หลี่ชิงชิงกางสองมือออก “ข้าเพียงคาดเดาเท่านั้น สถานการณ์ยามนั้นจะเป็อย่างไร รอให้พวกเขากลับมาถึงจะรู้ได้เ้าค่ะ”
หลี่หลานหลานอดร้อนรนขึ้นมาไม่ได้แล้ว
หลังจากวิ่งกลับมาส่งข่าวเสร็จ เฝิงซื่อสี่ก็วิ่งกลับไปยังริมแม่น้ำเพื่อซักผ้าต่อ
อากาศยามเช้าของฤดูใบไม้ร่วงเย็นสบายสดชื่น ในตลาดเล็กๆ ทั้งสองฝั่งของถนนหลักนอกเขตอำเภอิเฉิง มีชาวบ้านต่างพากันออกมาจับจ่ายกันขวักไขว่
ตลาดเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการอนุมัติจากนายอำเภอ ให้ประชากรบ้านใกล้เรือนเคียงได้ตั้งแผงเพื่อขายพืชผลทางการเกษตร รวมถึงสัตว์ปีกเลี้ยงต่างๆ นานา เพื่อความสะดวกของผู้อยู่อาศัยในเขตอำเภอ
เหล่าชาวไร่ชาวนา พ่อค้าส่วนใหญ่ล้วนมากันเป็ประจำ จึงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
ทว่าวันนี้กลับมีชาวบ้านสี่คนมาตั้งแผงลอยขายอาหารจำพวกแป้ง เมื่อนับชาวไร่ชาวนาหรือพ่อค้าแม่ค้าทั้งหมดในตลาด ล้วนไม่มีผู้ใดรู้จักพวกเขา
ในบรรดาคนสี่คน หนึ่งคนคือชายหนุ่มรูปร่างสูงผอม หนึ่งคนคือเด็กหนุ่มรูปร่างสูงผอม ส่วนอีกสองคนเป็เด็กชายตัวน้อย
เด็กชายที่มีรูปร่างหน้าตาน่ามองที่สุด ะโเร่ขายเสียงดังติดต่อกันทีละประโยคว่า “ซาลาเปาหวาน ซาลาเปาใส่น้ำตาลหวานๆ รสเลิศขอรับ หนึ่งลูกราคาสองเหรียญ สองลูกราคาเพียงสามเหรียญเท่านั้น ทุกคนรีบเข้ามาเลือกซื้อเลือกกินกันเร็วเข้า
ซาลาเปาหวานเพิ่งออกจากซึ้งนึ่ง ทั้งขาวทั้งหวาน คนแก่ลูกเล็กเด็กแดงไม่มีฟันล้วนทานได้ รีบมาซื้อกินสักลูกสองลูกดูขอรับ
ซาลาเปาบ้านสกุลเฝิงแห่งตำบลไท่ ทั้งอร่อยทั้งถูก รีบมาซื้อเร็วเข้า เดินเร่เข้ามาได้ แต่อย่าเดินผ่านออกไปนะขอรับ!”
มีเพียงหนุ่มน้อยคนนี้คนเดียวที่ะโร้องเร่ทักทายชาวบ้านที่กำลังเดินผ่านไปมา ในขณะที่อีกสามคนล้วนใบหน้าแดงก่ำ ระมัดระวังจนเอ่ยคำใดไม่ออก
เพียงครู่เดียวก็มีหญิงชรารูปร่างอวบอ้วนค่อยๆ เดินเข้ามาช้าๆ แล้วถามว่า “ซาลาเปาหรือ? มิใช่ซาลาเปาไส้หวานหรอกหรือ?”
ยังคงเป็เด็กชายตัวน้อยที่เดินเข้ามาข้างหน้า เขาแย้มยิ้มต้อนรับก่อนตอบว่า “ท่านป้า ท่านเอ่ยได้ถูกต้องแล้ว มิใช่ซาลาเปาไส้หวาน แต่ในซาลาเปาใส่น้ำตาล เป็รสหวานขอรับ”
หนุ่มน้อยช่างเจรจาคนนี้ก็คือหวังเลี่ยงผู้ผ่านการค้าขายเล็กๆ มาหลายครั้งหลายคราแล้ว
ส่วนอีกสามคนที่เหลือย่อมเป็สามพี่น้องตระกูลเฝิงนั่นเอง
วันนี้เป็วันแรกที่สามพี่น้องตระกูลเฝิงเริ่มขายอาหาร ยามที่พวกเขาขายซาลาเปาหวานอยู่ในตำบลไท่ก็ขลาดเขินไม่กล้าเปิดปากร้องเรียกลูกค้า กระทั่งเดินทางมาถึงอำเภอิเฉิงแล้วก็ยังยืนเงียบไม่กล้าอ้าปากะโอยู่ดี
ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ หวังเลี่ยงจึงได้แต่ะโเรียกลูกค้าพร้อมร้องให้กำลังใจพวกเขาไปด้วย
ดวงตาของหญิงชราเป็ประกาย ทว่านางยัง้าถามให้แน่ใจว่า “ใส่น้ำตาลลงไปด้วยหรือ?”
“ใส่ขอรับ ซาลาเปาเป็รสหวานขอรับ” หวังเลี่ยงกระตือรือร้นหยิบชามไม้ที่มีซาลาเปาถูกตัดเป็ชิ้นเล็กๆ ขึ้นมา ก่อนยื่นให้หญิงชรา “ท่านป้าลองชิมดูก็รู้แล้วขอรับ ลองชิมชิ้นเล็กๆ ไม่มีคิดเงินขอรับ”
“ยังสามารถชิมโดยไม่เสียเงินได้ด้วย” หญิงชราอดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางอายุมากแล้ว ย่อมชื่นชอบกำไรเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้
มีสตรีวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยผอม สวมกระโปรงลายดอกไม้ตัวค่อนข้างใหม่ ปักปิ่นเงินใหม่เอี่ยมโน้มตัวเข้ามามอง ก่อนเอ่ยถามหญิงชราว่า “อร่อยหรือไม่? หวานหรือไม่?”
“อร่อย หวาน หวานจริงๆ” หญิงชราเอ่ยขณะลิ้มรสชิ้นซาลาเปาที่เต็มไปด้วยรสข้าวสาลีและรสหวาน ก่อนเอ่ยว่า “ข้าซื้อทั้งหมดหกเหรียญทองแดง ตาแก่ที่บ้านข้าชอบกินของหวาน แต่ฟันของเขาร่วงหมดปากแล้ว จะให้กินแบะแชก็แข็งเกินไป และยังติดฟันอีก ข้าว่าให้เขากินซาลาเปาหวานนี้ย่อมเหมาะสม”
แบะแชราคาแพง เพียงชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียวก็ราคาสูงถึงหกเหรียญทองแดงแล้ว จะคุ้มค่าเท่าซาลาเปาหวานได้อย่างไร?
หญิงวัยกลางคนร่างผอมลองชิมเพียงชิ้นเดียว แต่กลับใช้เงินรวดเดียวถึงสามสิบเหรียญทองแดงซื้อซาลาเปาหวานยี่สิบลูก ทั้งยังเอ่ยอีกว่า “ข้าพกตะกร้ามาด้วย พวกเ้าปูใบบัวก่อนแล้วค่อยนำซาลาเปาหวานวางไว้้า”
ขณะที่หญิงชรากำลังจ่ายเงิน นางได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เหตุใดเ้าถึงซื้อไปมากมายขนาดนี้?”
“บ้านข้ามีแขกมาเยือน มีทั้งคนแก่ทั้งเด็กเล็ก ข้าจึงซื้อซาลาเปาหวานกลับไปให้พวกเขาลองชิม” หญิงวัยกลางคนแย้มยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ลอบพึมพำกับตัวเองว่า ในเหลาอาหารเซียงเยวี่ยไจหากอาหารจานนี้ขึ้นโต๊ะ หนึ่งจานเล็กมีซาลาเปาเพียงสี่ถึงห้าลูกเท่านั้น ก็ราคายี่สิบอีแปะแล้ว นางซื้อมากขนาดนี้แต่จ่ายไปเพียงสามสิบอีแปะ อีกทั้งซาลาเปาเหล่านี้ยังใส่น้ำตาลอีกด้วย
ในตำบลไท่และอำเภอเหอย่อมมีเหลาอาหาร เพียงแต่มิได้ขายอาหารประเภทแป้งเท่านั้น
เหล่าประชากรที่มีทางเลือกในเมืองเช่นสตรีวัยกลางคนที่เคยไปเมืองเซียง ย่อมเคยเห็นโลกกว้างและเคยลิ้มรสซาลาเปามาก่อน
หวังเลี่ยงใช้ตะเกียบค่อยๆ คีบซาลาเปาทั้งหมดยี่สิบลูกใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ทีละลูก ทั้งยังถามว่า “ท่านป้า ท่านลองดูก่อนว่าจัดวางเช่นนี้ดีหรือไม่?”
หญิงวัยกลางคนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ นางจ่ายเงินให้เฝิงต้าจู้ ก่อนเหลือบมองพี่น้องสกุลเฝิงทั้งสามอีกครั้ง นางเปล่งเสียงประหลาดใจก่อนเอ่ยว่า “เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกคุ้นตาพวกเ้านัก?”
เฝิงต้าจู้อธิบายด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างราบเรียบว่า “ท่านป้า ครอบครัวของข้าคือตระกูลเฝิง ก่อนหน้านี้เราเคยอาศัยอยู่ในเมืองมาตลอด ก่อนจะย้ายออกไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ขอรับ”
พี่น้องสกุลเฝิงทั้งสามล้วนทำงานในเมือง จึงมักมีคนถามคำถามเช่นนี้กับพวกเขาเสมอ
“ข้าก็ว่าแล้วเชียว ที่แท้ก็เป็เพื่อนบ้านเก่าแก่นี่เอง” หญิงวัยกลางคนยกตะกร้าไม้ไผ่ ยิ่งมองซาลาเปาหวานมากเท่าไรก็ยิ่งพอใจขึ้นเท่านั้น สุดท้ายก็เอ่ยปากชมว่า “สะใภ้บ้านเ้ามีฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยมนัก ซาลาเปาหวานที่ทำอร่อยไม่แพ้เหลาอาหารเซียงเยวี่ยไจเลย”
ใบหน้าเฝิงต้าจู้อาบย้อมไปด้วยความภาคภูมิใจทันที
หวังเลี่ยงเอ่ยพร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอิจฉา “ที่แท้ท่านป้าก็เคยลิ้มรสอาหารจากเซียงเยวี่ยไจนี่เอง!”
“ถูกต้อง” หญิงวัยกลางคนคนนั้นเดินจากไปด้วยท่าทีได้ใจ
เฝิงซานจู้มองหวังเลี่ยงด้วยประกายตาที่แฝงไปด้วยความชื่นชม ในที่สุดเขาก็สามารถรวบรวมความกล้าเปิดปากพูดได้สำเร็จ “ซาลาเปาหวานขอรับ ซาลาเปาหวานทั้งอร่อยทั้งราคาถูก และยังใส่น้ำตาลอีกด้วย รีบมาซื้อกันเร็วเข้า”
เขาะโทุกสิ่งออกไปจนหมดในลมหายใจเดียว ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ในใจรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ที่แท้แล้วตัวเขาเองก็สามารถทำได้เช่นกัน
หวังเลี่ยงกวาดสายตามองเหล่าชาวบ้านที่พากันเดินจับจ่ายซื้อของผ่านแผงลอยต่างๆ ขอเพียงมีคนมองมา พวกเขาก็จะร้องเรียกอย่างกระตือรือร้น นี่คือประสบการณ์ที่เขาได้รับจากการขายครั้งที่แล้ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครึ่งชั่วยามต่อมา ยามที่พี่น้องสกุลเฝิงเปิดผ้าฝ้ายขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ามันว่างเปล่า ซาลาเปาหวานกว่าสามร้อยชิ้นที่พวกเขานำมาวันนี้ ถูกขายออกไปจนหมดเกลี้ยง
เฝิงเอ้อร์จู้ซึ่งปกติไม่ค่อยพูด ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยความตื่นเต้นดีใจ “หวังเลี่ยงเอ่ยได้ถูกต้อง ขายในอำเภอเร็วกว่าในตำบลมากจริงๆ ด้วย”
เฝิงซานจู้หัวเราะร่าพลางลูบศีรษะ เขาเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าคนในอำเภอจะมีเงินมากกว่าในตำบล คนในตำบลเอาแต่บอกว่าแพง อีกทั้งยังต่อรองราคากับเราด้วย”
เหรียญทองแดงในอ้อมแขนของเฝิงต้าจู้หนักอึ้ง ปากของเขาฉีกยิ้มมีความสุขจนแทบจะหุบไม่ลง
หวังเลี่ยงยิ้มกว้างพลางส่งเสียงเร่งเร้า “พี่ต้าจู้ พวกเรารีบกลับไปที่ตำบลกันเถิด นำข่าวดีไปบอกพี่หลานหลานกับพี่สะใภ้สามของข้า”
ในใจของเฝิงต้าจู้รู้สึกขอบคุณหลี่ชิงชิงยิ่ง เขาวางแผนที่จะซื้อหมูหนึ่งชิ้น ทว่าเมื่อคิดได้ว่าเนื้อหมูในตำบลถูกกว่าในอำเภอ อีกทั้งยามนี้ยังพกเงินติดตัวไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่กล้ารีรออยู่ข้างนอกนาน
ทั้งสี่คนเดินทางกลับพร้อมกับตะกร้าว่างเปล่า ยามที่มาถึงบ้านยังเป็เวลาก่อนเที่ยงถึงครึ่งชั่วยาม
เฝิงต้าจู้ครุ่นคิดในใจว่า ใช้เวลาน้อยทว่าได้เงินมากมาย ทั้งยังสะอาดไม่สกปรกอีก การค้าซาลาเปาหวานนี้ช่างรื่นรมย์ยิ่งนัก ดีกว่าการทำงานในเมืองหลายสิบเท่า
หวังเลี่ยงวิ่งนำไปหาหลี่ชิงชิง ก่อนเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “พี่สะใภ้สาม ซาลาเปาหวานขายหมดเกลี้ยง คนในเมืองชื่นชอบอาหารประเภทแป้งมากเลยขอรับ”
หลังจากที่หลี่หลานหลานได้ฟังเื่ราวที่สามีและน้องสามีเล่าจบ นางก็หัวเราะคิกคักด้วยความดีใจ ทั้งยังไม่ลืมที่จะชื่นชมตนเองด้วย “ดูสิ ซาลาเปาหวานที่ข้าทำนั้นดีเพียงใด ถึงกับขายหมดซึ้งเลยทีเดียว” จากนั้นนางก็กวาดตามองทั้งสามคนพร้อมกล่าวว่า “น้องสาวของข้าช่วยครอบครัวเราเอาไว้ครั้งใหญ่ นางหาลู่ทางร่ำรวยมาให้พวกเราจริงๆ”
เป็อีกครั้งที่ครอบครัวเฝิงขอบคุณหลี่ชิงชิง
“นั่นก็เป็เพราะพวกท่านยินดีที่จะเชื่อในตัวข้าด้วย” หลี่ชิงชิงค่อนข้างถ่อมตัว
เฝิงต้าจู้เอ่ยกับหลี่ชิงชิงเป็การเฉพาะว่า “วันนี้ต้องยกความดีความชอบให้หวังเลี่ยงที่มาช่วยเหลือ”
เฝิงซานจู้เปิดปากเอ่ยว่า “พี่สาวชิงชิง คนในตำบล้าให้พี่ใหญ่ลดราคา พี่ใหญ่ไม่อยากเสียหน้า ยังเป็หวังเลี่ยงที่เอ่ยเตือนว่าร้านค้าเล็กๆ เช่นพวกเราไม่อาจลดราคาลงได้ง่ายๆ มิเช่นนั้นพี่ใหญ่คงลดราคาไปแล้ว”
อย่าโทษที่เขาต้องเอ่ยฟ้อง เพราะเขากลัวว่าครั้งหน้าเฝิงต้าจู้จะลดราคาลงจริงๆ
ครอบครัวของพวกเขาผ่านวันคืนมาอย่างยากลำบาก แล้วเหตุใดเขาถึงต้องลดราคาซาลาเปาหวานลง เพียงเพราะคำพูดหนึ่งประโยคของคนอื่นด้วยเล่า
