เล่มที่ 5 บทที่ 123 มนต์อัสนีอู่หยิน (สอง)
ภายใต้แสงดาวที่สาดส่องลงมา หลินเฟยสะบั้นัอัสนีจนแตกสลาย ก่อนจะลอยตัวกลับไปยังหน้าผา ทว่าเขาดันเหลือบไปเห็นหมอกควันดำกลุ่มหนึ่ง ที่แฝงอยู่ท่ามกลางเหล่าสายอัสนีก่อน หลินเฟยยื่นมือออกไปเพื่อคว้าหมอกดำนั้นเอาไว้ หลังจากพินิจอยู่ชั่วครู่เ้าตัวก็ยกยิ้มออกมา
“สำนักเชียนซานจะขี้เกรงใจเกินไปแล้ว แค่มาทักทายก็พอ ยังจะส่งของกำนัลมาให้อีก…”
หลินเฟยเองก็ถือว่าเป็ผู้รอบรู้ด้านการหลอมอาวุธ เพียงแค่ัักลุ่มหมอกดำก็รู้แล้วว่าสิ่งนี้คืออาวุธที่มีพลังชั่วร้าย แถมยังมีมนต์สะกดไม่ธรรมดาถึงสามสิบห้าสายจนแทบจะบรรลุเป็ศาสตราวุธอยู่แล้ว
แต่ว่าอาวุธชิ้นนี้มีความพิลึกแฝงอยู่…
หลินเฟยใช้เคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูหลอมชำระตราประทับของศิษย์แซ่จ้าวบนอาวุธออก ก่อนจะหลอมตราประทับของตนเองเข้าไปแทน เพียงแค่โคจรพลังปราณ หมอกควันดำก็ปรากฏเป็สายอัสนีออกมา หากดูเพียงผิวเผินก็เหมือนอาวุธที่มีพลังอัสนีแฝงอยู่…
“คนที่หลอมอาวุธชิ้นนี้ ช่างชั่วร้ายไม่เบา…” หลินเฟยเผยรอยยิ้มน้อยๆ อัสนีสายน้อยกำลังเคลื่อนไหวไปมา ดูแล้วงดงามไม่น้อย แต่เพราะตนเองได้ฝึกเคล็ดวิชาฝูเทียนฝูถูมา จึงดูออกว่าภายใต้ความงดงามนี้กลับซ่อนความร้ายกาจถึงขั้นทำลายรากฐานบำเพ็ญผู้อื่นเอาไว้ด้วย
มนต์อัสนีอู่หยินนี้เป็อาวุธที่มีพลังชั่วร้าย ดังนั้นจะต้องหลอมด้วยมารปีศาจที่มีพลังหยิน อาวุธชิ้นนี้ไม่มีรูปร่างที่แน่นอน แต่หากโดนเข้าไปแม้เพียงเล็กน้อย มันก็จะค่อยๆกัดกร่อนรากฐานไปเรื่อยๆ แม้ว่าตอนแรกอาจจะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอรู้ตัวอีกทีรากฐานก็ถูกทำลายไปแล้ว จะต้องใช้เวลาเยียวยานับสิบปีถึงจะฟื้นฟูรากฐานกลับมาได้
หลินเฟยพอจะรู้ั้แ่ตอนที่รับมือกับเคราะห์อัสนีสามสายสุดท้ายแล้วว่ามีบางสิ่งบางอย่างแฝงอยู่ แต่ตอนนั้นหลินเฟยกำลังฮึกเหิมกระหายชัยชนะอย่างเต็มที่ จึงไม่สนว่าสิ่งที่แฝงอยู่คืออะไร คิดแต่เพียงว่าจะสะบั้นให้แตกสลายไปพร้อมกันทั้งหมด สุดท้ายมนต์อัสนีอู่หยินยังไม่ทันจะสำแดงพลัง มันก็ถูกสะบั้นจนแตกสลายไปเสียก่อน…
สำหรับศิษย์น้องสำนักเชียนซานผู้นั้น หลินเฟยเองก็ไม่คิดจะเอาเื่อะไร เพียงแค่ทิ้งคำขู่ไว้ให้อีกฝ่ายกลัวเท่านั้น
หากตอนนั้นรู้ว่าสิ่งที่แฝงอยู่คือมนต์อัสนีอู่หยินละก็ เกรงว่าศิษย์น้องแซ่จ้าวผู้นี้คงไม่ได้รับจุดจบที่ดีเช่นนี้หรอก…
“หากนำสิ่งนี้มาลอบทำร้ายคนแล้วละก็ นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว…” หลินเฟยมองกลุ่มหมอกควันดำในมือ ยิ่งมองก็ยิ่งชอบใจ เพราะชาติที่แล้วเขาต้องรับมือกับเ้าแห่งเหวทมิฬ ที่สุดท้ายสามารถสังหารอีกฝ่ายจนตายตกตามกันไปได้ ก็ล้วนเพราะอาศัยวิธีการลอบกัดเช่นนี้นั่นแหละ…
หรือพูดได้ว่าอาวุธชิ้นนี้เหมาะสมกับหลินเฟยมากทีเดียว
แม้ว่าตอนนี้จะผ่าเคราะห์ด่านแรกของขั้นมิ่งหุนได้แล้ว แต่ถ้าหากอยู่ในชาติที่แล้วละก็เื่แค่นี้สำหรับหลินเฟยนั้นถือว่าเล็กน้อยมาก ไม่ว่าจะขั้นมิ่งหุนก็ดี หรือขั้นย่างหยวนก็ตาม บัดนี้ถือว่าเส้นทางบำเพ็ญของหลินเฟยแตกต่างไปจากชาติก่อนอย่างสิ้นเชิงแล้ว
แต่ในเมื่อมีกระบี่อยู่ในมือ ก็ไม่จำเป็ต้องอาศัยอาวุธลอบกัดเช่นนี้อีก…
“ช่างเถอะ ยังไงก็ถือว่าเ้าโชคดีแล้ว…” พอคิดได้ดังนั้น หลินเฟยก็เรียกเทียนกุ่ยออกมา
เพียงพริบตาเดียวหมอกควันดำที่พันอยู่รอบมือของหลินเฟยก็รวมตัวกันจนเกิดเป็ใบหน้าปีศาจปรากฏขึ้นมาตรงหน้าหลินเฟย
“นายท่านเรียกข้าน้อยออกมา มีอะไรจะให้กินอย่างนั้นหรือ?”
“เ้าทายถูกแล้วล่ะ” หลินเฟยพยักหน้าตอบรับ โดยไม่อธิบายอะไรมาก จากนั้นเขาก็ยัดหมอกดำมนต์อัสนีอู่หยินเข้าปากของเทียนกุ่ยทันที
“ช่วยด้วย!” เทียนกุ่ยร้องเสียงหลง เพราะสายอัสนีที่แฝงอยู่ในหมอกดำทำให้เทียนกุ่ยตื่นใ เอาแต่ดิ้นรนขัดขืนไม่หยุด แต่มีหรือที่จะเอาชนะหลินเฟยได้?
ไม่นานกลุ่มควันดำนั้นก็ถูกยัดเข้าไปในปากเทียนกุ่ย เทียนกุ่ยจึงเอ่ยออกมาทั้งน้ำตา
“ข้าน้อยไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมนายท่านต้องทำเช่นนี้ด้วย…”
“อย่าพูดมาก กินมันแล้วจะมีผลดีกับเ้า” หลังจากจัดแจงยัดเข้าไปในปากเทียนกุ่ยเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่คิดสนใจอีก หลินเฟยทิ้งตัวนั่งลงโคจรพลังเพื่อปรับสภาพร่างกายหลังผ่านเคราะห์อัสนีด่านแรกของขั้นมิ่งหุน
เคราะห์อัสนีขั้นมิ่งหุนมีทั้งหมดหกด่าน แต่ละด่านจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่สามารถผ่านเคราะห์เหล่านี้ได้ ร่างของเขาก็จะแตกสลาย แต่ถ้าฝ่าเคราะห์ทั้งหกด่านสำเร็จ หลินเฟยก็จะสามารถบรรลุขั้นจิงตันสำเร็จ และมีศักดิ์เป็ปรมาจารย์ในที่สุด
และเคราะห์ด่านแรกก็คือเคราะห์อัสนีนั่นเอง
ผู้บำเพ็ญที่บรรลุขั้นมิ่งหุนได้ ล้วนมีพร์และจุดมุ่งมั่นไม่ธรรมดา เก้าในสิบคนล้วนสามารถผ่านเคราะห์อัสนีด่านแรกได้
แต่กลับไม่มีใครทำได้เหมือนหลินเฟย ที่ใช้เพียงกระบี่หงส์คำรนสะบั้นเคราะห์อัสนีทั้งเก้าสายติดๆกัน
ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะหลินเฟย้าหลอมชำระกระบี่หงส์คำรน
เพราะเส้นทางการบำเพ็ญเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนของหลินเฟยแตกต่างไปจากคนอื่นๆที่จะต้องบำเพ็ญปราณก่อนค่อยบำเพ็ญอาวุธคู่กาย แต่สำหรับหลินเฟยนั้นทั้งปราณกระบี่และอาวุธคู่กายของเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนล้วนคือตัวเขาเอง ที่จะต้องเน้นบำเพ็ญกายเนื้อให้เป็ศาสตราวุธ
บัดนี้เขาก็บรรลุขั้นมิ่งหุนแล้ว แต่กระบี่หงส์คำรนที่ได้มาตอนขั้นย่างหยวนนั้น กลับไม่อาจติดตามข้ามขั้นมาได้ จึงเป็ปัญหาใหญ่สำหรับหลินเฟยในตอนนี้ก็ว่าได้
เขาจึงคิดจะอาศัยเคราะห์อัสนีหลอมชำระกระบี่หงส์คำรน
หลังจากปะทะกับอัสนีทั้งเก้าแล้ว กระบี่หงส์คำรนที่มีมนต์สะกดเพียงสิบแปดสาย ก็เกิดมนต์สะกดเพิ่มขึ้นอีกสามสาย จนบัดนี้มีมนต์สะกดถึงยี่สิบเอ็ดสาย ใกล้จะเป็อาวุธขั้นหยางฝูแล้ว…
และที่สำคัญก็คือกระบี่หงส์คำรนมีจิติญญาอาวุธั้แ่แต่แรก ในตอนนี้มันจึงยิ่งมีชีวิตชีวาเข้าไปใหญ่ ขณะที่กุมไว้ในมือ จึงรู้สึกถึงจิตใจที่เชื่อมโยงกับผู้เป็นายได้ หลินเฟยรู้สึกราวกับว่าสิ่งที่กุมอยู่ไม่ใช่กระบี่ แต่เป็สิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง
ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะกระบี่หงส์คำรนถูกอัสนีเก้าสายชำระ จนเริ่มเข้าใกล้อาวุธหยางฝู ดังนั้นหากหลิยเฟยฝ่าเคราะห์ขั้นมิ่งหุนทั้งหกด่านได้ ก็จะมีสิทธิ์พัฒนาต่อไปให้เป็ศาสตราวุธได้
ถึงตอนนั้นต่อให้หลินเฟยไม่อาจบรรลุขั้นจิงตัน แต่แค่มีกระบี่หงส์คำรนในมือ ก็สามารถเอาชนะปีศาจและอสุรกายขั้นหวังสองตนที่หุบเขากระบี่ได้แล้ว…
“หื้อ?” หลังจากที่หลินเฟยเก็บกระบี่หงส์คำรนเข้าร่างแล้ว ขณะที่เขากำลังจะเริ่มโคจรพลังอย่างที่ทำเป็ประจำ ก็พบว่าจู่ๆเทียนกุ่ยที่เอาแต่แหกปากร้องโอดครวญก็นิ่งสงบลงไป
หลินเฟยสงสัยจึงหันไปมอง…
จึงเห็นว่าเทียนกุ่ยที่เต็มไปด้วยกระแสไอหยินและกลิ่นอายความวังเวง บัดนี้ทั่วทั้งร่างนั้นปรากฏกระแสไฟฟ้าสถิตเป็ระยะ เริ่มมีเค้าความน่าเกรงขามขึ้นมาบ้างแล้ว…
“นี่…” หลินเฟยชะงักไปชั่วครู่
ในตอนแรกที่ยัดเข้าปากเทียนกุ่ย เพราะคิดว่าอาวุธชิ้นนี้เกิดจากพลังมารปีศาจ หากให้เทียนกุ่ยกินลงไปอาจจะเกิดผลดี
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า…
เมื่อกินลงไปแล้วจะสามารถสำแดงพลังของมนต์อัสนีอู่หยินออกมาได้…
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
