เดิมทีติงเหว่ยตั้งใจจะขอโทษด้วยความจริงใจ แต่เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ของเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป “คุณชายฟางสั่งสอนได้ถูกต้อง ล้วนเป็ความผิดของบ่าวทั้งหมดที่มีตาแต่หามีแววไม่ ตอนเที่ยงคืนเห็นคนที่ใส่เสื้อคลุมสีดำทั้งตัว ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ มาถามทาง แล้วบ้านที่ตามหายังเป็บ้านของเ้านายอีกด้วย ข้าคงจะคิดมากเกินไปจริงๆ อันที่จริงควรจะเชิญคนคนนั้นเข้ามาในบ้านด้วยความเคารพ จากนั้นก็บอกทางและตำแหน่งของจวนสกุลอวิ๋น หรือแม้กระทั่งพาคนคนนั้นเข้ามาในจวนแห่งนี้ด้วยตนเองถึงจะถูก หากว่าคนผู้นั้นบังเอิญเป็ศัตรูก็ยิ่งดี เกรงว่าตอนนี้ข้าคงไม่มีโอกาสได้ยืนทะเลาะและโต้ฝีปากอยู่ตรงนี้แล้ว”
กงจื้อิไม่คิดว่าติงเหว่ยจะพูดจาได้ฉะฉานขนาดนี้ น้ำชาที่อยู่เต็มปากไหลเข้าไปจนเขาอดไม่ได้ที่จะไอออกมา ทว่าเขากลับยกมุมปากขึ้นสูง เห็นได้ชัดว่ากำลังอารมณ์ดีมาก
ลุงอวิ๋นตบหลังให้นายท่านไปด้วย และก็หัวเราะคิกคักไปด้วย
นายน้อยฟางถูกติงเหว่ยทำให้สำลักจนเกือบจะเป็ลม อะไรที่เรียกว่าลับๆ ล่อๆ กัน? คิดแล้วเขาเองก็เป็ถึงลูกชายเพียงคนเดียวของอัครมหาเสนบาดีที่มีชื่อเสียงและน่ายกย่องในเมืองหลวง ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เชิดหน้ายืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิและตกเป็เป้าสายตาของคนทั่วไป นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้เขากลับถูกหญิงสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งเยาะเย้ยว่าทำตัวแปลกๆ นี่มันช่างเสียหน้าลูกผู้ชายจริงๆ!
“เ้า…เ้าผู้หญิงคนนี้…”
เขายังอยากจะโต้กลับและอธิบายอีกสักสองสามประโยค แต่เมื่อมองท่าทีของทุกคนแล้วเขาก็ระงับโทสะไว้เสียดีกว่า
“ข้าเองก็รีบร้อนเดินทาง ไม่งั้นก็คงจะไม่…”
“เ้าจะทำไม?” ลุงเหว่ยเดินเข้ามาจากนอกประตูช้าๆ แล้วพูดอย่างสบายๆ ว่า “หนุ่มน้อยเ้าก็รู้จักพอเถอะ ที่แม่นางน้อยยังมีซานปู้เต่า [1] ที่ข้าให้ไว้อีก หากว่านางโหดร้ายและไม่รู้จักประมาณจริงๆ ป่านนี้เ้าก็คงได้ไปดื่มน้ำเบญจรสกับท่านยายเมิ่ง [2] ที่ถนนฮวงเฉวียนไปตั้งนานแล้ว”
เดิมทีคุณชายฟางคิดว่าเพื่อนของเขาอาศัยอยู่อย่างสันโดษโดยไม่เปิดเผยตัวตน ดังนั้นคนที่อยู่รอบตัวของเขาต่างก็เป็คนที่สนิทคุ้นเคยและซื่อสัตย์เท่านั้น นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีติงเหว่ยหญิงสาวแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ตอนนี้ก็ยังมีชายชราเข้ามาอีกคน เขายืดหลังขึ้นตรงโดยไม่รู้ตัว และถามว่า “ท่านนี้คือ…”
ลุงเหว่ยกลอกตาขึ้น ก่อนที่ลุงอวิ๋นและคนอื่นๆ จะได้พูดอะไร เขาก็พูดออกมาว่า “ข้าเป็หมอเทวดาหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ ทำไมล่ะ เ้ากลัวอย่างนั้นหรือ?”
“หา!” แม้ว่านายน้อยฟางจะเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่ค่อยออกไปเที่ยวและคลุกคลีในยุทธภพเท่าไรนัก ทว่าเขาเองก็เคยได้ยินชื่อของหมอปีศาจหัตถ์เทวดาที่มีทั้งด้านดีและด้านร้ายเช่นกัน
ประกอบกับที่ลุงอวิ๋นกลัวว่าเขาจะพูดจาบุ่มบ่ามก็เลยเข้าไปเตือนด้านหลังว่า “ท่านนี้คือคนที่ยอดฝีมือเฟิงฮั่วชานหลินทั้งสี่กลุ่มไปเชิญมาด้วยความยากลำบากเพื่อช่วยล้างพิษให้นายน้อย”
ลุงเหว่ยกลับไม่สนใจที่พวกเขากระซิบกระซาบกัน เขาหันกลับไปมองทางติงเหว่ย “แม่นางน้อย ไหนอวี๋เซียงตั้นเกิงที่เ้ารับปากข้าไว้เมื่อคืนนี้ล่ะ?”
ติงเหว่ยดีใจที่ผู้าุโปกป้องนางเมื่อครู่นี้จึงยิ้มออกมาทันทีและพูดว่า “ลุงเหว่ยโปรดวางใจ ข้าทำเสร็จและอุ่นไว้ในหม้อตั้งนานแล้ว เดิมทีคิดว่าท่านจะตื่นสายเพราะเมื่อวานเหนื่อยล้า ข้าจะไปยกออกมาให้ท่านเดี๋ยวนี้ ท่านลุงโปรดรอสักครู่”
หลังจากพูดจบ นางก็ไปที่ห้องครัวและยกอวี๋เซียงตั้นเกิงมาสองถ้วย ถ้วยหนึ่งวางไว้ข้างหน้ากงจื้อิ และอีกถ้วยหนึ่งมีไว้สำหรับตอบแทนลุงเหว่ยโดยเฉพาะ
อวี๋เซียงตั้นเกิงมีหน้าตาเหมือนชื่อไม่มีผิด ไข่แดงนึ่งถูกราดด้วยน้ำจิ้มสีแดง กลิ่นหอมๆ เปรี้ยวๆ ลอยมาแตะจมูก กินเข้าไปหนึ่งคำก็ได้รสชาติทั้งเปรี้ยวหวานและชุ่มคอ ราวกับว่าค่ำคืนที่เลวร้ายเมื่อวานอันตรธานหายไป เหลือไว้เพียงความอิ่มท้องและอบอุ่น
ลุงเหว่ยกินอย่างมีความสุขจนหนวดสีขาวของเขาตั้งขึ้นมา และเขาก็เอ่ยชมว่า “อวี๋เซียงตั้นเกิงรสชาติไม่เลวเลยทีเดียว รสชาติช่างถูกปากคนแก่อย่างข้าจริงๆ แม่นางน้อย คราวหลังทำให้ข้ากินอีกสักสองครั้ง”
“ตกลง ลุงเหว่ยชอบกินก็พอแล้ว”
กงจื้อิที่อยู่ด้านข้างก็หยิบช้อนเงินขึ้นมาและกินอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่าเขาจดจ่ออยู่กับการกินมากเกินไปหรือว่าอย่างไร เขาไม่สังเกตเห็นแววตาของคุณชายฟางที่เต็มไปด้วยความโกรธและความอยากกินเลยแม้แต่น้อย
อาหารเช้ามื้อนี้ก็จบลงด้วยการที่คุณชายฟางถูกทรมาน หลังจากกินอาหารเสร็จ กงจื้อิก็เดินไปรอบๆ ลานกว้างตามปกติ คุณชายฟางก็มาเดินเป็เพื่อนอยู่ข้างๆ สองสหายที่ไม่ได้เจอกันนาน พวกเขาต่างก็คิดถึงเื่ราวเมื่อครั้งก่อนที่ต้องแยกจากกัน ดังนั้นจึงมีเื่ราวให้พูดคุยกันมากมาย
……
ติงเหว่ยกำลังคิดรายการอาหารกลางวันไปด้วย และกำชับให้อวิ๋นอิ่งอย่าอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปเล่นกับเฉิงเหนียงจื่อที่เรือนนอก
เด็กคนนี้บางทีอาจเป็เด็กแก่แดด ตอนนี้อายุยังไม่ถึงสิบเดือนก็เริ่มเรียนรู้ที่จะพูดแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนลุงอวิ๋นอุ้มอันเกอเอ๋อร์อยู่ แล้วเขาร้องออกมาหนึ่งคำโดยไม่ได้ตั้งใจว่า “หยา!”
ผู้าุโกลับยืนกรานว่าเขาได้ยินว่า “เหยี่ย [3]” เขาดีใจจนบ้าไปแล้วและอุ้มเด็กน้อยตรงกลับไปที่เรือนของตนเอง จากนั้นสร้อยคอที่อันเกอเอ๋อร์ใส่อยู่ก็ถูกแทนที่ด้วยทองแดง
ยามนั้นติงเหว่ยอยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นขอบตาแดงก่ำของผู้าุโ ในที่สุดนางก็ทำได้เพียงกล่าวขอบคุณแทนลูกชายของนาง ไม่ว่าผู้าุโจะทำดีกับอันเกอเอ๋อร์ด้วยเหตุผลอะไร แต่อย่างน้อยนางก็ััได้ถึงความจริงใจ ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว คิดเสียว่าความเป็เด็กของอันเกอเอ๋อร์ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่โดดเดี่ยวของชายชราก็แล้วกัน
ยามปกติก็ไม่มีอะไร แต่วันนี้ที่จวนสกุลอวิ๋นมีแขาก็ต้องเข้มงวดเื่กฎขึ้นมาเป็ธรรมดา
เฉิงเหนียงจื่อเดิมทีก็ปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อนายหญิงของนางสั่งมานางก็อยู่ที่เรือนนอกโดยไม่เข้าไปเรือนใน
ทว่าเ้านายสกุลอวิ๋นเป็คนใจดีและคนใช้ก็เข้ากันได้ดี เฉิงเหนียงจื่อเชื่อฟัง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะซื่อสัตย์เหมือนกัน ั้แ่เช้าก็มีข่าวลือว่านายน้อยมีเพื่อนมาเยี่ยมเยียน เป็คุณชายที่ท่าทางสุภาพและหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง ท่านป้าหลี่และพรรคพวกสี่ห้าคนยังไม่เท่าไร แต่เสี่ยวชิงกลับทนความอยากรู้ไม่ไหว นางไปแย่งผักสดใหม่มาและจะวิ่งไปส่งที่เรือนหลัก
ติงเหว่ยเห็นว่าอากาศกำลังแห้งแล้งพอดี นางจึงต้มปิงถังเสวี่ยหลีทัง [4] ขึ้นมาหนึ่งหม้อ ไม่รู้ว่าอวิ๋นอิ่งถูกท่านลุงอวิ๋นเรียกให้ไปทำอะไร เสี่ยวชิงก็เลยอาสาอย่างกล้าหาญที่จะไปส่งน้ำแกงให้แขก
ติงเหว่ยเห็นว่าตอนเช้าลุงอวิ๋นไม่ได้กำชับอะไร นางจึงเดาว่าการมาของคุณชายฟางไม่ถึงขั้นที่ต้องเก็บเป็ความลับ ดังนั้นนางจึงโบกมือให้เสี่ยวชิงทำตามใจ
เสี่ยวชิงยกถาดไปที่ห้องฝั่งตะวันออกอย่างมีความสุข นางแอบมองคุณชายที่นั่งตัวตรงผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็รายงานด้วยเสียงเบาๆ ว่า “คุณชาย บ่าวนำปิงถังเสวี่ยหลีทังมาส่ง”
“เข้ามาได้” คุณชายฟางที่พูดตลอดทั้ง่เช้าและเพิ่งจะได้เข้ามานั่งในห้อง เขากำลังรู้สึกคอแห้งและหิวน้ำพอดี เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็เหมือนกับมีคนส่งหมอนให้เขาตอนง่วงนอน ดังนั้นเขาจึงตอบรับอย่างดีใจ
เสี่ยวชิงเดินเข้าไปในห้อง แล้วเงยหน้าแอบมอง ใบหน้าของนางก็เขินอายจนแดงก่ำขึ้นมาทันที นางเองก็เป็ลูกครอบครัวชาวนา ั้แ่เด็กๆ ชายหนุ่มหล่อเหลาที่สุดที่นางเคยเห็นก็คือหลี่สิ่วไฉเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เห็นชายหนุ่มที่เหมือนกับเทวดาเช่นนี้!
นายน้อยฟางรออยู่นานและไม่เห็นเสี่ยวชิงนำถ้วยน้ำแกงมาให้ข้างหน้า เขาก็เลยลงมือจัดการเอง จากนั้นก็หันไปมองใบหน้าแดงก่ำของสาวใช้ตัวน้อย ดูท่าทางน่ารักเป็พิเศษเขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “เ้าชื่ออะไร มาทำงานอยู่ในจวนแห่งนี้กี่ปีแล้ว”
เสี่ยวชิงบีบที่มุมเสื้อผ้าของนางอย่างประหม่า และตอบอย่างขี้อายว่า “บ่าว... บ่าวชื่อเสี่ยวชิง มาทำงานในจวนสกุลอวิ๋นสองปีแล้ว”
“สองปี ก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว” คุณชายฟางยิ้มอย่างอบอุ่น เขาดื่มปิงถังเสวี่ยหลีทังไปหนึ่งคำ ในขณะที่เขากำลังจะถามเพิ่มสักสองประประโยค เขาก็หันหน้าไปเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าห้องฝั่งตรงข้าม นางสวมชุดสีเขียวและมีปิ่นปักผมสีแดง ถ้าไม่ใช่คนที่โต้เถียงกับเขาอย่างกล้าหาญในตอนเช้า จะเป็ใครไปได้อีก?
“แล้วนางละมีชื่อว่าอะไร? มาอยู่ที่นี่นานเท่าไรแล้ว?”
เมื่อเสี่ยวชิงได้ยินเช่นนั้นนางก็ยืดหัวออกไปมองด้านนอกหน้าต่าง บังเอิญเห็นเฉิงเหนียงจื่อกำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่ร้องไห้ไม่หยุดส่งเข้าไปในอ้อมแขนของติงเหว่ย ดังนั้นนางจึงยิ้มแล้วพูดว่า “อ๋อ คุณชายท่านหมายถึงพี่ติงใช่หรือไม่? พี่ติงมาอยู่ที่จวนนี้ได้หนึ่งปีกว่าแล้ว เด็กคนนั้นชื่ออันเกอเอ๋อร์ เป็ลูกของแม่นางติงที่เพิ่งเกิดเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว ส่วนอีกคนก็คือเฉิงเหนียงจื่อ เป็แม่นมของอันเกอเอ๋อร์”
เสี่ยวชิงแนะนำอย่างละเอียดและคล่องแคล่ว แต่นางกลับคิดไม่ถึงว่าคำพูดของนางจะทำให้คุณชายฟางใไม่น้อย
“งั้นเ้าจะบอกว่านางมีลูกแล้วอย่างนั้นหรือ? แล้วทำไมนางยังแต่งตัวเป็หญิงสาวอยู่อีกล่ะ?”
เสี่ยวชิงเพิ่งจะรู้ว่านางอาจพูดมากเกินไป นางจึงรีบยกมือขึ้นมาปิดปาก ใบหน้าดูหวาดกลัวและอับอาย นางตอบอย่างคลุมเครือว่า “ไม่มีอะไร เอ่อ พี่ติงเป็คนดี”
คิดไม่ถึงว่าเมื่อคุณชายฟางเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง เขากลับยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเองก็เ้าชู้จนเคยชิน การหลอกล่อสาวน้อยคนหนึ่งให้พูดความจริงก็แค่ทำให้นางเชื่อใจเท่านั้น
“เสี่ยวชิง เ้าเองก็เป็คนดีเหมือนกัน ในเมื่อเ้าพูดว่าแม่นางติงเป็คนดี ดังนั้นก็ไม่ใช่เื่โกหกอย่างแน่นอน” คุณชายฟางยิ้มออกมาอย่างจริงใจ จากนั้นก็พูดว่า “เมื่อตอนเช้าข้าได้ชิมอาหารฝีมือแม่นางติงแล้ว นางทั้งฉลาดเฉลียวและคล่องแคล่ว ผู้หญิงที่สามารถทำอาหารออกมาได้อร่อยนั้นย่อมต้องเป็คนจิตใจดีเป็แน่ ข้าก็แค่แปลกใจก็เท่านั้นว่าสตรีเช่นนี้เหตุใดถึงได้มีลูกแล้วยังแต่งตัวเป็หญิงสาวอยู่อีก หรือว่ามีชายหนุ่มโเี้คนไหนทอดทิ้งนางอย่างนั้นหรือ? หญิงสาวนิสัยดีๆ เช่นนี้ เหตุใดถึงไม่มีใครเรียกร้องความเป็ธรรมให้กับนาง?”
อันที่จริงแล้วเสี่ยวชิงก็เพิ่งอายุสิบกว่าปี และนางก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจติงเหว่ยที่ต้องคอยดูแลลูก เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้จึงไม่ทันระวังตัวอีกต่อไป นางรู้สึกราวกับว่าได้เจอเพื่อนสนิทจึงเล่าเื่ออกมาตรงๆ อย่างหมดเปลือก
“คุณชาย ท่านพูดถูกจริงๆ ์เองก็มี่เวลาที่ตาบอดเหมือนกัน พี่ติงเป็คนดีขนาดนี้ทำไมถึงไม่ได้มีชีวิตดีๆ กับเขาบ้าง? ท่านไม่รู้หรอกว่าแม่นางติงไม่ได้เจอฟู่ซินฮั่น [5] ที่ไหนหรอก แม้กระทั่งพ่อของเด็กนางยังไม่รู้เลยว่าเป็ใคร ข้าได้ยินคนอื่นพูดว่า มีอยู่คืนหนึ่งมีคนชั่วบุกเข้าไปในบ้านสกุลติง พี่ติงถูก…เอ่อ จากนั้นก็มีอันเกอเอ๋อร์ เดิมทีคนในหมู่บ้านยังบอกว่าพี่ติงทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามไปจะต้องส่งนางไปออกบวชที่วัด ต่อมาอาจารย์ของพี่ติงซึ่งก็คือท่านย่าเทวาูเาพิโรธขึ้นมา ทำให้สายฟ้าฟาดลงมาจนคนชั่วพวกนั้นต่างวิ่งหนีไปกันหมด
พี่ติงถึงได้ปกป้องอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ได้ ต่อมาเมื่อนายท่านเห็นว่านายน้อยไม่อยากอาหาร และก็ได้ยินมาว่าพี่ติงฝีมือดีจึงไปเชิญนางมาทำงานในจวนแห่งนี้ แม่นางติงถึงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข มิเช่นนั้นทุกคนในหมู่บ้านต่างก็เดินหลบบ้านสกุลติงกันทั้งนั้น คงไม่ต้องพูดว่าพี่ติงจะรู้สึกผิดขนาดไหน”
คุณชายฟางขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เดิมทีเขาคิดว่ามันเป็เพียงเื่ราวของสตรีกับบุรุษที่ไร้หัวใจก็เท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าหญิงสาวคนนี้กลับต้องเจอกับเื่ราวที่น่าสงสารเช่นนี้
เมื่อเขาหันกลับไปมองที่ห้องฝั่งตรงข้าม หญิงคนนั้นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วก็คุยกับเด็กตัวขาวๆ อ้วนๆ ในอ้อมแขนของนาง สองแม่ลูกคนหนึ่งใส่ชุดสีเขียว อีกคนหนึ่งใส่ชุดสีแดง ไม่รู้ว่ากำลังคุยเื่น่าสนุกอะไรกัน ใบหน้าทั้งสองที่เหมือนกันอยู่ห้าส่วนต่างก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ภาพที่พวกเขายิ้มกันอย่างเปิดเผยภายใต้แสงแดดแสดงให้เห็นถึงความสุขอันเรียบง่าย ราวกับว่าการอยู่ด้วยกันแบบนี้จะเอาชนะชื่อเสียงและความมั่งคั่งทั้งหมดในโลกได้
จู่ๆ เขาก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาได้ มันนานมากเสียจนเขาคิดว่ามันถูกลืมไปแล้วในความทรงจำส่วนลึก
เมื่อก่อนก็มีสตรีคนหนึ่ง รูปร่างผอมบางและสะสวย นางนอนอยู่บนม้านั่งและจ้องมองไปที่ประตูอย่างรอคอยทั้งวัน แต่ทุกครั้งก็จบด้วยความผิดหวังอยู่เสมอ ในห้องตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นยาทั้งวัน เขาค่อยๆ ย่องไปที่ด้านหน้าม้านั่งตัวนั้นเพื่อพูดคุย แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมามีเพียงสายตาเ็าที่แฝงไปด้วยความขุ่นเคืองมากมาย
ต่อมาวันหนึ่งหญิงสาวคนนั้นก็หายตัวไป เขาเองก็ย้ายเข้าไปอยู่ในจวนหลังใหญ่กลายเป็คุณชายน้อยที่ทุกคนคอยประคบประหงม แต่ความจริงแล้วไม่มีใครรู้เลยว่าเขาอยากเห็นรอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้นมาโดยตลอด
เช่นเดียวกันกับสตรีตรงหน้า นางทั้งสดใสและอบอุ่น ส่วนเด็กที่ถูกนางอุ้มไว้ในอ้อมแขนก็ถูกจูบครั้งแล้วครั้งเล่า ช่างเป็ความสุขที่หาที่เปรียบไม่ได้...
เสี่ยวชิงค่อยๆ เหลือบมองไปที่แขกผู้สูงศักดิ์ที่จู่ๆ เขาก็เหม่อลอย นางใช้สมองเล็กๆ ที่งุ่มง่ามของนางคิด และตระหนักได้ว่าสิ่งที่นางพูดไปเมื่อครู่เหมือนจะไม่สร้างความเดือดร้อนใดๆ ให้กับพี่ติง ดังนั้นนางจึงแลบลิ้นออกมา และยกถาดกับถ้วยเปล่าออกไปจากห้อง
ติงเหว่ยที่กำลังโอ๋อันเกอเอ๋อร์เล่นอย่างมีความสุข เมื่อนางเห็นเสี่ยวชิงออกมาแล้วก็พูดว่า “ในครัวยังมีปิงถังเสวี่ยหลีทังของเ้าอีกถ้วยหนึ่งอยู่ เ้าเข้าไปดื่มให้หมดแล้วรีบกลับไปโดยเร็ว ระวังป้าหลี่จะมาจับตัวเ้าอีก”
เสี่ยวชิงรู้สึกผิดเล็กน้อยและเป็ครั้งแรกที่นางไม่เห็นแก่กิน นางหัวเราะคิกคักสองครั้งแล้วตอบว่า “พี่ติง ข้ายังมีงานอยู่ที่ลานด้านนอก คราวหน้าค่อยดื่มแล้วกันนะ”
-----------------------------------------
[1] ซานปู้เต่า 三步倒 หมายถึง ยาพิษชนิดหนึ่งที่จะทำให้เสียชีวิตหลังจากถูกพิษภายในสามก้าวเดิน
[2] ดื่มน้ำเบญจรสกับท่านยายเมิ่ง 喝孟婆汤 หมายถึง ท่านยายเมิ่ง(孟婆) เป็เทพาุโท่านหนึ่งประจำการในนรกภูมิ่จุดผ่านแดนไปเกิด ท่านมีหน้าที่ให้ทุกิญญา ดื่มน้ำเบญจรสหรือน้ำแกงห้ารสซึ่งมีอานุภาพทำให้ลืมความจำในอดีตได้อย่างสิ้นเชิง
[3] เหยี่ย 爷 หมายถึง ปู่
[4] ปิงถังเสวี่ยหลีทัง 冰糖雪梨汤 หมายถึง ซุปสาลี่ตุ๋นน้ำตาล
[5] ฟู่ซินฮั่น 负心汉 หมายถึง ผู้ชายที่เห็นผู้หญิงเป็ของเล่น