บทที่ 9: หยกงามท่ามกลางฝูงสุนัข
เพ่ยหลิงทอดสายตามองออกไปที่เส้นขอบฟ้า แววตาวาวโรจน์ราวกับเปลวไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ก้อนน้ำแข็ง
“ในโลกยุคแปดศูนย์ที่ทุกคนยังติดอยู่ในกรอบของเครื่องปั้นดินเผา... ฉันจะเปลี่ยน ‘หยกกรอบ’ ให้เป็สินค้าทันสมัยที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ บรรจุภัณฑ์ที่เบากว่า สะอาดกว่า และขายได้ราคาสูงกว่า โอกาสที่จะทิ้งห่างพวกไดโนเสาร์มาถึงแล้วค่ะลุง!”
เธอนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เพลิงโทสะที่เยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจนน่าขนลุก มือเล็กๆ ของเธอกำหมัดแน่นจนเล็บแทงเข้าไปในฝ่ามือ ความผิดบาปกัดกินใจที่ทำให้คนบริสุทธิ์อย่างป้าหวังต้องมารับเคราะห์ แต่ในขณะเดียวกัน ิญญานักบัญชีสาวจากโลกอนาคตก็ะโบอกเธอว่า... ‘นี่คือจุดที่แกต้องเลือกว่าจะก้มหัวให้อิทธิพลมืด หรือจะลุกขึ้นสู้เพื่อรื้อระบบ!’ ทว่าเธอยังคงเป็เพียงหญิงสาวตัวเล็กๆ การจะหักหาญด้วยกำลังในตอนนี้ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย ทางเดียวที่ทำได้คือการใช้สมองและการเจรจา
เช้าวันต่อมา รถโดยสารประจำหมู่บ้านวิ่งมาจอดที่ท่ารถปากทางหน้าบ้านของเพ่ยหลิง บรรยากาศยังคงเดิม ตะกร้า เป็ด ไก่ และพืชผักถูกมัดพะรุงพะรังบนหลังคารถ วันนี้ขาประจำอย่างป้าหวังไม่ได้มาด้วย เพราะนางยังคงบอบช้ำจากเหตุการณ์เมื่อวาน
“เพ่ยหลิง!”
เสียงใสๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากแถวในสุดของรถ เพ่ยหลิงชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นมอง หญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตลายทางและกางเกงขายาวทรงกระบอกที่ดูทันสมัยกว่าคนทั่วไปกำลังโบกมือเรียกเธอ ความทรงจำของเพ่ยหลิงทำงานทันที... เธอคือ ‘ซูฮวา’ เพื่อนเพียงไม่กี่คนสมัยมัธยมต้น
ซูฮวาเป็เด็กเรียนเก่งที่สุดในห้องและเธอก็สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยแพทย์ชื่อดังในเมือง และเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านใน่ปิดเทอม ในอดีตทั้งคู่เริ่มห่างเหินกันไป เพราะซูฮวาเคยพยายามเตือนเพ่ยหลิงเื่ความเห็นแก่ตัวของซูเฉิน แต่เพ่ยหลิงในตอนนั้นกลับหูหนวกตาบอดเพราะความรัก จนมิตรภาพต้องสะบั้นลง นั่นคือความทรงจำที่พอจำได้ลางๆ แต่ความจริงเพราะทั้งคู่แอบชอบผู้ชายคนเดียวกัน รักแรกของเด็กสาวที่ไม่มีใครยอมใคร การเอาชนะกันในวันนั้น ทำให้เพ่ยหลิงไม่ชอบหน้าของซูฮวาเช่น
“ซูฮวา... เธอเองเหรอ” เพ่ยหลิงเอ่ยขึ้นขณะก้าวขึ้นไปนั่งข้างเพื่อนเก่า
“ฉันได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นที่ตลาดแล้วนะ” ซูฮวาพูดด้วยน้ำเสียงกังวล ดวงตาจ้องมองเพ่ยหลิงด้วยความห่วงใย “เพ่ยหลิง... เธอเปลี่ยนไปมาก ดูมั่นใจและนิ่งขึ้นจนฉันแทบจำไม่ได้”เพ่ยหลิงยิ้มบางๆ “โลกมันสอนให้ฉันต้องโตน่ะซูฮวา แล้วเธอล่ะ? เรียนในเมืองเป็อย่างไรบ้าง”
ทั้งคู่สนทนากันสั้นๆ จนรถเริ่มเข้าเขตตัวอำเภอ เพ่ยหลิงจึงตัดสินใจบอกจุดประสงค์ในวันนี้ “วันนี้ฉันไม่ได้ไปขายของ... แต่ฉันจะไปเจรจากับหัวหน้าแก๊งที่คุมตลาด”ซูฮวาเบิกตากว้าง “เธอจะบ้าเหรอ! พวกนั้นมันอันธพาลทั้งนั้น กฎหมายยังทำอะไรพวกมันไม่ได้เลย เธอไปคนเดียวมันอันตรายเกินไป!”
เพ่ยหลิงมองออกไปนอกหน้าต่างรถ แววตามั่นคงเด็ดเดี่ยว “ถ้าฉันไม่ไป วันหน้าพวกมันก็จะกลับมาทำร้ายคนของฉันอีก ฉันต้องจบเื่นี้ด้วยข้อตกลงที่พวกมันปฏิเสธไม่ได้”
ซูฮวานิ่งเงียบไป เธอรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ดื้อรั้นแค่ไหน และเธอก็ััได้ว่าเพ่ยหลิงคนใหม่ไม่ได้มีแค่ความกล้า แต่มีความฉลาดหลักแหลมซ่อนอยู่ ซูฮวากระชับกระเป๋าถือในมือแน่น ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างมุ่งมั่น
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปกับเธอด้วย อย่างน้อยฉันก็พอรู้เื่กฎหมายบ้านเมืองมาบ้างและอาจจะช่วยเธอได้ สองคนย่อมดีกว่าคนเดียว!”
เพ่ยหลิงมองเพื่อนเก่าด้วยความซาบซึ้งใจ มิตรภาพที่เธอเคยละทิ้งไปเพื่อผู้ชายเฮงซวย บัดนี้กลับย้อนคืนมาเคียงข้างเธอในวันที่มืดมนที่สุด “ขอบใจมากนะซูฮวา... ถ้าอย่างนั้น วันนี้เราไปดูหน้าพวกมันด้วยกัน!”
บรรยากาศในตลาดอำเภอหนิงเหอยามสายวันนี้หนักอึ้งราวกับมีเมฆฝนตั้งเค้า ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าต่างพากันก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ที่ร้านน้ำชาหัวมุมตลาด ซึ่งเป็อาณาเขตของ กลุ่มจินฝู
ท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด อู๋เพ่ยหลิงเดินตรงเข้าไปที่นั่นพร้อมกับซูฮวา วันนี้เพ่ยหลิงสวมเพียงชุดผ้าป่านสีฟ้าสะอาดตาและกางเกงผ้าทรงกระบอกเรียบง่าย ทว่าความสวยที่เคยถูกซ่อนไว้ใต้ความหม่นหมองในอดีต บัดนี้กลับผุดผ่องเจิดจ้าเสียจนคนมองแทบตาพร่า รัศมีของ "ดอกไม้ป่าแห่งหมู่บ้านอู๋" ดูสูงส่งและทรงอำนาจอย่างประหลาดจนแม้แต่ซูฮวายังรู้สึกทึ่ง
"โอ้โฮ... ดูนั่นสิพี่อาฉี นางฟ้าตก์ที่ไหนเดินมาหาพวกเราถึงที่วะเนี่ย แถมยังมีสาวเมืองกรุงติดสอยหามตามมาด้วย" ไอ้หน้าบาก สมุนคนสนิทเลียริมฝีปากพลางผิวปากวี้ดวิ้ว สายตาแทะโลมกวาดมองทั้งสองสาวอย่างจาบจ้วง
อาฉี หัวหน้ากลุ่มจินฝู นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ไม้ไผ่อย่างวางอำนาจ เขามองเด็กสาวตรงหน้าผ่านม่านควันยาสูบด้วยแววตาดูแคลนปนหื่นกระหาย
"นึกว่าใคร... ที่แท้ก็สาวสวยเ้าของผักกาดดองหยกกรอบนั่นเอง ข่าวว่ารวยเละจนจะสร้างบ้านใหม่เลยนี่หว่า เดินมาหาพี่ถึงที่นี่...มาจ่ายค่าคุ้มครอง หรือจะมาขอขมาที่ทำเถ้าแก่กวงโมโหล่ะจ๊ะ?"
"พวกเราไม่ได้มาเพื่อขอขมา" ซูฮวาโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อยแต่ชัดเจน "และเราก็จะไม่จ่ายค่าคุ้มครองที่ผิดกฎหมายนั่นด้วย ฉันบันทึกพฤติกรรมของพวกคุณไว้หมดแล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเรา ข้อมูลนี้จะถึงหูทางการในมณฑลแน่นอน!"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า...นางคนนี้สู้เว้ยพวกเรา...ฮ่าฮ่าฮ่า"สมุนรอบข้างหัวเราะร่วน บางคนขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นสาบเหงื่อ "โถ่... แม่สาวนักศึกษา กฎหมายในเมืองมันใช้ไม่ได้กับที่นี่หรอกจ้ะ"
นักเลงร่างผอมคนหนึ่งขยับเข้าใกล้เพ่ยหลิง "ฉันว่าเธอมาเป็เมียพี่อาฉีสิลูกพี่ฉันดีกว่า รับรองจะมีอยู่มีกินไม่ต้องไปยืนหลังขดหลังแข็งดองผักให้เหนื่อยหรอกแม่คุณ" มันยื่นมือสกปรกหมายจะลูบไล้เส้นผมของเพ่ยหลิง ทว่าเธอเบี่ยงตัวหลบด้วยท่าทีสงบนิ่ง ดวงตาเย็นเยียบจนนักเลงคนนั้นถึงกับชะงัก
"ฉันมาเพื่อขอให้พวกคุณหยุดข่มขู่แม่ค้า และให้ทุกคนได้ทำมาหากินอย่างเท่าเทียมกันค่ะ" เสียงของเพ่ยหลิงใสทว่ากังวาน "โลกกำลังเปลี่ยนไปแล้ว การค้าเสรีกำลังจะมาถึงอำเภอหนิงเหอ การใช้อำนาจมืดบีบบังคับคนไม่มีทางสู้แบบนี้มันล้าหลังและ น่าสมเพช แล้วนะคะอาฉี"
คำว่า 'น่าสมเพช' ทำให้เสียงหัวเราะรอบโต๊ะดับวูบทันที!
อาฉีหรี่ตาลง พ่นควันยาสูบใส่หน้าเพ่ยหลิงอย่างหาเื่ เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายกำยำข่มขวัญเด็กสาวทั้งสอง "ล้าหลังงั้นเหรอ? อีหนู...เธอคงยังไม่รู้จักที่นี่ดีพอ ในหนิงเหอ ฉันคือกฎ! ฉันสั่งให้ใครเกิดมันก็ได้เกิด ฉันสั่งให้ใครดับมันก็ต้องดับ!"
"พวกแกนี่มันบ้าบอและป่าเถื่อนที่สุด!" ซูฮวาตอกกลับด้วยความโมโห
อาฉีเค้นเสียงเหี้ยม "ในเมื่อพวกเธอไม่ชอบวิธีนุ่มนวล แต่ดันอยากลองดี... งั้นฉันก็จะสอนให้รู้ว่า คนปากดีๆ และหน้าสวยๆ ที่เดินมาหาเื่กลุ่มจินฝูถึงประตูบ้าน มันมีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน!"
ไอ้หน้าบากขยับเข้ามาประชิดด้านหลังเพ่ยหลิงพลางโน้มตัวลงกระซิบ "แหม... ตัวหอมจังเลยนะแม่สาวน้อย ไหนขอพี่ดมใกล้ๆ หน่อยสิ!" มันยื่นมือหยาบโลนออกไปหวังจะคว้าไหล่บางและฉุดรั้งเธอเข้าหาตัว
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" ซูฮวากรีดร้องพลางพยายามเข้าไปขวางทางพวกนักเลงที่ล้อมวงเข้ามา!
