เดิมทีฮวาเหยียน้าหลบเลี่ยงให้พ้นราตรีนี้ รออีกสองสามวันค่อยกล่าวเื่นี้กับท่านพ่อใหม่ ถึงยามนั้นโทสะของเขาคงหายไปไม่น้อย แต่เห็นได้ชัดว่านางประเมินค่าความโกรธของท่านพ่อต่ำเกินไป
เมื่อได้ยินเสียงตำหนิแ่เบาของมู่เอ้าเทียน พริบตานั้นฮวาเหยียนก็ไม่กล้าสร้างปัญหาใดอีก เพียงยืนนิ่งอย่างเชื่อฟัง
เมื่อครู่พวกเขาเพิ่งเข้ามาในจวนทางประตูข้าง ยามนี้ยืนอยู่กลางลานพอดี ลุงหวังผู้เป็พ่อบ้านมิได้นอนและยืนรออยู่ที่ประตูมาทั้งคืน ไม่ง่ายเลยที่จะยืดหยัดรอต้อนรับจนนายท่าน คุณหนูใหญ่ และคุณชายน้อยกลับมา แต่เขากลับนึกไม่ถึงว่าสีหน้าของท่านอ๋องจะมีบางอย่างไม่ถูกต้อง อีกฝ่ายถึงกับตำหนิคุณหนูใหญ่...
นี่...
ท่านอ๋องตำหนิคุณหนูใหญ่ หมายความว่าเกิดเื่ใหญ่อันใดขึ้นกันแน่? หัวใจของลุงหวังพลันลอยเคว้งอย่างกังวล
“นายท่าน มีเื่อันใด้าเอ่ย ไว้รอฟ้าสว่างค่อยกล่าวดีหรือไม่ ตอนนี้เวลาล่วงเลยไปมิน้อยแล้วนะขอรับ”
พ่อบ้านลุงหวังกัดฟันก้าวไปข้างหน้า
ทว่ากลับเห็นมู่เอ้าเทียนส่งหยวนเป่าที่อยู่ในอ้อมอกให้เขาอุ้มต่อ พลางกล่าวว่า “เหล่าหวัง เ้าพาหยวนเป่าไปก่อนเถิด ข้ามีเื่ต้องพูดกับลูกเหยียน”
ท่าทางและน้ำเสียงนี้จริงจังเป็อย่างยิ่ง ลุงหวังมิได้เอ่ยคำใดอีก ทำได้เพียงส่งสายตาอวยพรให้ฮวาเหยียนช่วยตัวนางเองให้รอดพ้น ก่อนจะอุ้มหยวนเป่าแล้วถอยจากไป
ฮวาเหยียนลอบถอนหายใจออกมาอีกหน จบสิ้นแล้ว!
ท่านพ่อกำลังจะคิดบัญชีย้อนหลัง!
“ท่านพ่อ~~~!”
ฮวาเหยียนกัดฟันะโอย่างดื้อรั้น ใช้น้ำเสียงเอาใจเรียกขานว่าท่านพ่อ
หากเป็ยามปกติ มู่เอ้าเทียนคงจะยกมือขึ้นและยอมจำนนต่อการโต้กลับอันอบอุ่นของบุตรสาวแสนรัก ทว่าเมื่อนึกถึงเื่ราวในคืนนี้ ใบหน้าของเขาพลันเครียดเขม็ง นิ่งเงียบปราศจากรอยยิ้ม ได้ยินเพียงเสียงพ่นลมหายใจเ็าที่แสดงถึงโทสะของเขา
“พูดมาเถิด ตกลงว่าคืนนี้เกิดเื่ใดขึ้นกันแน่?”
มู่เอ้าเทียนถาม พลางมองไปทางฮวาเหยียน
ฮวาเหยียนเอานิ้วจิ้มกันไปมา ท่าทางราวกับนางทำผิดไปแล้วเช่นนั้น
ตอนที่นางให้ตี้หลิงหานส่งคนไปตามบิดากับหยวนเป่า นางก็พร้อมจะถูกสอบสวนั้แ่แรกแล้ว
เมื่อคิดดูก็ต้องเป็เช่นนั้น คุณหนูจากห้องหอ กลางดึกค่อนคืนกลับไม่หลับไม่นอน วิ่งไปเยือนถึงจวนไท่จื่อ หากเื่นี้แพร่กระจายออกไป จะกลายเป็คำพูดเยี่ยงไร?
อีกทั้งยังแต่งกายด้วยสภาพเช่นนี้ เสื้อดำกางเกงดำ ทั้งเนื้อทั้งตัวราวกับนักฆ่าก็มิปาน
“ขะ ข้า...”
สมองของฮวาเหยียนพลิกหมุน นางคิดเหตุผลออกมานับไม่ถ้วน ทว่ากลับถูกตัวนางเองปัดตก ไม่มีความคิดใดเข้าท่า ที่สำคัญคือหลักฐานล้วนพร้อมสรรพ ต่อให้นางแต่งเื่ก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นท่านพ่อเองก็มิใช่คนโง่
ฮวาเหยียนรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
“ท่านพ่อ ขะ ข้านอนมิหลับ จึงออกจวนไปชมจันทร์เ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนคิดอยู่นาน สุดท้ายจึงพ่นประโยคดังกล่าวออกมา
มู่เอ้าเทียนถูกนางทำให้โกรธจนหัวเราะ ออกไปชมจันทร์หรือ? ต้องชื่นชมบุตรสาวที่กล่าวเหตุผลเช่นนี้ออกมาได้!
อันที่จริงแค่เห็นอากัปกิริยาเช่นนี้ของบุตรสาว ใจของมู่เอ้าเทียนก็พลันอ่อนยวบ ท่าทางของนางที่ทั้งก้มหน้าหดหู่ ม้วนนิ้วอยู่ไม่นิ่ง ดวงตาชื้นน้ำเป็ประกายที่เหลือบมองเขาอย่างขลาดกลัวและไม่สบายใจ ความจริงเขาก็ทนเกร็งหน้าต่ออีกได้ไม่นาน คิดอยากพุ่งเข้าไปปลอบนาง ทว่าก็ทำมิได้ เขาต้องใจแข็งเพื่อสั่งสอนลูก เื่ครานี้นางขวัญกล้าเกินไปจริงๆ
ดึกดื่นค่อนคืนกลับวิ่งไปที่จวนไท่จื่อด้วยตัวคนเดียว ทั้งยังพบการลอบสังหาร และเป็การบุกฆ่าแบบสองรอบ หากผิดพลาดเพียงนิดย่อมหมายถึงการเอาชีวิตไปทิ้ง
เขาเสียลูกไปแล้วถึงสี่ปี วันเวลาที่อยู่มิสู้ตายเ่าั้ เขาไม่กล้านึกถึงมันอีก หากบุตรสาวผู้นี้ประสบภัยที่คาดไม่ถึง เช่นนั้นเขาจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร?
ดังนั้นยามนี้มู่เอ้าเทียนจึงทั้งโกรธและเ็ปใจยิ่ง
“เ้าแต่งกายเช่นนี้เพื่อไปชมจันทร์หรือ? แล้วต้องไปชมจันทร์ถึงจวนไท่จื่อเชียวหรือ?”
มู่เอ้าเทียนเอ่ยถาม
“ท่านพ่อ ข้าผิดไปแล้วเ้าค่ะ...”
ฮวาเหยียนยอมรับความผิดพลาดของนางอย่างเด็ดเดี่ยว
“เ้ารู้ตัวแล้วหรือว่าทำผิด? เป็กุลสตรี ดึกดื่นค่อนคืนมิยอมนอนกลับวิ่งไปถึงจวนไท่จื่อ หากเื่นี้แพร่ออกไปจะลือกันเช่นไร? ชื่อเสียงเ้ายัง้าอยู่หรือไม่?”
มู่เอ้าเทียนพร่ำสอน
“อืม อย่างไรชื่อเสียงของข้าก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว”
ฮวาเหยียนม้วนนิ้วพลางบ่นพึมพำเสียงเบา
นางคิดว่ามู่เอ้าเทียนคงไม่ได้ยิน แต่ผู้ใดจะรู้ว่าหูของมู่เอ้าเทียนนั้นดียิ่ง เขาเบิกตาจ้องเขม็งทันที “เ้ายังกล้าเถียงอีกหรือ! คิดว่าพ่อมิกล้าลงโทษเ้าหรืออย่างไร?”
ฮวาเหยียนตกตะลึง หูของท่านพ่อดียิ่ง นางรีบหุบปากแล้วยืนตัวตรง ทำทีราวกับไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอันใด นางก็พร้อมจะตั้งใจฟัง ซึ่งนั่นทำให้มู่เอ้าเทียนทั้งโกรธทั้งขำ
“แท้จริงแล้วแม้เ้าไม่บอก พ่อก็รู้ว่าเ้าบุกไปจวนไท่จื่อด้วยเหตุใด!”
มู่เอ้าเทียนเอ่ยอีกครั้ง
ฮวาเหยียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาเบิกกว้างและสั่นไปมา ราวกับนางกำลังถามอย่างไร้เสียงว่า ท่านพ่อทราบด้วยหรือ? คงมิได้หลอกข้ากระมัง? จากนั้นก็ได้ยินมู่เอ้าเทียนกล่าวต่อว่า “พ่อรู้ว่าเ้ามีพร์โดดเด่น ทะลวงสู่ขั้นปรมาจารย์แล้ว ทว่าจวนไท่จื่อเป็สถานที่เสือหมอบัซ่อน มีผู้มากฝีมือนับไม่ถ้วน เ้าเข้าไปย่อมถูกเอาเปรียบได้ง่าย เ้าคิดว่าจวนไท่จื่อเป็สถานที่เช่นใด? คิดจะไปก็ไป จะกลับก็กลับเช่นนั้นหรือ?
คืนนี้เ้าประมาทนัก นับว่าโชคดีที่พิษขององค์รัชทายาทกำเริบพอดี เ้าช่วยชีวิตพระองค์ไว้ เื่ราวก่อนหน้าจึงเป็โมฆะ และเพราะหยวนเป่ามีทักษะทางการแพทย์ที่โดดเด่น สามารถถอนพิษให้พระองค์ได้ ดังนั้นพวกเราจึงมีข้อต่อรองกับองค์รัชทายาท...
มิฉะนั้น หากคืนนี้เ้าบุกเข้าไปในจวนไท่จื่อและตกอยู่ในเงื้อมมือของพระองค์ พ่อที่ดำรงตำแหน่งอ๋องหรูหนานก็มิอาจรีบเร่งช่วยเ้าได้”
มู่เอ้าเทียนถอนหายใจ
“องค์รัชทายาทผู้นี้มีจิตใจลึกล้ำ นิสัยเ็าเงียบขรึม แม้คืนนี้เ้าจะช่วยพระองค์ไว้โดยมิได้ตั้งใจ ทว่าทุกคนล้วนรู้เื่ที่เ้าบุกเข้าไปในจวนไท่จื่อ อีกทั้งเงื่อนไขสามประการที่เ้ากล่าวกับพระองค์ หากวันหน้าเ้าพูดถึงขึ้นมา คิดว่าองค์รัชทายาทจะถูกผู้อื่นชักจูงได้ตาม้าหรือ?”
“ว่าอย่างไรนะเ้าคะ เขาคิดจะตลบหลังข้าเช่นนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินข้อคิดเห็นของมู่เอ้าเทียน ฮวาเหยียนก็อดมิได้รีบเอ่ยปากทันที
นั่นคือเงื่อนไขที่ต้องใช้โอสถต่อชีวิตถึงสามเม็ดเพื่อแลกมา นางจะยอมปล่อยมันไปง่ายๆ ได้อย่างไร ไม่มีทาง
“เด็กน้อย...ไยไม่คิดสักนิดว่าราตรีนี้เ้าไปจวนไท่จื่อด้วยเื่ใด หากองค์รัชทายาททรงตรวจสอบขึ้นมา ต่อให้เ้ามีร้อยปากก็มิอาจโต้เถียงได้”
มู่เอ้าเทียนกล่าวอย่างเป็กังวล
เมื่อฮวาเหยียนได้ยินประโยคนี้ ดวงตานางพลันหมุนวน คำพูดของท่านพ่อมีความหมายอื่นแฝงอยู่! เขาเดาจุดประสงค์ที่นางไปจวนไท่จื่อออกแล้วหรือ?
“ท่านพ่อ ท่านเดาออกหรือเ้าคะ?”
ดวงตาของฮวาเหยียนกลอกไปมา ดูราวกับสุนัขจิ้งจอกตัวน้อย นางลองหยั่งเชิงถาม
หลังกล่าวจบ นางก็โดนมู่เอ้าเทียนจ้องหน้าทันที ท่าทางราวกับอยากสั่งสอนแต่ก็พยายามหักใจ “เ้าคิดว่าพ่อไม่มีสมองหรือ? พ่อเห็นได้อย่างชัดเจน เพียงวิเคราะห์เื่ราวก่อนและหลังก็รู้แล้ว เ้าเด็กคนนี้ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า เกรงว่าโจรที่ขึ้นจวนไท่จื่อก็คงเป็เ้ากระมัง...”
ฮวาเหยียน “...”
ที่แท้ท่านพ่อก็เดาออกจริงๆ!
ฮวาเหยียนคิดอยากปฏิเสธ แต่กลับรู้สึกว่ามิจำเป็ ต่อหน้าผู้อื่น นางสามารถยืนยันไม่ยอมรับ แต่ต่อหน้าท่านพ่อ นางไม่จำเป็ต้องโกหก
นางเอื้อมคว้าแขนของมู่เอ้าเทียนมาเขย่าด้วยท่าทีออดอ้อน “ท่านพ่อ ตี้หลิงหานผู้นี้กลั่นแกล้งกันมากเกินไป ยามนึกถึงเงื่อนไขและสัญญาที่เขาบังคับให้ข้าลงนาม ข้าก็มิอาจข่มตาหลับได้ทั้งคืน อีกทั้งข้าไม่สามารถนำเงินสามล้านตำลึงมาชดใช้ได้แล้ว ข้าหลงทางอยู่พักหนึ่ง คิดเพียงต้องขโมยสัญญาฉบับนั้นเสียก่อน...เื่นี้จึงจะเป็โมฆะเ้าค่ะ...”
