บทที่ ๕ : รสชาติที่หายไป
บรรยากาศในตำหนักเย็นเงียบกริบจนได้ยินเสียงจิ้งจกทัก สายตานับสิบคู่จับจ้องไปที่จุดเดียวกัน... ปลายแตงกวาที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำพริกสีคล้ำ ซึ่งกำลังจ่ออยู่ที่พระโอษฐ์ของโอรส์
ฮ่องเต้หลี่เฉินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กลิ่นฉุนกึกของ ‘กะปิ’ ตีขึ้นจมูกจนขนจมูกแทบร่วง พระองค์เคยเสวยรังนก หูฉลาม และอุ้งตีนหมีมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีสิ่งใดที่มีกลิ่นคุกคามชีวิตขนาดนี้มาก่อน
“แน่จริงก็อ้าปากสิเ้าคะ” แม่หญิงบัวยุยง แววตาท้าทาย “หรือโอรส์จะกลัวแค่ผักจิ้มน้ำพริก?”
คำท้าทายนั้นกระตุกหนวดัเข้าอย่างจัง!
‘ข้าคือฮ่องเต้! เหนือหัวข้ามีเพียงฟ้า ใต้เท้าข้าคือปวงประชา จะมากลัวอาหารหน้าตาอัปลักษณ์ถ้วยเดียวได้อย่างไร!’
“ฮึ! ข้าจะลองดู!”
ฮ่องเต้หลับตาแน่น แล้วอ้าพระโอษฐ์งับแตงกวาชิ้นนั้นเข้าปากทันที
กร้วม!
เสียงเคี้ยวแตงกวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พระองค์เคี้ยว... เคี้ยว... และเคี้ยว...
หนึ่งวินาทีผ่านไป...
พระพักตร์ของฮ่องเต้ยังคงเรียบเฉย ััแรกคือความกรอบสดชื่นของแตงกวา และรสเค็มปร่าแปลกประหลาดของกะปิ
สามวินาทีผ่านไป...
พระขนงเริ่มขมวดเข้าหากัน รสเปรี้ยวจี๊ดของมะนาวเริ่มทำงาน ตามมาด้วยกลิ่นหอมของกระเทียมที่อบอวลในปาก
ห้าวินาทีผ่านไป... (จุดวิกฤต)
ตูมมมมม!!!
ะเิเวลาทำงาน! ความเผ็ดร้อนดั่งไฟบรรลัยกัลป์จาก ‘พริกขี้หนูแห้ง’ ที่บัวคั่วจนหอมและตำจนละเอียด แตกตัวกระจายไปทั่วทุกตารางนิ้วในช่องปาก ลามไปถึงโคนลิ้น และพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง!
“อุก...!”
ฮ่องเต้เบิกเนตรโพลง พระพักตร์ที่เคยขาวซีดเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ลามไปจนถึงใบหู เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากราวกับเปิดก๊อกน้ำ
“แค่กๆๆ! อั่ก! ฮืออออ!”
เสียงร้องประหลาดหลุดออกมาจากลำคอแกร่ง พระองค์ยกมือขึ้นกุมลำคอ น้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่อาจห้ามได้
“ฝ่าา!!!”
กงกงและเหล่าทหารกรีดร้องเสียงหลง “ยาพิษ! มันคือยาพิษ! นางวางยาฝ่าา! ปะา! ปะานางเดี๋ยวนี้!”
องครักษ์เงื้อดาบขึ้นเตรียมบั่นคอบัวที่ยืนหน้าซีด เพราะไม่คิดว่าจะเผ็ดขนาดนี้สำหรับคนจีน
“หยุดนะ! อย่าเพิ่งฆ่าข้า!” บัวร้องลั่น “น้ำ! เอาน้ำให้กินก่อน!”
อาจูได้สติ รีบวิ่งไปตักน้ำฝนในโอ่งใส่ขันดินเผาใบเก่าๆ วิ่งมาถวาย
“น้ำเพคะ! เสวยน้ำเร็วเพคะ!”
ฮ่องเต้คว้าขันน้ำไปกรอกเข้าปากรวดเดียวหมดขัน
อึก! อึก! อึก!
ความเย็นของน้ำช่วยดับไฟในปากได้เพียงชั่วครู่ แต่ความแสบร้อนยังคงเต้นตุบๆ อยู่ที่ริมฝีปากที่เริ่มบวมเจ่อนิดๆ
ฮ่องเต้หอบหายใจแฮ่กๆ ทรุดตัวลงนั่งบนตั่งไม้เก่าๆ อย่างหมดสภาพ กงกงรีบเข้าไปพัดวี “หมอหลวง! ตามหมอหลวงเร็วเข้า! ฝ่าาจะสิ้นใจแล้ว!”
“หยุด...”
เสียงแหบพร่ายกมือขึ้นห้าม “ไม่ต้อง... ตามหมอ...”
“แต่ฝ่าา...”
ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นมองบัว สายตาของพระองค์มิได้มีความโกรธแค้น แต่กลับเต็มไปด้วยความ... ‘ตื่นตะลึง’
ความรู้สึกเมื่อครู่ มันช่าง... ทรมาน... แต่ในขณะเดียวกัน มันก็... ‘สะใจ’!
ความเผ็ดร้อนที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ทำให้เืลมสูบฉีด สมองที่ตึงเครียดจากงานราชการมาทั้งวันกลับโล่งโปร่งสบาย รูขุมขนเปิดกว้างขับเหงื่อไคลออกมาจนตัวเบาหวิว
และเมื่อความเผ็ดจางลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในปากคือรสชาติ ‘กลมกล่อม’ ของกะปิเคยที่เค็มกำลังดี ตัดกับความเปรี้ยวหวานของมะนาวและน้ำตาลปี๊บ
มันคือรสชาติที่มีมิติ! มีชีวิตชีวา! ไม่จืดชืดเลี่ยนมันเหมือนอาหารวังที่เสวยมาทั้งชีวิต!
โครกคราก...
เสียงท้องพระโรง... เอ้ย ท้องพระองค์ ร้องคำรามดังสนั่นอย่างไม่อายใคร ความหิวโหยที่แท้จริงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นแล้ว
“ข้าว...” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเบา
“พะยะค่ะ?” กงกงเอียงหูฟัง
“เอาข้าวมา! ข้าจะกินอีก!”
ทุกคนในที่นั้นอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปวางไขได้ บัวเองก็งงเป็ไก่ตาแตก
“จะ... จะกินอีกรึเ้าคะ? ไม่เผ็ดตายรึ?”
ฮ่องเต้ไม่ตอบ แต่กวักมือเรียกยิกๆ “เอาข้าวสวยร้อนๆ มา! แล้วก็เอาไอ้โคลนๆ นั่นมาด้วย! เร็วเข้า!”
บัวรีบตักข้าวสวยร้อนๆ ที่นางหุงแบบเช็ดน้ำจนเม็ดร่วนสวย ใส่จานสังกะสีใบเก่าๆ แล้วตักน้ำพริกกะปิราดลงไปข้างๆ พร้อมแนบไข่เจียวฟูๆ และผักต้มไปด้วย
ฮ่องเต้รับจานข้าวไป พระองค์ทิ้งมาดโอรส์ ใช้ตะเกียบที่อาจูเหลาจากไม้ไผ่ คุ้ยข้าวคลุกกับน้ำพริก แล้วพุ้ยเข้าปากคำโต
งั่ม!
“อื้มมม!”
เสียงครางด้วยความฟินหลุดออกมา ดวงตาของฮ่องเต้เป็ประกายระยิบระยับ
รสััของข้าวสวยร้อนๆ ช่วยลดทอนความเผ็ดลง ทำให้ได้รับรสชาติของเครื่องแกงชัดเจนขึ้น ความกรอบของไข่เจียวและความหวานของผักต้ม เข้ากันได้ดีเป็ปี่เป็ขลุ่ยกับรสเค็มเผ็ดของน้ำพริก
อร่อย! อร่อยจนอยากจะร้องไห้!
นี่แหละคือ ‘รสชาติที่หายไป’! รสชาติที่พระองค์ตามหามาตลอดชีวิตแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร!
ฮ่องเต้เสวยเอาราดเอา ราวกับคนอดอยากปากแห้งมาจากไหน เหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผาก แต่พระองค์ก็ไม่สนใจ ใช้แขนเสื้อเช็ดลวกๆ แล้วกินต่อ
เหล่าองครักษ์และกงกงยืนมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่เคยเห็นฝ่าาเสวยอาหารด้วยความเจริญอาหารเช่นนี้มาก่อน ปกติทรงเขี่ยๆ สองสามคำก็วางตะเกียบแล้ว
เพียงชั่วพริบตา... ข้าวในจานก็เกลี้ยงเกลาไม่มีเหลือแม้แต่เม็ดเดียว
“ฮ้า...”
ฮ่องเต้วางจานลง แล้วเอนหลังพิงพนักตั่ง ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างมีความสุขที่สุดในรอบปี
พระองค์หันมามองแม่หญิงบัวที่ยืนยิ้มกริ่ม (ฟันดำ) อยู่ข้างๆ
“เ้า...” ฮ่องเต้ชี้หน้าบัว “เ้าทำเสน่ห์ใส่ข้าวใช่หรือไม่?”
“หามิได้เ้าค่ะ!” บัวหัวเราะคิกคัก “นี่คือเสน่ห์ปลายจวักของสาวชาวสยามต่างหาก รสชาตินี้เรียกว่า ‘ครบรส’ เ้าค่ะ เผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน... ชีวิตคนเรามันต้องมีสีสันแบบนี้แหละเ้าค่ะ จะให้จืดชืดเป็น้ำล้างชามอยู่ได้เยี่ยงไร”
ฮ่องเต้ฟังคำเปรียบเปรยนั้นแล้วก็นิ่งคิด... จริงของนาง ชีวิตในวังของพระองค์ช่างจืดชืดและอยู่ในกรอบระเบียบมาตลอด การได้ลิ้มรสความเ็ปที่แสนอร่อยนี้ มันทำให้พระองค์รู้สึกว่า... พระองค์ยังมีชีวิตอยู่
“กงกง” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้น
“พะยะค่ะ ฝ่าา”
“เื่ในวันนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด ห้ามให้เสด็จแม่รู้ว่าข้ามากินของ... เอ้อ... ของแปลกที่นี่”
“ระ... รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แม้จะมีคราบเหงื่อชุ่มโชก พระองค์เดินเข้าไปใกล้บัว แล้วก้มลงกระซิบข้างหูนาง
“พรุ่งนี้... ข้าจะมาใหม่”
“เ้าคะ?” บัวเลิกคิ้ว
“เตรียมไอ้โคลนนี่ไว้อีก... แล้วก็... หามะเขือยาวมาเผาด้วย ข้าว่าน่าจะเข้ากัน”
ตรัสจบก็เดินสะบัดก้นจากไป ทิ้งให้แม่หญิงบัวยืนงงในดงกะปิ
“เอ้า! ตาสูงซะด้วย! รู้จักกินมะเขือยาวเผาแกล้มน้ำพริก!”
บัวหันไปแท็กมือกับอาจู
“เย้! เราไม่โดนปะาแล้ว! แถมได้ลูกค้าวีไอพีขาประจำด้วย!”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ "ห้องเครื่องลับส่วนพระองค์" ณ ตำหนักเย็น ที่ซึ่งฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่จะแอบหนีงานราชการมานั่งซู๊ดปากกินเผ็ด แลกเปลี่ยนกับเื่ราวแปลกๆ จากแดนสยาม โดยมีแม่ครัวฟันดำเป็ผู้กุมหัวใจและกระเพาะของพระองค์ไว้ในกำมือ!
