เมื่อสอบถามที่มาของความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เด็กๆ ไม่มีใครเล่ารู้เื่เลยแม้แต่คนเดียว แต่มีอย่างหนึ่งที่กู้ซิ่วไฉฟังเข้าใจแจ่มแจ้งนั่นคือ เจินเจินทำร้ายบุตรชายคนเล็กของคหบดีจาง แต่เมื่อหวนนึกถึงรูปร่างของเด็กชายอ้วนท้วนผู้นั้นแล้ว กู้ซิ่วไฉนั่งคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมกับสำรวจไปทั่วทั้งตัวเจินเจิน “เ้าถูกเขาตีตรงที่ใดหรือไม่”
เด็กจากหมู่บ้านข้างเคียง “…”
“ท่านอาจารย์ ไม่ใช่คุณชายน้อยตีนาง แต่เป็นางที่ตีคุณชายน้อยต่างหากขอรับ”
“ท่านพ่อ พวกเขาพูดถูก ข้าเป็คนตีเด็กคนนั้นเอง” เจินเจินยืดอกพลางพูดอย่างภาคภูมิใจ
กู้ซิ่วไฉได้ยินดังนี้จึงหันไปสั่งการกับพวกเอ้อร์เซิ่ง “พวกเ้าช่วยกันเก็บกวาดห้อง ข้าจะพาเจินเจินไปหาคหบดีจาง” พูดจบก็จูงมือเจินเจินเดินไปที่ห้องเรียนด้านข้างทันที หลังจากสั่งงานเรียบร้อนถึงค่อยพาเด็กหญิงไปหาเ้าของจวนแห่งนี้
สำนักศึกษาตั้งอยู่ในอาณาบริเวณของจวนตระกูลจาง เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงเรือนใหญ่แล้ว ตอนที่กู้ซิ่วไฉอุ้มเจินเจินไปยังเรือนใหญ่ จางหย่งหรือเด็กอ้วนผู้นั้นก็ถูกมารดาหรือก็คือหลิ่วซื่อพาไปหาคหบดีจางเช่นกัน หลิ่วซื่อชี้ไปที่บุตรชายพร้อมกับเอ่ย
“ท่านดูบุตรชายของเรา ถูกรังแกจนมีสภาพเช่นไร เด็กคนนั้นช่างทำได้ลงคอ ถึงกับทำให้จางหย่งฟันหัก ทั้งหน้ายังบวมปูด เด็กหญิงผู้นั้นทำเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือว่าให้เชิญจวี่เหรินมาสอน อย่าเชิญซิ่วไฉมา แล้วก็ไม่ต้องเปิดสำนักศึกษา แต่ท่านกลับพูดว่าในเมื่อพวกเราอยู่ที่นี่ก็ต้องคิดถึงเด็กๆ ในหมู่บ้านด้วย แล้วดูสิ ยามนี้เป็อย่างไรเล่า ขณะที่เด็กในหมู่บ้านได้ประโยชน์ แต่บุตรชายของท่านกลับถูกรังแก!”
“เลิกโมโหได้แล้ว นั่งลงดื่มน้ำชาก่อนแล้วค่อยๆ พูด” คหบดีจางเข้าไปจับแขนพลางปลอบผู้เป็ภรรยาให้นั่งลง ทว่าหลิ่วซื่อกลับสะบัดแขนออก ถึงกระนั้นคหบดีจางก็ไม่มีท่าทีขึ้งโกรธแต่อย่างใด ยังคงยิ้มพร้อมกับพยายามดึงแขนเสื้อภรรยาให้นั่งลง จนกระทั่งหลิ่วซื่อยอมนั่งลงในที่สุด
คหบดีจางรินน้ำชาใส่ถ้วยแล้วยื่นส่งให้หลิ่วซื่อ “เ้าอย่าโมโหไปเลย เื่นี้ข้าต้องถามความให้รู้เื่แน่นอน”
“ท่านต้องไล่เขาออก หาไม่แล้วข้าไม่ยอมง่ายๆ เป็แน่ แล้วก็ห้ามให้เด็กหญิงคนนั้นมาที่สำนักศึกษาของพวกเราอีกเด็ดขาด!”
เด็กอ้วนได้ยินประโยคนี้ของมารดาแล้ว แอบรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ทว่าต่อมาเขาแกล้งลงไปนอนกลิ้งกับพื้นอย่างเ็ป “โอ๊ย ข้าเจ็บเหลือเกิน ข้าไม่อยากให้เด็กเตี้ยนั่นมาเรียนที่นี่ พวกท่านต้องไล่นางออกไป!”
“เ้าลุกขึ้นมาพูดกันดีๆ!” คหบดีจางยกมือนวดขมับอย่างปวดหัว แต่ในเมื่อจางหย่งมีมารดาคอยให้ท้ายจึงไม่สนคำของบิดา ยังคงกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่กับพื้น
“นายท่าน กู้ซิ่วไฉมาขอพบขอรับ” บ่าวรับใช้ชรารายงานมาจากนอกห้อง หลิ่วซื่อได้ยินแล้วก็อนุญาต “ให้เขาเข้ามา ข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่า เขาจะอธิบายเื่นี้ว่าอย่างไร!”
“ขอรับ”
คหบดีจางกดไหล่หลิ่วซื่อให้นั่งลงอีกครั้ง “เ้าอย่าได้ทำเช่นนี้ กู้ซิ่วไฉมีความรู้กว้างขวาง ไม่น้อยไปกว่าจวี่เหรินเลยทีเดียว แต่ที่เขาไม่ไปสอบเพราะสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง กลัวทนความกดดันในการสอบไม่ไหว อีกทั้งบุตรชายของเขาก็สุภาพเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าเป็เพราะเขาสั่งสอนบุตรชายได้ดี ข้าต้องกล่อมเขาอยู่นานกว่าจะเชิญเขามาสอนที่สำนักศึกษาของเราได้ อีกเดี๋ยวเ้าอย่า…”
“เพ้ย ทำร้ายบุตรชายสุดที่รักของข้าจนมีสภาพเช่นนี้ นี่หรือที่ท่านบอกว่าสั่งสอนบุตรชายได้ดี!” หลิ่วซื่อตบโต๊ะเสียงดังอย่างมีโทสะจนถ้วยน้ำชากระดอนขึ้นลงตามแรงตบ
ด้านคหบดีจางเห็นเช่นนี้รีบย่นคออย่างหวาดกลัว ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
“นายท่าน ท่านซิ่วไฉมาแล้วขอรับ ท่านซิ่วไฉ เชิญด้านในขอรับ”
กู้ซิ่วไฉอุ้มเจินเจินเข้ามา ขณะที่หลิ่วซื่อกำลังจะอ้าปากด่าทอ สายตากลับสบประสานเข้ากับเด็กหญิงที่กำลังเอาหน้าซุกอกของกู้ซิ่วไฉ ผมเผ้าของเด็กหญิงยุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำหมึก หยาดน้ำตาคลอในเบ้า เมื่อเด็กหญิงผู้นี้เห็นบุตรชายของนางที่กำลังกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นก็น้ำตาไหลพรากออกมาทันใด
“ท่านพ่อ เขาว่าข้าปัญญาอ่อนแล้วก็โง่ ทั้งยังบอกอีกว่าจะเอาข้าไปขายด้วย!” พี่สาวสุนัขจิ้งจอกเคยบอกไว้ว่า ไม่ว่าเกิดเื่ใดขึ้น คนเลวก็ต้องชิงเป็ฝ่ายฟ้องก่อน
ท่าทางของเจินเจินยามร้องไห้สะอึกสะอื้นแลดูน่าสงสารเป็ที่สุด แตกต่างจากท่าทางของบุตรชายที่ทั้งร้องไห้ทั้งโวยวาย หลิ่วซื่อที่คิดอยากมีบุตรสาวมาตลอดแต่ไม่เคยได้สมดั่งใจหวังเห็นท่าทีของเจินเจินก็พลันใจอ่อน นางเตะบุตรชายที่ยังคงกลิ้งอยู่กับพื้น “เ้าลูกไม่รักดี ลุกขึ้นมาประเดี๋ยวนี้ เหตุใดเ้าถึงรังแกน้องสาว!”
นางนึกภาพไม่ออกเลยว่า เด็กหญิงตัวเล็กๆ เช่นนี้จะไปทำร้ายบุตรชายของนางได้อย่างไร กลับรู้สึกว่าเป็จางหย่งต่างหากที่รังแกเด็กหญิงผู้นี้
คหบดีจาง “…”
เด็กอ้วน “…”
ก่อนหน้านี้มารดายังเรียกเขาว่าบุตรชายสุดที่รักอยู่เลย เหตุใดยามนี้ตนถึงกลายเป็เ้าลูกไม่รักดีไปได้เสียเล่า! ท่านพ่อกล่าวไว้ได้ถูกต้อง ใจของสตรีเปลี่ยนแปลงได้ง่าย!
“ข้าเปล่านะ เป็นางที่รังแกข้าจริงๆ” เด็กอ้วนลุกขึ้นยืน ยกมือปาดน้ำตาพร้อมทั้งพูดยืนยันกับมารดาอย่างแข็งขัน
“ท่านอาจารย์ให้ทุกคนเขียนอักษร ข้าเขียนเสร็จแล้วแต่เด็กคนอื่นยังเขียนไม่เสร็จ นางยิ่งแล้วใหญ่ แม้แต่พู่กันก็ไม่จับ ข้าเลยว่าออกไปว่าปัญญาอ่อน พอพูดจบนางก็จับตัวข้าไว้และวาดอะไรก็ไม่รู้บนเสื้อด้านหลัง ข้าก็เลยบอกว่าเสื้อผ้าเหล่านี้มีราคาแพง ต่อให้เอานางไปขายได้เงินมาก็ชดใช้ไม่ไหว พอข้าพูดจบนางก็เข้ามาทำร้ายทันที!”
หลิ่วซื่อหรี่ตา “เ้าแน่ใจนะว่าน้องสาววาดอะไรก็ไม่รู้บนเสื้อผ้าด้านหลังเ้าไม่ใช่เขียนอักษร?”
เด็กอ้วนก้มมองตัวอักษรตรงหน้าอกของตัวเอง แต่เนื่องจากไม่รู้จักตัวอักษรตัวนี้เขาจึงพยักหน้ายืนยัน “ข้ายืนยัน นางวาดอะไรก็ไม่รู้บนเสื้อผ้าของข้าจริงๆ!”
หลิ่วซื่อใช้มือฟาดไปที่ศีรษะของบุตรชาย “ด้านหน้าเขียนว่าโง่ ด้านหลังเขียนว่าปัญญาอ่อน เ้าไม่รู้ตัวหนังสือสักตัวยังกล้าไปว่าน้องสาวปัญญาอ่อนอีก!”
เด็กอ้วนเบิกตาโตด้วยความมึนงง ทั้งที่ตนเป็ผู้ถูกกระทำ ไฉนมารดาถึงมาตีตนเล่า?
ด้านคหบดีจางยกมือปิดตา
‘บุตรชายของตนโง่เสียจนไม่กล้ามอง’
‘ไหนจะภรรยาที่ดุอย่างกับแม่เสือจนตนไม่กล้ามองอีกเช่นกัน’
‘ไม่ ตนไม่รู้จักสองคนนี้!’
กู้ซิ่วไฉรู้สึกคาดไม่ถึง เดิมทีเขาเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้วว่า หลังมาที่นี่คงจะต้องถูกด่าทอสักยกและถูกให้ออก แต่นึกไม่ถึงว่าภรรยาของคหบดีจางจะเป็คนมีเหตุมีผลเช่นนี้ เขาวางเจินเจินลง และเปลี่ยนเป็จูงมือแทน
“จางไท่ไท่ ไม่ว่าอย่างไรเจินเจินก็เป็คนทำร้ายบุตรชายของท่านจริง เสื้อผ้าของเขานางก็เป็คนทำเลอะเทอะ อย่างไรเื่นี้เจินเจินก็เป็ฝ่ายผิด เจินเจิน เ้ายังไม่รีบขอโทษคุณชายสามอีก เ้าเป็คนเขียนเสื้อผ้าและทำร้ายเขา ถือว่าเ้าทำไม่ถูก”
เจินเจินกล่าวขอโทษอย่างเชื่อฟัง “ข้าขอโทษ ข้าจะชดใช้เสื้อผ้าให้เ้าเอง แต่เ้าอย่าขายข้านะ!”
หลิ่วซื่อฟาดบุตรชายอีกครั้ง ‘ดูสิ ขู่จนคนเขาหวาดกลัว เช่นนี้แล้วจะไม่ให้เขาตีได้อย่างไร’ ครั้นจัดการกับบุตรชายเสร็จก็อุ้มเจินเจินขึ้นมา “ไม่ต้องกลัวนะ ข้าจะทวงความยุติธรรมให้เ้าเอง ข้าจะขายเขาไม่ขายเ้าแน่นอน”
“ท่านป้า ท่านจะขายเขาไม่ได้เด็ดขาด จะเป็พวกลักพาตัวไม่ได้ พวกลักพาตัวเป็คนไม่ดี!” เจินเจินเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง หลิ่วซื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดูเพิ่มขึ้นเป็เท่าทวี เด็กหญิงที่ทั้งน่ารักและรู้ความเช่นนี้ ไฉนถึงไม่เกิดมาเป็บุตรสาวของนางนะ
“ได้ๆ ข้าไม่ขายพี่ชาย ข้าจะไม่เป็พวกลักพาตัว ว่าแต่ไหนบอกข้ามาสิว่าเ้าเรียนอะไรมาแล้วบ้าง”
เจินเจินยกมือขึ้นมาพร้อมกับนับนิ้วแจกแจง “คัมภีร์สามอักษร ตำราพันอักษร ตำราร้อยสกุล ตำราเหล่านี้ข้าอ่านจบหมดแล้ว ตอนนี้กำลังจะเริ่มอ่านคัมภีร์หลุนอวี่[1]”
เด็กอ้วนแค่นเสียงขึ้นจมูก “โกหก”
“ข้าไม่ได้โกหกนะ” เจินเจินเถียงกลับ
“อย่างไรข้าก็ไม่เชื่อเ้า” ในยามนี้เด็กอ้วนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก เขาเริ่มรู้สึกไม่ชอบหน้าเด็กเตี้ยผู้นี้ขึ้นมาแล้ว “แน่จริงก็ท่องให้ฟังก่อนสิ หากท่องได้ข้าถึงจะเชื่อ”
จางหย่งคิดในใจว่าตัวเขาเพิ่งจะอ่านคัมภีร์สามอักษรจบ และเพิ่งจะเริ่มอ่านตำราพันอักษร แต่เด็กหญิงผู้นี้ที่มีอายุแค่ไม่กี่ขวบกลับบอกว่าอ่านตำราทั้งสองเล่มจบหมดแล้ว เขาจึงมั่นใจว่าที่นางพูดมานั้นเพียงแค่พูดโม้ไปอย่างนั้นเอง
[1] คัมภีร์หลุนอวี่ คือคัมภีร์ที่รวบรวมคำพูดและการปฏิบัติตนของขงจื๊อ
