล้อยหลังไป เธอจะจัดการขั้นเด็ดขาด
หญิงสาวฉีกยิ้มหวานก่อนหันไปพูดฉอเลาะ “พี่สาวคนสวยคะ เมื่อกี้หนูขอโทษด้วยนะที่ถามจุกจิก เดี๋ยวแม่หนูให้ยาหมดขวดแล้ว หนูจะดึงเข็มออกให้เองค่ะ พี่สาวทิ้งสำลีชุบแอลกอฮอล์ไว้ให้หนูก็พอ”
พยาบาลพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หลังจัดการต่อสายน้ำเกลือเสร็จ เธอก็วางก้อนสำลีไว้ให้ การที่ไม่ต้องเดินกลับมาถอดเข็มเองช่วยทุ่นแรงและเวลาพักผ่อนไปได้โข น้ำเสียงของเธอจึงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “น้องสาวตัวแค่นี้ดึงเข็มเป็ด้วยเหรอ เก่งนะเนี่ย มีอนาคตไกลนะเรา”
“พี่สาวก็ชมเกินไปค่ะ”
ชูชิงมองส่งพยาบาลจนลับสายตา ก่อนจะรีบปรี่เข้าไปที่เตียงแม่ ทันทีที่หลี่ไหลฮวายังไม่ทันตั้งตัว เธอก็ดึงเข็มน้ำเกลือออกอย่างรวดเร็ว พร้อมใช้สำลีกดห้ามเืไว้
หลี่ไหลฮวาอุทานด้วยความใ “ชิงชิง ลูกทำบ้าอะไรเนี่ย? ทำไมดึงเข็มออกล่ะ?”
ชูชิงจุ๊ปาก ส่งสัญญาณให้เงียบเสียง “แม่คะ เบาๆ หน่อย อย่าให้ใครได้ยิน ขวดน้ำเกลือนี้หนูต้องเก็บไว้ มันคือหลักฐานมัดตัวหมอต่งว่าเขาคิดจะทำร้ายแม่”
หลี่ไหลฮวาหน้าซีดเผือด “หรือว่าในขวดมียาพิษ? หมอต่งคิดจะฆ่าแม่เหรอ?”
ชูผิงเองก็ร้อนรนจนนั่งไม่ติด “ชิงชิง แล้วแม่แกรับยาเข้าไปบ้างแล้ว จะเป็อะไรไหมลูก?”
ชูชิงกระซิบตอบ “ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ในขวดไม่ใช่ยาพิษ หมอต่งแค่สลับยาแก้อักเสบเป็ยาแก้ปวดโดสแรงๆ ถ้าเอาเื่จริงๆ นี่ถือเป็ความผิดพลาดทางการแพทย์ร้ายแรงเลยนะ ปกติแม่ทานยาแก้ปวดแบบเม็ดอยู่แล้ว รับทางสายยางไปนิดเดียวเมื่อกี้ไม่เป็ไรหรอกค่ะ แต่ถ้าปล่อยให้หมดขวด ร่างกายแม่แย่แน่ๆ กระดูกอาจจะไม่สมานตัวเลยก็ได้”
ความตึงเครียดของหลี่ไหลฮวาและชูผิงค่อยๆ คลายลง แต่คำถามใหม่ก็ผุดขึ้นมา... ทำไมหมอต่งต้องเจาะจงเล่นงานหลี่ไหลฮวา?
หลี่ไหลฮวาบางอ้อทันที “หมอต่งเป็ลูกพี่ลูกน้องกับนังแม่ม่ายต่ง เขาจงใจวางยาหวังฆ่าฉันให้ตาย พอฉันตาย นังนั่นจะได้มาเสียบแทน แย่งสามีฉันไป”
ชูผิงได้ยินดังนั้นก็ประกาศกร้าว “ผู้หญิงคนนั้นอำมหิตขนาดนี้ ให้ฉันตายเสียยังดีกว่าแต่งงานกับหล่อน แม่มาฮวา จำไว้นะ ต่อไปนี้นังต่งกวาฟุคือศัตรูของเรา”
หลี่ไหลฮวาได้ยินคำยืนยันจากสามีก็เบาใจลงเปราะหนึ่ง เธอหันมาหาลูกสาว “ชิงชิง... หรือเราจะรอให้เช้าแล้วหนีออกจากโรงพยาบาลกันดี? ขืนอยู่ต่อ หมอต่งคงรักษาแม่จนตายจริงๆ แน่”
ชูผิงพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ กลับบ้านกันเถอะ อยู่ที่นี่แล้วพ่อใจคอไม่ดีเลย”
ชูชิงรีบแย้ง “หมอส่วนใหญ่ในโรงพยาบาลเป็คนดีค่ะ มีแค่หมอต่งคนเดียวที่ไร้จรรยาบรรณ เราจะหนีไม่ได้นะ หนูจะทำให้เขาต้องกระเด็นออกจากที่นี่ ขืนปล่อยไว้ เขาต้องไปทำร้ายคนไข้คนอื่นอีกแน่ คนพรรค์นี้ไม่สมควรเป็หมอหรอกค่ะ”
หลี่ไหลฮวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “โธ่ลูก เราเป็แค่ชาวบ้านตาดำๆ จะเอาปัญญาที่ไหนไปสู้รบปรบมือกับเขา”
ชูชิงชูขวดน้ำเกลือขึ้น “นี่ไงคะหลักฐาน เดี๋ยวหนูจะเอาไปยื่นให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย”
ชูผิงยังลังเล “แล้วถ้าหมอต่งไม่ยอมรับล่ะ? พวกเาาวไร่ชาวนา ไม่รู้เื่หยูกยาหรอก กลัวสุดท้ายจะโดนมันย้อนรอยหาว่าเราใส่ร้ายเอาน่ะสิ”
ชูชิงยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ “เป็ไปไม่ได้หรอกค่ะพ่อ ยาแก้ปวดในขวดน้ำเกลือพวกนี้ไม่ใช่ของที่ใครจะหามาได้ง่ายๆ ต้องมีใบสั่งแพทย์กำกับ ซึ่งใบสั่งทุกใบมีบันทึกในระบบ ตรวจสอบเส้นทางได้ไม่ยากเลย”
หลี่ไหลฮวาทำหน้างง “ถ้าตรวจสอบง่ายขนาดนั้น ทำไมหมอต่งยังกล้าทำอีกล่ะ?”
“ก็เพราะแต่ละวันโรงพยาบาลมีใบสั่งยาเป็ตั้งๆ ไงคะ แถมหมอต่งอาจจะไม่ได้สั่งยาล็อตนี้ในรวดเดียว แต่อาจจะเป็ยาที่เขาแอบเบิกเกินไว้ทีละนิดเพื่อเอาไปขายต่อ แล้วเอาของที่ซ่อนไว้มาใช้ก็ได้”
ชูผิงตาโต “เบิกเกิน? เอาไปขายต่อ? หมอนี่มันหากินกับยาคนไข้เหรอเนี่ย?”
“หนูแค่สันนิษฐานค่ะ
ความจริงเป็ไงต้องรอให้โรงพยาบาลตรวจสอบ” ชูชิงตอบเลี่ยงๆ
หลี่ไหลฮวากระซิบถามด้วยความสงสัย “แล้วลูกรู้ได้ยังไงว่าขวดนี้มีปัญหา?”
ชูชิงเตรียมคำตอบไว้แล้ว “เมื่อวานตอนหนูไปเร่ขายไข่ บังเอิญเดินผ่านบ้านหมอต่ง ได้ยินเขาคุยกับนังแม่ม่ายนั่นพอดี ตอนแรกกลับมาไม่กล้าบอก กลัวพ่อกับแม่ใ ก็เลยคอยระวังตัวหาจังหวะจับผิดอยู่... เอาเป็ว่าตอนนี้พ่อกับแม่ล็อกห้องให้แ่านะคะ ห้ามเปิดรับใครเด็ดขาด หมอต่งมันคิดว่าแม่ได้รับยาไปแล้ว มันกำลังรอให้ยาออกฤทธิ์เพื่อจะเข้ามา ‘จัดกระดูก’ ให้แม่ ซึ่งความจริงคือจะทำให้กระดูกแม่เคลื่อนหนักกว่าเดิม เพราะงั้นปิดไฟ แกล้งหลับ แล้วรอหนูกลับมา ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด”
สั่งความเสร็จ ชูชิงก็ใช้ผ้าห่อขวดน้ำเกลือแนบไว้กับอก แล้วเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไปอย่างเงียบเชียบ
ชูผิงลากสังขารใช้ไม้เท้าพยุงตัวไปลงกลอนประตูและปิดไฟตามคำสั่งลูกสาว
ชูชิงแอบชำเลืองมองไปทางห้องพักแพทย์ เห็นแสงไฟยังเปิดอยู่ หมอต่งยังอยู่ที่นั่นจริงๆ
เธอเร้นกายออกไปโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
เป้าหมายคือบ้านพักของผู้อำนวยการโรงพยาบาล ชูชิงสืบมาแล้วว่าเขาพักอยู่ในหอพักบุคลากร ห่างจากตัวโรงพยาบาลไปแค่ห้าร้อยเมตร
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูโรงพยาบาล เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้น
“ชูชิง เฮ้ พวกเรากำลังจะเข้าไปหาเธอพอดี ไม่นึกเลยว่าจะออกมาต้อนรับกันถึงหน้าประตูแบบนี้”
กู้เฉียนะโทักทายอย่างร่าเริง
“กู้เฉียน ฉันไม่ได้...” ชูชิงกำลังจะอ้าปากปฏิเสธว่าไม่ได้มารอรับใคร และเธอกำลังมีธุระคอขาดบาดตาย แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ไม่ไกล
“ลุงต้าลี่” เธอร้องเรียกด้วยความดีใจ “คุณตากับคุณยายออกตามหาลุงจนทั่วแล้วค่ะ พวกเรารีบไปหาที่โทรศัพท์แจ้งกลับไปที่หมู่บ้านกันเถอะ”
