บทที่ 37 ประโยชน์จากชื่อเสียง
แม้เจียงจ้าวเซี่ยจะาเ็กลับมา ทว่านั่นมิได้ทำให้ศิษย์สำนักชิงเซียวขวัญเสียเลยแม้แต่น้อย เพราะหลี่ซื่อเฟิงได้ป่าวประกาศวีรกรรมของเขาอย่างออกรสออกชาติจนทุกคนได้รับรู้ในเวลาอันรวดเร็ว
ศึกปะทะประมุขคนที่ห้าแห่งพันธมิตรเจ็ดบรรพต ชนะใน 5 กระบวนท่า! ศึกปะทะนักพรตเสวียนตัง ชนะใน 7 กระบวนท่า! ศึกปะทะพระคุณเ้าแห่งวัดฉานติ้ง ชนะใน 23 กระบวนท่า! ศึกปะทะาุโคุมกฎแห่งยอดเขาเถี่ยเยว่ ชนะใน 25 กระบวนท่า! ศึกปะทะอวี๋จืออี้ อันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ พ่ายแพ้อย่างเฉียดฉิวใน 200 กระบวนท่า!
วีรกรรมแต่ละอย่างทำเอาศิษย์ชิงเซียวเืลมพุ่งพล่าน บารมีของเจียงจ้าวเซี่ยภายในสำนักพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ยกเว้นสวี่หนิงแล้ว ศิษย์ทุกคนต่างเทิดทูนเขาเป็อย่างยิ่ง
หลี่ซื่อเฟิงถึงขั้นป่าวประกาศอย่างโอหัง แต่งตั้งให้เจียงจ้าวเซี่ยเป็ "อันดับสองของใต้หล้า"
"ยุทธภพนั้นอันตราย มิใช่เพียงคำกล่าวลอยๆ ต่อให้เป็บัณฑิตที่สอบชิงหาชื่อเสียง ก็ยังอาจต้องเผชิญกับจิตใจคนที่ชั่วร้ายได้"
ภายในลานเรือนใหม่ จางอวี้พัดโบกพัดไม้ไผ่ในมือพลางเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
ศิษย์กว่าสามสิบชีวิตนั่งล้อมวงฟังเขาบรรยายในลานเรือน นี่คือคำสั่งของหลี่ชิงชิว มิเช่นนั้นลำพังจางอวี้คงมิอาจรวบรวมคนได้มากมายขนาดนี้ แม้แต่หลี่ซื่อเฟิงก็ยังถูกหลี่ชิงชิวสั่งให้นั่งสำรวมอยู่ที่นี่ด้วย
สำนักชิงเซียวอยู่ห่างไกลจากทางโลก บรรยากาศในสำนักค่อนข้างผ่อนคลายและยังไม่มีการชิงดีชิงเด่นในเชิงอำนาจ ดังนั้นเหล่าศิษย์จึงยังใสซื่อนัก หลี่ชิงชิวเห็นว่าจำเป็ต้องให้จางอวี้ช่วยอบรมขัดเกลาความคิดให้พวกเขาเสียบ้าง
"เื่ของสี่เหนียง (สตรีชุดเหลือง) ที่ตายไปนั้น เต็มไปด้วยข้อพิรุธมากมาย าุโหลี่ (หลี่ซื่อเฟิง) ยังเยาว์นักจึงมองข้ามไปหลายจุด วันนี้พวกเราจะมาวิเคราะห์ย้อนหลังกัน"
"หนึ่ง นางเป็เพียงเถ้าแก่เนี้ยโรงเตี๊ยมธรรมดา ไฉนจึงมั่นใจนักว่าจะไม่วางยาผิดคน? ต่อหน้ายอดฝีมือถึงสองคน การลงมือวางยาครั้งแรกย่อมต้องประหม่า แต่นางกลับไม่ทิ้งร่องรอยให้จับได้เลย"
"สอง าุโเจียงมีกำลังภายในล้ำลึก ประสาทโสตดีเยี่ยม ต่อให้มีกำแพงกั้นก็ยังได้ยินเสียงคนกระซิบกระซาบ ทว่าสตรีผู้นี้กลับไม่เผยพิรุธทางเสียงออกมาให้ได้ยินก่อนเลย"
"สาม ทันทีที่ขึ้นเขามา นางกลับคิดสั้นหมายปลิดชีพตนเอง เจตนาคือสิ่งใด? หากนางอยากตายจริงๆ ไฉนไม่ตายที่ตีนเขา กลับดึงดันจะมาตายต่อหน้าพวกเรา หรือเป็ไปได้หรือไม่ว่านางปักใจเชื่อว่าพวกเราต้องยื่นมือเข้าช่วย?"
จางอวี้โยนคำถามออกมาทีละข้อ หลี่ซื่อเฟิงที่เดิมทีมีท่าทีรำคาญใจ เมื่อฟังแล้วก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าสี่เหนียงผู้นั้นดูไม่ปกติจริงๆ
จากนั้นจางอวี้เริ่มเล่าเื่ราวในยุทธภพที่เขาเคยได้ยินมา
ยอดฝีมือมากมายต้องจบชีวิตด้วยการลอบกัดและน้ำมือคนโฉด ยอดฝีมือที่ตายในการประลองซึ่งหน้าอย่างองอาจนั้นกลับเป็ส่วนน้อย
วรยุทธที่แข็งแกร่งเกินไป บางครั้งกลับกลายเป็จุดอ่อนเสียเอง
เหล่าศิษย์ต่างตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เพราะแม้แต่ยอดฝีมืออันดับสองของยุทธภพอย่างเจียงจ้าวเซี่ยยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด สิ่งนี้สะกิดใจพวกเขาอย่างมาก
หลี่ชิงชิวแวะมาฟังอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อมั่นใจว่าจางอวี้มิได้สอดแทรกแิที่บิดเบือนและเนื้อหาที่เขาสอนนั้นมีประโยชน์จริง เขาจึงปลีกตัวจากไป
ประโยชน์จากการที่เจียงจ้าวเซี่ยสร้างชื่อในงานชุมนุมชาวยุทธนั้นเหนือความคาดหมายของหลี่ชิงชิวมาก หลังจากที่ทั้งคู่กลับมาได้หนึ่งเดือน จางยวี่ชุนลงเขาไปรับสมัครคน ครั้งนี้เขาสามารถรับศิษย์ได้ถึงสิบหกคนในคราวเดียว ซึ่งศิษย์เหล่านี้ล้วนเดินทางมาเพราะชื่อเสียงของเจียงจ้าวเซี่ยทั้งสิ้น
ในจำนวนนั้น มีคนหนึ่งที่มีพร์ในการบำเพ็ญเซียนค่อนข้างดี หลี่ชิงชิวลอบจดจำไว้ในใจเพื่อคอยจับตามองเป็พิเศษ
การถ่ายทอดคัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวนนั้น หนึ่งคือดูพร์ สองคือดูความชอบที่สร้างให้สำนัก หลี่ชิงชิวจะมอบโอกาสให้แก่ศิษย์ที่พร์ด้อยกว่าเช่นกัน เพราะเขาเชื่อเสมอว่าความพยายามภายหลังสามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ก็เริ่มมีสำนักยุทธอื่นเดินทางมาเยือน เป็การขอทำความรู้จักเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการคุกคามหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หลี่ชิงชิวให้การต้อนรับและสนทนากับพวกเขาอย่างเป็กันเอง
สำนักนี้มีชื่อว่า สำนักนกกระเรียนขาว เป็สำนักระดับสองในแคว้นกูโจว เ้าสำนักเองก็ไปร่วมงานชุมนุมชาวยุทธและได้ผูกมิตรกับพวกเจียงจ้าวเซี่ยไว้ เขาพาเ้าศิษย์ห้าคนมาเยี่ยมเยียนและพักอยู่ที่สำนักชิงเซียวสองวันก่อนจะขอตัวลา โดยมีหลี่ชิงชิว เจียงจ้าวเซี่ย และจางยวี่ชุน เดินไปส่งด้วยตนเอง
"เ้าสำนักหลี่ วันหน้าท่านต้องหาโอกาสไปเยือนสำนักนกกระเรียนขาวของข้าให้ได้นะ ข้าจะต้อนรับท่านอย่างดีที่สุดแน่นอน" เ้าสำนักนกกระเรียนขาวซึ่งอายุปาเข้าไปห้าสิบปีแล้วยิ้มอย่างเมตตา เขากุมมือหลี่ชิงชิวคุยอยู่พักใหญ่กว่าจะยอมปล่อย
เมื่อเผชิญกับการเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น หลี่ชิงชิวย่อมต้องตอบรับคำเป็ธรรมดา ส่วนจะไปหรือไม่นั้น ค่อยว่ากันอีกที
มองตามแผ่นหลังของทั้งหกคนจากสำนักนกกระเรียนขาวที่จากไป หลี่ชิงชิวรำพึงว่า "ศิษย์พี่สาม เ้าสร้างชื่อในศึกเดียวจริงๆ นะเนี่ย"
ในโลกที่การสื่อสารมิได้สะดวกสบายเช่นนี้ หลี่ชิงชิวเคยคิดเสมอว่าการสร้างชื่อเสียงนั้นเป็เื่เลื่อนลอยและต้องใช้เวลาสะสมนับสิบปี ทว่านึกไม่ถึงว่าเจียงจ้าวเซี่ยไปงานชุมนุมชาวยุทธเพียงครั้งเดียว ชื่อเสียงจะขจรขจายไปได้รวดเร็วปานนี้
เจียงจ้าวเซี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย "อย่าพูดถึงมันเลยขอรับ าเ็สาหัสกลับมาอีกครั้ง สำหรับข้าแล้ว การเดินทางไปงานชุมนุมครั้งนี้ถือว่าล้มเหลว"
ยามเอ่ยถึงเื่นี้ มือทั้งสองข้างในแขนเสื้อของเขาก็กำหมัดแน่น เขาลงความเห็นว่าการถูกสำนักเทียนเตาลอบกัดถือเป็ความอัปยศครั้งใหญ่
หลี่ชิงชิวตบบ่าเขาพลางยิ้ม "อย่าคิดมาก ยุทธภพมันอันตราย ต่อให้เตรียมตัวมาดีเพียงใด ประสบการณ์ในยุทธภพก็ต้องอาศัยการเผชิญด้วยตนเองเพื่อสั่งสม"
ขนาดคนเก่าแก่อย่างจอมยุทธสยบัหยางเจวี๋ยติ่งก็ยังเคยถูกวางยามาแล้วเลย
การวางยานั้นสำหรับชาวยุทธแล้วยากจะป้องกัน เป็สิ่งที่ใครๆ ก็มีโอกาสพบเจอได้
จางยวี่ชุนหัวเราะ "นั่นสิ การที่สามารถเอาชีวิตรอดจากการโอบล้อมและแผนการร้ายของสำนักเทียนเตามาได้ ในยุทธภพแคว้นกูโจวจะมีสักกี่คนที่ทำได้อย่างศิษย์พี่สาม?"
เจียงจ้าวเซี่ยได้รับการปลอบโยนจากทั้งสองคนทำให้อารมณ์ดีขึ้น ทว่าในใจเขากลับลอบคิดว่าเื่นี้ยังไม่จบ
เมื่อใดที่เขาบรรลุขั้นบำรุงปราณระดับที่ 4 เขาจะไปล้างแค้น!
ตอนมีตบะระดับที่ 3 เขาก็สามารถเอาชนะลู่ฝูหู่เ้าสำนักเทียนเตาได้แล้ว หากเขาถึงระดับที่ 4 เขาเชื่อว่าตนเองสามารถบุกเดี่ยวถล่มสำนักเทียนเตา และทำให้ลู่ฝูหู่เดินตามรอยเท้าของหลวี่ไท่โต่วแห่งพันธมิตรเจ็ดบรรพตไปเสีย!
สามศิษย์พี่น้องสนทนากันอีกครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไป เจียงจ้าวเซี่ยไปฝึกวิชา ส่วนหลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนไปหารือเื่การหาเงินเข้าสำนักชิงเซียวต่อ
อันดับแรก ต้องไปตั้งป้ายหินที่ตีนเขา เพื่อชี้นำทางให้คนสามารถค้นหาสำนักชิงเซียวได้พบ
และหากเป็ไปได้ ควรจะตัดถนนขึ้นเขาแบบง่ายๆ สักสายหนึ่ง
ชาวบ้านธรรมดาหากจะขึ้นเขามาหาสำนักชิงเซียวนั้นไม่ใช่เื่ง่าย ต่อให้เป็ชาวนาหรือนายพรานแถวหมู่บ้านตีนเขาก็ยังหลงทางได้ง่ายๆ
หลีตงเยว่อยากสร้างประโยชน์ให้สำนัก นางจึงให้จางยวี่ชุนช่วยป่าวประกาศออกไปว่า นางสามารถรักษาโรคแปลกๆ หรือโรคที่รักษายากให้แก่ราษฎรได้
นอกจากนี้ยังมีศิษย์อีกกลุ่มหนึ่งเตรียมตัวออกล่าสัตว์ เพื่อนำเนื้อสัตว์ป่าไปขายในเมือง
เกี่ยวกับความชอบของเหล่าศิษย์ หลี่ชิงชิวเห็นว่าต้องมีการจดบันทึกไว้เป็หลักฐาน ในวันข้างหน้าเขาจะใช้หินิญญาหรือพืชิญญาในการตอบแทนความดีความชอบเ่าั้
ใบไม้เปลี่ยนสีเต็มป่า เวลาล่วงเลยมาถึงปลายเดือนตุลาคม
สวี่หนิงก้าวนำไปก่อนหนึ่งก้าว ทะลวงเข้าสู่ ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 4 กลายเป็คนที่สองในสำนักที่บรรลุระดับนี้ (ต่อจากหลี่ชิงชิว)
ภายในทะเลสาบิญญาใต้ดิน หลี่ชิงชิวได้ประจักษ์ถึงการเลื่อนระดับของนางด้วยตาตนเอง ตัวเขาที่มีรากปราณอัสนี์เช่นกันย่อมรู้ซึ้งว่ารากปราณนี้ร้ายกาจเพียงใด
ไม่เพียงเท่านั้น พร์การฝึกตนของสวี่หนิงยังอยู่ในระดับ "โดดเด่นเหนือชั้น" ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาศิษย์ปัจจุบัน ประกอบกับนางมิต่อยลงเขาไปไหน ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้แก่การฝึกตน จึงสามารถก้าวข้ามเจียงจ้าวเซี่ยไปได้ในที่สุด
แม้หลี่ชิงชิวจะเข้าใจเหตุผลที่นางฝึกได้รวดเร็วเพียงนี้ ทว่าเขาก็ยังอดทึ่งมิได้
นางเพิ่งจะสิบเอ็ดขวบเองนะ! ขั้นบำรุงปราณระดับ 4 ในวัยสิบเอ็ดขวบ!
ในขณะที่หลี่สื่อจิ่น, หลีตงเยว่ และหยางเจวี๋ยติ่ง ยังคงติดอยู่ที่ระดับ 2 บ่งบอกถึงช่องว่างของพร์ที่มหาศาล
เมื่อสวี่หนิงปรับลมปราณให้มั่นคงแล้ว นางลุกขึ้นเดินมาหาหลี่ชิงชิวพลางโน้มตัวคำราวอย่างนอบน้อม "ท่านอาจารย์ ข้าบรรลุระดับที่สี่แล้วเ้าค่ะ"
แม้นางจะดูสงบเงียบ ทว่าหลี่ชิงชิวััได้ว่านางกำลังพยายามเก็บความตื่นเต้นไว้
หลี่ชิงชิวดึงข้อมือนางให้เข้ามาใกล้พลางรำพึง "หนิงเอ๋อร์ เ้าช่างเก่งกาจนัก หากเป็เช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเ้าคงก้าวข้ามอาจารย์ไปแน่"
เขาก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ความจริงตัวเขาเองก็ใกล้จะแตะขอบเขตระดับที่ 5 แล้ว
สวี่หนิงรีบตอบทันที "ท่านอาจารย์เก่งที่สุดเ้าค่ะ ข้าจะก้าวข้ามท่านได้อย่างไร"
หลี่ชิงชิวยิ้มพลางถาม "อาจารย์สั่งให้เ้าซ่อนตบะไว้ มิให้ไปประลองกับใคร ทำให้เ้าเสียชื่อเสียงไปไม่น้อย เ้ามีความไม่พอใจบ้างหรือไม่?"
สวี่หนิงส่ายหน้า "ข้าจะมีความไม่พอใจได้อย่างไรเ้าคะ ท่านทำเพื่อปกป้องข้า ศิษย์อาเจียง (เจียงจ้าวเซี่ย) กลายเป็ยอดฝีมือเบื้องหน้าของสำนักกลับต้องาเ็ครั้งแล้วครั้งเล่า อีกอย่างสำนักชิงเซียวจำเป็ต้องมีไพ่ตายซ่อนไว้ ข้ายินดีจะเป็แรงสนับสนุนลับๆ เคียงข้างท่านอาจารย์เพื่อเป็รากฐานให้สำนักเ้าค่ะ"
เหล่าศิษย์หลายคนรู้ว่าสวี่หนิงเป็อัจฉริยะ ทว่าตบะของนางสูงส่งเพียงใดนั้น มีเพียงหลี่ชิงชิวที่รู้แจ้ง
แม้แต่หลี่ซื่อเฟิงหรือหยางเจวี๋ยติ่งเอง ก็ััได้เพียงว่าสวี่หนิงนั้นดูลึกลับและล้ำลึก ทว่ามิอาจคาดเดาระดับที่แน่นอนได้
นับจากนี้ไป ผู้ที่จะรู้สึกว่าสวี่หนิงนั้นลึกลับยากหยั่งถึงจะเพิ่มขึ้นอีกคน นั่นก็คือเจียงจ้าวเซี่ย
ทว่าหลี่ชิงชิวรู้สึกว่าเจียงจ้าวเซี่ยเองก็ใกล้จะถึงระดับ 4 แล้วเช่นกัน ศิษย์น้องคนนี้สุมไฟแค้นไว้เต็มอก จนแทบจะระงับไว้ไม่อยู่แล้ว
หลี่ชิงชิวยิ่งมองสวี่หนิงก็ยิ่งถูกใจ แม่หนูน้อยคนนี้แม้จะเยาว์วัยทว่ากลับรู้ความและว่าง่าย มิได้โอหังเพราะตบะของตน ความ้าเอาชนะของนางนั้นมีไว้เพื่อพัฒนาตนเอง มิได้มีไว้เพื่อโอ้อวด
อีกทั้งเขาเคยถามภูมิหลังนางมาแล้ว นางมิได้มาจากตระกูลสูงส่ง บิดาที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็เพียงนายพราน ไม่มีหนี้แค้นอันใดรอให้นางไปสะสาง
เมื่อมองไปทั่วทั้งสำนักชิงเซียว เขาพบว่ามีเพียงสวี่หนิงที่ดูเหมือน "นักบำเพ็ญเซียน" มากที่สุด และเป็คนที่จะร่วมทางกับเขาไปได้นานที่สุด
จากนั้น หลี่ชิงชิวได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาคัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวนขั้นที่ 5 ให้แก่นาง
คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวนนั้นล้ำลึกยิ่งนัก แต่ละระดับย่อยล้วนมีวิธีการชักนำปราณที่แตกต่างกัน เขาจะถ่ายทอดให้ทีละขั้นเท่านั้น แม้แต่เจียงจ้าวเซี่ย ทุกครั้งที่ทะลวงระดับก็ต้องมาขอเคล็ดวิชาขั้นต่อไปจากเขาเสมอ
ทั้งคู่ฝึกตนต่อจนจวนเจียนจะโพล้เพล้ สองศิษย์อาจารย์จึงเดินออกจากทะเลสาบิญญาใต้ดิน และนัดประลองความเร็วกันดูว่าใครจะไปถึงสำนักชิงเซียวได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามให้เหล่าศิษย์ระหว่างทางสังเกตเห็นตัว
เมื่อได้ยินว่าจะได้ประลองกัน แม้จะเป็เพียงวิชาตัวเบา สวี่หนิงก็ฮึกเหิมยิ่งนัก ทั้งคู่พลันหายวับเข้าไปในพงไพร
ที่กึ่งกลางเขา ฉินเยี่ยกุมพลองไม้ไว้แน่น กำลังฝึกเพลงพลองสยบมารหมื่นทัพ ท่วงท่านั้นดุดันเฉียบคม ร่างกายที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องกลับแฝงไว้ด้วยความงามอันเป็เอกลักษณ์ ประหนึ่งว่าคนและพลองได้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกัน
ทุกครั้งที่เขาฝึกครบหนึ่งร้อยรอบ เขาจะได้รับความเข้าใจใหม่ๆ แม้แต่ภายในร่างกายก็เริ่มมีกระแสปราณ (กึ่งลมปราณยุทธ) ก่อตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
ความแข็งแกร่งของเพลงพลองสยบมารหมื่นทัพสร้างความเชื่อมั่นให้เขาอย่างมหาศาล เขารู้สึกว่าขอเพียงตนตั้งใจฝึกฝน ย่อมสามารถล้างแค้นให้าุโอู่เป้าอวี้ได้ในวันหน้า
เขามิได้บอกเื่นี้กับใคร ในใจของเขาได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นไว้แล้ว นั่นคือการสังหารฮ่องเต้โฉด
ทันใดนั้น
ฉินเยี่ยหยุดการเคลื่อนไหว เขาขมวดคิ้วมองไปรอบๆ เมื่อครู่เขาได้ยินเสียง "สวบสาบ" แว่วมา คล้ายมีบางอย่างวิ่งผ่านไปทางด้านข้างด้วยความเร็วสูง
ด้วยวรยุทธในยามนี้ เขาไม่คิดว่าตนเองหูฝาด
หรือจะเป็สัตว์ป่า? เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ยินหยวนฉี่บอกว่าเห็นเสือดำในป่า ไม่รู้ว่าตาฝาดไปเองหรือไม่
ในขณะที่ฉินเยี่ยกำลังงุนงงอยู่นั้น จากที่ไกลๆ ก็ปรากฏชายในชุดผ้าหยาบสวมหมวกงอบเดินตรงมา ที่เอวของเขามีขลุ่ยยาวเหน็บอยู่เล่มหนึ่ง
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ภายใต้หมวกงอบเผยให้เห็นใบหน้าที่มีร่องรอยแห่งความกร้านโลก... เขาคือ เจียงกว๋อเทียน แห่งจวนไป๋ตี้
เจียงกว๋อเทียนมองฉินเยี่ยแล้วยิ้มถาม "น้องชาย เพลงพลองของเ้าดูมีรัศมีพลังไม่เบาเลยนะ ขนาดอยู่ไกลๆ ข้ายังได้ยินเสียงพลองแหวกลมดังหึ่งๆ เลย เ้าเป็ศิษย์สำนักชิงเซียวรึเปล่า?"
ฉินเยี่ยจ้องมองเขาอย่างระแวดระวัง ตอบว่า "ที่นี่คือเขตูเาของสำนักชิงเซียว ข้าย่อมเป็ศิษย์สำนักชิงเซียว ไม่ทราบว่าท่านมาจากสำนักใด และขึ้นเขามาทำไม?"
เจียงกว๋อเทียนได้ยินเช่นนั้นดวงตาก็เป็ประกาย เขาเริ่มขยับข้อมือพลางเดินเข้าหาฉินเยี่ยพร้อมรอยยิ้ม "ไม่ได้เจอกันสองปี นอกจากเ้าหนูเจียงจ้าวเซี่ยจะสร้างชื่อจนระบือไกลแล้ว สำนักชิงเซียวยังมีอัจฉริยะเช่นเ้าโผล่ออกมาอีก น่าสนใจจริงๆ หรือว่าชิงเซียวเจินเหรินจะกลับมาแล้ว? น้องชาย พวกเรามาประลองกันสักหน่อยเป็ไร ข้าจะใช้เพียงมือเดียว ทดสอบฝีมือเ้าดูสักนิด"
