บทที่ 25 คาถากักิญญา
ยามค่ำคืน ดวงจันทร์สว่างกระจ่างฟ้า หมู่ดาวเบาบาง
หลี่ชิงชิวกลับเข้าห้องพักของตน พบว่าห้องหับถูกทำความสะอาดจนหมดจด บนเตียงมีทั้งฟูกและหมอนใหม่เอี่ยม ดูท่าการลงทุนของตระกูลฉินจะเริ่มส่งผลแล้ว ความเป็อยู่ของสำนักชิงเซียวจึงดีขึ้นตามลำดับ
เขาได้มอบอำนาจการบริหารการเงินทั้งหมดให้แก่จางยวี่ชุน ในสายตาของเขา เงินทองเป็เพียงของนอกกายทางโลก สิ่งเดียวที่เขาต้องถือครองไว้คือหินิญญาในทะเลสาบใต้ดินเท่านั้น
หินิญญาช่วยในการฝึกตนได้ และย่อมต้องเป็สกุลเงินหลักในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนอย่างแน่นอน เปรียบเสมือนน้ำมันในโลกเก่าของเขา มันคือรากฐานที่แท้จริงของสำนักชิงเซียว
หลี่ชิงชิวนั่งขัดสมาธิบนเตียง เรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมา รางวัลการสืบทอดที่ได้รับจากการหนีพ้นพันธมิตรเจ็ดบรรพตยังมิได้เปิดใช้งาน ยามอยู่ข้างนอกเขาไม่กล้าบุ่มบ่าม ต่อเมื่อกลับถึงบ้านและจิตใจสงบมั่นคงแล้วเขาจึงกล้าเปิดมัน
[รับรางวัลการสืบทอด]
[เปิดใช้งานมรดกเต๋า]
[ท่านได้รับอาคม —— คาถากักิญญา]
[ยืนยันการรับสืบทอดหรือไม่]
คาถากักิญญารึ? ชื่อนี้น่าจะไม่ใช่สายธรรมะสว่างไสวเสียแล้ว!
ดูท่าแผงหน้าจอมรดกเต๋านี้จะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าเขาต้องเดินบนเส้นทางธรรมหรือมาร
ก็ดี ข้าชอบแบบนี้!
หลี่ชิงชิวมิปรารถนาจะถูกกฎเกณฑ์ใดๆ มาพันธนาการมากเกินไป สำหรับวิชาสายดาร์กเช่นนี้เขาก็ควรศึกษาไว้ประดับบารมีบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเริ่มรับการสืบทอดคาถากักิญญาทันที
ความรู้สึกที่คุ้นเคยพวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง เขาจมดิ่งลงสู่ความทรงจำแห่งมรดกเต๋าอย่างรวดเร็ว
เนิ่นนานผ่านไป...
เขาลืมตาขึ้น ในฐานะผู้ที่เคยรับการสืบทอดอาคมมาแล้วหลายครั้งย่อมมิได้ตื่นเต้นเหมือนครั้งแรก ทว่าครั้งนี้เขากลับขมวดคิ้วแน่น
คาถากักิญญานี้ช่างเหี้ยมเกรียมนัก!
คาถากักิญญาสามารถพรากิญญาออกจากร่างได้ แม้ว่าเป้าหมายจะยังมีชีวิตอยู่ ในระหว่างกระบวนการพรากิญญา เหยื่อจะได้รับความเ็ปอย่างสุดแสนจะพรรณนา หลังจากนั้นดวงิญญาจะถูกผู้ร่ายคาถาควบคุมไปตลอดกาลจนกว่าผู้ร่ายจะสิ้นอายุขัย
หากร่ายคาถาสำเร็จและเป้าหมายกลายเป็ดวงิญญาแล้ว ดวงิญญานั้นจะไม่มีวันขัดขืนคำสั่งผู้ร่ายได้เลย เพราะเป็การกดขี่กันที่ระดับจิติญญา
ทว่าคาถานี้ก็มีความเสี่ยง หากร่ายใส่ผู้ที่มีขอบเขตตบะสูงกว่าตนเอง (ข้ามขั้น) มีโอกาสสูงมากที่จะถูกพลังตีกลับ
หลังจากจดจำเคล็ดลับได้แล้ว หลี่ชิงชิวยังมิได้เริ่มฝึกฝนในทันที
เขายังต้องฝึกเข็มิญญาผีบอกคืนชีพให้ถึงระดับหนึ่งเสียก่อน
เขาปรับสภาวะจิตใจ และเข้าสู่การชักนำปราณฝึกตนในไม่ช้า
จันทร์ลับฟ้าตะวันรอน แสงอรุณวันใหม่มาเยือน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เหล่าศิษย์ทุกคนตื่นขึ้นมา กลุ่มฝึกยุทธก็ไปซ้อมวรยุทธ กลุ่มบำเพ็ญเซียนก็นั่งสมาธิดูดซับพลังแห่งสุริยันจันทราพร้อมกัน
หลี่ชิงชิวสั่งให้หยวนฉี่ฝึกยุทธกับหยางเจวี๋ยติ่ง เช่นเดียวกับบุตรหลานตระกูลฉินทั้งหกคน
นับจากนี้ไป มิใช่ว่าใครนึกอยากจะฝึกคัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวนก็ฝึกได้ เว้นแต่จะมีพร์ที่โดดเด่นหรือสร้างความชอบครั้งใหญ่ให้แก่สำนักเท่านั้น
เมื่อผ่าน่เวลาทองแห่งการฝึกตนไปแล้ว หลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนก็กลับเข้าห้องเพื่อหารือเื่การพัฒนาสำนักในขั้นต่อไป
“หนึ่ง จัดกลุ่มศิษย์เริ่มสร้างบ้านเรือนเพิ่ม โดยสร้างในป่าตีนเขาถัดจากซุ้มประตูสำนักลงไป ให้หยางเจวี๋ยติ่งช่วยคุมงานด้วย อย่างไรเขาก็เป็ผู้ใหญ่ ประการที่สอง รับศิษย์เพิ่มอีกสิบคน อายุไม่เกินยี่สิบปีก็พอ พวกเราจะเอาแต่รับเด็กน้อยมาตลอดไม่ได้”
หลี่ชิงชิวจิบน้ำชาไปพลางกล่าวไปพลาง น้ำชานี้ตระกูลฉินก็ส่งมาให้ กลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจนัก เมื่อคืนเขาจิบไปเพียงถ้วยเดียวก็ติดใจทันที
จางยวี่ชุนยิ้มกล่าว “ข้าคิดจะทำแบบนี้อยู่พอดีขอรับ ตอนนี้พวกเรามีเงินแล้ว ได้เวลาลงมือเสียที จริงสิขอรับ ต้องเชิญอาจารย์สอนหนังสือมาด้วยหรือไม่? ข้าเคยได้ยินตงเยว่พูดว่าท่านมีแผนแบบนี้”
“เชิญมาเถอะ เื่พวกนี้เ้าไปจัดการจัดแจงเอา ไม่ต้องทำเองทุกอย่างก็ได้ เลือกศิษย์สักคนมาฝึกงานให้เป็ลูกมือเ้า ต่อไปสำนักชิงเซียวขยายใหญ่ขึ้น อำนาจหน้าที่ต้องถูกแบ่งแยกให้ชัดเจน” หลี่ชิงชิวพยักหน้า
จางยวี่ชุนรับคำ “หวงซานและอวี๋หลินนับว่าใช้ได้ มีทั้งความเด็ดขาดและความรอบคอบ ข้าจะบ่มเพาะพวกเขาให้ดีขอรับ”
“ต่อไป เฉพาะศิษย์สืบทอด (ศิษย์สายตรง) เท่านั้นถึงจะได้ฝึกคัมภีร์หุ่นหยวน ในตอนนี้ศิษย์สืบทอดมีเพียงสวี่หนิงคนเดียว ส่วนพวกหวงซานทั้งเจ็ดคนให้ยกย่องในนามศิษย์สืบทอดได้เช่นกัน ทว่าให้เน้นไปทางวิถียุทธเป็หลัก”
หลี่ชิงชิวกล่าวต่อ จางยวี่ชุนจดจำทุกคำสั่ง
เกี่ยวกับระดับขั้นของศิษย์ หลี่ชิงชิวมีความคิดมากมาย ทว่ายามนี้ยังไม่เหมาะจะประกาศใช้ โดยเฉพาะสวัสดิการของศิษย์ยังไม่อาจแยกแยะรายละเอียดได้ เพราะสำนักชิงเซียวในยามนี้ยังไม่มีรายได้ที่มั่นคงเป็ของตนเอง
หลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนหารือเื่นี้อย่างหนัก พวกเขาจะพึ่งพาเพียงตระกูลฉินไม่ได้ ข้อเสนอของเจียงจ้าวเซี่ยที่เคยเล่าหลังจากลงเขาไปก็น่าสนใจ
การคุ้มกันบุคคลสำคัญหรือสินค้ามีค่า การรับงานนำจับจากทางการ เื่เหล่านี้วันหน้าสามารถให้ศิษย์ไปทำได้ ประการแรกคือเพื่อฝึกฝน ประการที่สองคือเพื่อหาเงิน และประการที่สามคือเพื่อสร้างชื่อเสียงให้สำนักชิงเซียว
หากไร้ชื่อเสียง การจะดึงดูดศิษย์เก่งๆ เข้ามาย่อมยากลำบาก สุดท้ายก็จะได้แต่คนจากหมู่บ้านรอบๆ
ศิษย์เ่าั้นอกจากเื่พร์แล้ว แม้แต่ตัวหนังสือก็ยังไม่อ่านไม่ออก การจะสอนวรยุทธต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่าปกติมาก
แน่นอนว่าหลี่ชิงชิวจะจัดให้สำนักชิงเซียวมีหลักสูตรการศึกษาของตนเอง ทว่าเขาเพียงไม่ปรารถนาให้ช่องทางการรับศิษย์จำกัดอยู่แค่เพียงตามบ้านป่านาไร่เท่านั้น
ทั้งคู่สนทนากันอยู่นานร่วมชั่วยาม เมื่อจบการหารือ จางยวี่ชุนผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังก็เริ่มลงมือปฏิบัติงานทันที
หลี่ชิงชิวรั้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินออกจากห้อง เรียกหลีตงเยว่ให้ตามเขาเข้าไปฝึกวิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพในป่าหลังเขาด้วยกัน
พวกเขาฝึกจนจวนเจียนจะเที่ยงวันจึงพากันเดินกลับสำนัก
“ศิษย์พี่ อย่าลืมเลือกเด็กจากตระกูลฉินสักคนมารับเป็ศิษย์สืบทอดนะเ้าคะ นั่นคือสัญญาที่ท่านให้ไว้กับตระกูลฉิน เด็กพวกนั้นเองก็กำลังตั้งตารออยู่” หลีตงเยว่กระซิบเตือนอยู่ข้างกาย
หลี่ชิงชิวพยักหน้าพลางยิ้ม “วางใจเถอะ ข้าไม่ลืมหรอก ยวี่ชุนเองก็บอกข้าแล้ว”
ฉินเจวี๋ยได้ระบุตัวบุตรชายของตนไว้ให้เป็ศิษย์ของหลี่ชิงชิวแล้ว ดังนั้นหลี่ชิงชิวจึงไม่ต้องคิดมาก เพียงแต่เขาต้องรีบตัดสินใจเพื่อให้เด็กๆ ตระกูลฉินคนอื่นเบาใจลง
หลังจากมื้อเที่ยง หลี่ชิงชิวเรียก ฉินเยี่ย ให้ตามเขาไป
ฉินเยี่ยตื่นเต้นจนรีบผุดลุกขึ้น ใบหน้าแดงก่ำ ศิษย์ตระกูลฉินคนอื่นๆ อีกห้าคนก็ตื่นเต้นตามไปด้วย เพราะพวกเขาแบกความหวังของตระกูลมาอย่างเต็มบ่า
...
หลังจากหลี่ชิงชิวรับฉินเยี่ยเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการแล้ว เขาก็ส่งตัวเด็กน้อยไปให้หยางเจวี๋ยติ่งดูแลทันที เพราะพร์ของเด็กคนนี้ต่ำเกินไป ยากจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางเซียน ทว่าหากวันหน้าเด็กคนนี้ทำผลงานได้ดี เขาอาจจะช่วยส่งเสริมให้บำเพ็ญเซียนได้ในภายหลัง
การมีอยู่ของทะเลสาบิญญาใต้พิภพ สามารถช่วยชดเชยข้อบกพร่องด้านพร์ได้บ้าง
ด้วยเหตุนี้ หยางเจวี๋ยติ่งจึงได้รับตำแหน่งอย่างเป็ทางการคือ ‘าุโถ่ายทอดวิชายุทธ’ แห่งสำนักชิงเซียว
เวลาผ่านไปครึ่งเดือนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหลี่ชิงชิวปกปิดเื่ที่ตนไปทำไว้ที่พันธมิตรเจ็ดบรรพต เจียงจ้าวเซี่ยจึงยังคงไปฝึกวิชาที่กึ่งกลางูเาตามปกติ หลี่ชิงชิวก็มิได้ห้ามปราม เพราะนอกจากพันธมิตรเจ็ดบรรพตแล้ว ยังมีนิกายชิงที่เป็ปัญหาแฝงอยู่อีกเ้าหนึ่ง
จนกระทั่งวันหนึ่ง จางยวี่ชุนก็นำข่าวสำคัญมาแจ้ง
เจียงจ้าวเซี่ย, หลีตงเยว่, อู๋หมานเอ๋อร์, หลี่ซื่อเฟิง และหลี่สื่อจิ่น ถูกเรียกตัวมาที่ห้องของหลี่ชิงชิว
“เกิดเื่ใหญ่ที่พันธมิตรเจ็ดบรรพตแล้วขอรับ! ประมุขใหญ่หลวี่ไท่โต่วตายแล้ว! ตอนนี้พันธมิตรเจ็ดบรรพตกำลังระส่ำระสายโกลาหลไปหมด มิน่าล่ะพวกมันถึงไม่มาหาเื่เราเลย!” จางยวี่ชุนกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี
หลี่ชิงชิวถามอย่างสงสัย “เ้าไปสืบข่าวมาจากไหนกัน?”
นี่เป็ครั้งที่สามในรอบครึ่งเดือนที่จางยวี่ชุนลงเขาไป หลี่ชิงชิวนึกไม่ถึงว่าเขาจะสืบหาข่าวสารในยุทธภพได้เก่งปานนี้
จางยวี่ชุนยิ้มกล่าว “คราวนี้ลงเขาไปเจอพวกโจรป่ากำลังปล้นชาวบ้านพอดี ข้าเลยพาหวงซานกับอวี๋หลินลงมือจัดการ จึงได้รู้จักกับเพื่อนกลุ่มหนึ่ง และได้ยินเื่ใหญ่ที่ทำให้ยุทธภพแคว้นกูโจวต้องสั่นะเืเื่นี้มาจากปากพวกเขาขอรับ”
หลี่ซื่อเฟิงเบิกตากว้าง มองหลี่ชิงชิวแล้วถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่... คงไม่ใช่ฝีมือท่านหรอกนะ?”
ศิษย์น้องคนอื่นๆ ต่างพากันมองหลี่ชิงชิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหม่าปนคาดหวัง เพราะหลี่ชิงชิวเพิ่งหายไปจากสำนักร่วมครึ่งเดือนเมื่อไม่นานมานี้
หลี่ชิงชิวกลอกตาใส่พลางดุว่า “ข้าจะไปมีปัญญาขนาดนั้นได้อย่างไร พวกเ้าลองถามศิษย์พี่สามดูสิว่า พันธมิตรเจ็ดบรรพตน่ะมันรับมือยากขนาดไหน?”
เจียงจ้าวเซี่ยพยักหน้าเห็นพ้อง “การจะสังหารผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในถิ่นฐานของพันธมิตรเจ็ดบรรพตนั้นยากลำบากยิ่งนัก การสู้ตัวต่อตัวกับการสู้กับคนนับร้อยนับพัน มันเป็คนละเื่กันเลย”
ทุกคนเมื่อนึกถึงาแที่เจียงจ้าวเซี่ยเคยได้รับ ต่างก็พากันเข้าใจทันที
หลี่ซื่อเฟิงเริ่มส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เล่าเื่ราวความเก่งกาจของยอดฝีมือเ่าั้อย่างออกรส
ทว่าเจียงจ้าวเซี่ยกลับจ้องมองหลี่ชิงชิวด้วยสายตาที่ซับซ้อน จนหลี่ชิงชิวเริ่มรู้สึกขวัญเสียเล็กน้อย
หลี่ชิงชิวทนสายตาจ้องจับผิดไม่ไหวจึงแสร้งไอไอคราหนึ่ง ขัดจังหวะการแสดงของหลี่ซื่อเฟิงแล้วเอ่ยว่า “เอาเป็ว่า ใน่เวลาอันสั้นนี้พันธมิตรเจ็ดบรรพตคงไม่มาหาเื่เราแน่ ทว่าเราจะประมาทไม่ได้ นับจากนี้ห้ามใครอู้อีก ใครมีหน้าที่ฝึกวิชาก็ฝึกไป ใครมีหน้าที่ช่วยสร้างสำนักก็ทำไป”
แผนการขยายสำนักได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ผู้ที่ออกแรงมากที่สุดคือเหล่าเด็กชายในศิษย์รุ่นที่สอง
เว้นแต่หลี่สื่อจิ่น หลี่ชิงชิวได้มอบหมายหน้าที่ให้แก่ศิษย์น้องทุกคนอย่างชัดเจน
หลังจบการประชุม จางยวี่ชุนยังมิทันได้จากไป เขาฉุดดึงหลี่ชิงชิวไว้แล้วบอกว่า “ศิษย์พี่ ข้าได้เชิญอาจารย์สอนหนังสือมาจากตีนเขาคนหนึ่ง เขาอ้างว่าตนเองเชี่ยวชาญศาสตร์การดูนรลักษณ์และโหราศาสตร์ เขาคะยั้นคะยอว่าต้องพบท่านให้ได้ขอรับ”
“ไม่ได้เสียเงินใช่ไหม?”
“เสียสิขอรับ! ทว่าเขาบอกว่า จะต้องดูนรลักษณ์ของท่านก่อน ถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้สำนักเราแค่ไหน”
“ก็ได้ ข้าก็อยากเห็นนักว่าเขาจะมาไม้ไหน”
หลี่ชิงชิวรับคำ แล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากห้องไป
ทันทีที่พ้นห้อง เขาเห็นบัณฑิตชุดขาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังศิษย์สองคน กำลังดูศิษย์เ่าั้ทำงานไม้
บัณฑิตชุดขาวผู้นี้ดูอายุราวยี่สิบสามสิบปี สะพายกล่องหนังสือ กลิ่นอายดูภูมิฐานสมเป็ผู้มีการศึกษา
“ท่านอาจารย์จาง ศิษย์พี่ใหญ่ของข้ามาแล้วขอรับ”
จางยวี่ชุนะโเรียก เมื่อได้ยินดังนั้น บัณฑิตชุดขาวนามว่า จางอวี้ ก็หมุนตัวเดินตรงมาหาคนทั้งสองทันที
สายตาของจางอวี้จับจ้องไปที่หลี่ชิงชิวโดยตรง เมื่อเดินเข้ามาในระยะใกล้ ดวงตาของเขาก็พลันเป็ประกายวาววับ ยังมิทันที่หลี่ชิงชิวจะได้อ้าปาก เขาก็พุ่งเข้ามาคว้ามือหลี่ชิงชิวไว้ก่อนทันที
หลี่ชิงชิวตั้งท่าจะหลบ ทว่าััได้ว่าคนผู้นี้ไร้ซึ่งลมปราณภายในโดยสิ้นเชิง จึงยอมปล่อยให้เขาจับมือไว้
“ท่านเ้าสำนักหลี่ นรลักษณ์ของท่านมิธรรมดาเลยจริงๆ ท่านเกิดในตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์หรือเชื้อพระวงศ์ วัยเยาว์ลำบากตรากตรำ ทว่าลิขิตชะตาหาใช่คนสามัญ ดาวม่วงส่องแสงเจิดจรัส วันหน้าจักต้องกลายเป็ัที่แท้จริงแน่นอน!” จางอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ท่าทางดูราวกับจะคุกเข่าลงกราบหลี่ชิงชิวเสียเดี๋ยวนี้
ต้มตุ๋นชัดๆ! ลิ้นทูตหลอกคน!
หลี่ชิงชิวแอบแปะป้ายลิขิตชะตาให้คนผู้นี้ในใจทันที ช่างพูดจาเลอะเทอะสิ้นดี
บิดาบังเกิดเกล้าของเขาไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นเสียหน่อย
หลี่ชิงชิวดึงมือออกอย่างแเีแล้วถามว่า “ขอบพระคุณสำหรับคำอวยพรของท่านอาจารย์ ทว่าไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ไปศึกษาวิชาดูนรลักษณ์มาจากที่ใดรึ?”
จางอวี้สำรวมท่าที ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ประสานมือคารวะแล้วตอบว่า “ผู้น้อยสืบทอดวิชามาจาก ‘าุโเก้าชีพจร’ ท่านอาจจะมิเคยได้ยินชื่อเสียงของท่าน ท่านาุโปลีกวิเวกจากโลกหล้า มีอายุยืนยาวถึงหนึ่งร้อยสามสิบปีแล้ว ยามนี้ท่านตั้งใจจะใช้เวลาปีท้ายๆ ของชีวิตอย่างสงบขอรับ”
หลี่ชิงชิวมิได้สงสัยเขาต่อ ทว่าถามยิ้มๆ ว่า “ไม่ทราบว่าหากท่านอาจารย์ต้องสอนสั่งศิษย์ในสำนักเพียงคนเดียว จะรู้สึกหนักใจหรือไม่?”
“มิหนักใจเลยขอรับ สำนักของท่านแม้จะเล็ก ทว่ากลับซ่อนัหมอบพยัคฆ์ซุ่มไว้มากมาย ทั้งสายบุ๋นสายบู๊ล้วนรุ่งโรจน์ มีวาสนาที่จะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จางอวี้ผู้นี้ยินดีจะอุทิศแรงกายแรงใจให้แก่สำนักชิงเซียว... แน่นอนว่า หากท่านเ้าสำนักจะกรุณาเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้ข้าอีกเดือนละสามสิบเหรียญทองแดง นั่นย่อมจะวิเศษยิ่งขึ้นไปอีกขอรับ”
จางอวี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงฉะฉานทรงพลัง ให้ความรู้สึกเปี่ยมไปด้วยราศีของผู้มีปัญญา
